Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Topics - นายเสรี ลพยิ้ม

Pages: [1] 2 3 ... 77
1
บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา - หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

ธรรมะปฏิสันถาร
.......................
   เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พุทธศักราช 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยสมเด็จ
พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมหลวงปู่เป็นการส่วนพระองค์ เมื่อทั้งสองพระองค์ทรงถามถึง
สุขภาพอนามัยและการอยู่สำราญแห่งอิริยาบถของหลวงปู่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระราชปุจฉาว่า
"หลวงปู่ การละกิเลสนั้น ควรละกิเลสอะไรก่อน" ฯ
   หลวงปู่ถวายวิสัชนาว่า
   "กิเลสทั้งหมดเกิดรวมอยู่ที่จิต ให้เพ่งมองดูที่จิต อันไหนเกิดก่อน ให้ละอันนั้นก่อน"
****************************

หลวงปู่ไม่ฝืนสังขาร
.....................
   ทุกครั้งที่ล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์เสด็จเยี่ยมหลวงปู่
หลังจากเสร็จพระราชกรณียกิจในการเยี่ยมแล้ว เมื่อจะเสด็จกลับ
ทรงมีพระดำรัสคำสุดท้ายว่า
 
ขออาราธนาหลวงปู่ให้ดำรงขันธ์อยู่เกินร้อยปี เพื่อเป็นที่
เคารพนับถือของปวงชนทั่วไป หลวงปู่รับได้ไหม" ฯ
   ทั้งๆ ที่พระราชดำรัสนี้เป็นสัมมาวจีกรรม
ทรงประทานพรแก่หลวงปู่โดยพระราชอัธยาศัย
หลวงปู่ก็ไม่กล้ารับ และไม่อาจฝืนสังขาร จึงถวายพระพรว่า

   "อาตมาภาพรับไม่ได้หรอก แล้วแต่สังขารเขาจะเป็นไปของเขาเอง"
***********************

ปรารภธรรมะเรื่องอริยสัจสี่
.........................
   พระเถระฝ่ายกัมมัฏฐานเข้าถวายสักการะหลวงปู่
ในวันเข้าพรรษาปี 2499 หลังฟังโอวาทและข้อธรรมอันลึกซึ้งข้ออื่นๆ แล้ว
 หลวงปู่สรุปใจความ อริยสัจสี่ให้ฟังว่า

      "จิตที่ส่งออกนอก         เป็นสมุทัย
       ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก   เป็นทุกข์
       จิตเห็นจิต            เป็นมรรค
       ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต      เป็นนิโรธ"
************************

สิ่งที่อยู่เหนือคำพูด
........................
   อุบาสกผู้คงแก่เรียนคนหนึ่ง สนทนากับหลวงปู่ว่า
"กระผมเชื่อว่า แม้ในปัจจุบันพระผู้ปฏิบัติถึงขั้นได้บรรลุมรรคผลนิพพาน
ก็คงมีอยู่ไม่น้อย เหตุใดท่านเหล่านั้นจึงไม่แสดงตนให้ปรากฏ
เพื่อให้ผู้สนใจปฏิบัติทราบว่าท่านได้บรรลุถึงคุณธรรมนั้นๆ แล้ว
เขาจะได้มีกำลังใจและมีความหวัง เพื่อเป็นพลังเร่งความเพียร
ในทางปฏิบัติให้เต็มที่" ฯ
   หลวงปู่กล่าวว่า
   "ผู้ที่เขาตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดว่าเขารู้แล้วซึ่งอะไร เพราะสิ่งนั้นมันอยู่เหนือคำพูดทั้งหมด"
*************************

หลวงปู่เตือนพระผู้ประมาท
.......................
   ภิกษุผู้อยู่ด้วยความประมาท คอยนับจำนวนศีลของตนแต่ในตำรา
คือ มีความพอใจภูมิใจกับจำนวนศีลที่มีอยู่ในคัมภีร์ ว่าตนนั้นมีศีลถึง 227 ฯ
   "ส่วนที่ตั้งใจปฏิบัติให้ได้นั้น จะมีสักกี่ข้อ"
************************

จริง แต่ไม่จริง
.........................
   ผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน ทำสมาธิภาวนา เมื่อปรากฏผลออกมาในรูปแบบต่างๆ
ย่อมเกิดความสงสัยขึ้นเป็นธรรมดา เช่น เห็นนิมิตในรูปแบบที่ไม่ตรงกันบ้าง
ปรากฏในอวัยวะร่างกายของตนเองบ้าง ส่วนมากมากราบเรียนหลวงปู่เพื่อให้ช่วยแก้ไข
หรือแนะอุบายปฏิบัติต่อไปอีก มีจำนวนมากที่ถามว่า ภาวนาแล้วก็เห็น
นรก สวรรค์ วิมานเทวดา หรือไม่ก็เป็นองค์พระพุทธรูปปรากฏอยู่ในตัวเรา
สิ่งที่เห็นเหล่านี้เป็นจริงหรือ ฯ
   หลวงปู่บอกว่า
   "ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง"
*************************

แนะวิธีละนิมิต
.........................
   ถามหลวงปู่ต่ออีกว่า นิมิตทั้งหลายแหล่ หลวงปู่บอกว่ายังเป็นของภายนอกทั้งหมด
จะเอามาทำอะไรยังไม่ได้ ถ้าติดอยู่ในนิมิตนั้นก็ยังอยู่แค่นั้น ไม่ก้าวต่อไปอีก
จะเป็นด้วยเหตุที่กระผมอยู่ในนิมิตนี้มานานหรืออย่างไร จึงหลีกไม่พ้น
นั่งภาวนาทีไร พอจิตจะรวมสงบก็เข้าถึงภาวะนั้นทันที
หลวงปู่โปรดได้แนะวิธีละนิมิตด้วยว่า
 
ทำอย่างไรจึงจะได้ผล ฯ

   หลวงปู่พูดว่า
   "เออ นิมิตบางอย่างมันก็สนุกดี น่าเพลิดเพลินอยู่หรอก แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้นมันก็เสียเวลาเปล่า
วิธีละได้ง่ายๆ ก็คือ อย่าไปดูสิ่งที่ถูกเห็นเหล่านั้น ให้ดูผู้เห็น แล้วสิ่งที่ไม่อยากเห็นนั้นก็จะหายไปเอง"
************************

เป็นของภายนอก
........................
   เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2524 หลวงปู่อยู่ในงานประจำปีวัดธรรมมงคล สุขุมวิท กรุงเทพฯ
มีแม่ชีพราหณ์หลายคนจากวิทยาลัยครูพากันเข้าไปถามทำนองรายงานผลของการปฏิบัติวิปัสสนาให้หลวงปู่ฟังว่า
เขานั่งวิปัสสนาจิตสงบแล้ว เห็นองค์พระพุทธรูปอยู่ในหัวใจเขา บางคนว่า ได้เห็นสวรรค์เห็นวิมานของตัวเองบ้าง
บางคนว่าเห็นพระจุฬามณีเจดีย์สถานบ้าง พร้อมทั้งภูมิใจว่า เขาวาสนาดี ทำวิปัสสนาได้สำเร็จ ฯ

   หลวงปู่อธิบายว่า
   "สิ่งที่ปรากฏเห็นทั้งหมดนั้น ยังเป็นของภายนอกทั้งสิ้น จะนำเอามาเป็นสาระที่พึ่งอะไรยังไม่ได้หรอก"

บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา - หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลวงปู่ฝากไว้
บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
ของพระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
รวบรวมบันทึกไว้ โดย
พระโพธินันทมุนี(อดีตพระครูนันทปัญญาภรณ์)
๑ ก.ค.๒๕๒๘


2
แก้ความเข้าใจ ความหมายของบุญ ที่แคบและเพี้ยนไป
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต)


บุญกุศลนี้ มีทางทำ ให้เกิดขึ้นได้มากมาย แต่ข้อสำคัญ อยู่ที่จิตใจของโยมเอง
แต่เมื่อเราต้องการให้จิตใจผ่องใส อะไรจะมาช่วยทำ ให้ผ่องใสได้
ตอนนี้เราอาศัยพระประธาน แต่พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า มีวิธีปฏิบัติหลายอย่าง
ที่จะทำให้เกิดบุญกุศล วันนี้จึงขอพูดเรื่องบุญนิดๆหน่อยๆ เพราะคำว่าบุญ
เป็นคำสำคัญในพระพุทธศาสนา และเวลานี้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
คำว่า “บุญ” ก็แคบมาก หรือบางที ก็ถึงกับเพี้ยนไป

แง่ที่ ๑ ยกตัวอย่าง ที่ว่าบุญมีความหมายแคบลงหรือเพี้ยนไปนี่ เช่น เมื่อเราพูดว่าไปทำบุญทำทาน
โยมก็นึกว่าทำบุญ คือถวายข้าวของแก่พระสงฆ์ บุญก็เลยมักจะจำ กัดอยู่แค่ทาน คือ การให้
แล้วก็ต้องถวายแก่พระเท่านั้น จึงเรียกว่า บุญ ถ้าไปให้แก่ชาวบ้าน เช่น ให้แก่คนยากจน
คนตกทุกข์ยากไร้ เราเรียกว่าให้ทาน ภาษาไทยตอนหลังนี้ จึงเหมือนกับแยกกันระหว่าง
ทำบุญกับให้ทาน ทำบุญ คือถวายแก่พระ ให้ทาน คือให้แก่คฤหัสถ์ชาวบ้าน
โดยเฉพาะคนตกทุกข์ได้ยาก

เมื่อเพี้ยนไปอย่างนี้นานๆ คงต้องมาทบทวนกันดู เพราะความหมายที่เพี้ยนไปนี้
กลายเป็นความหมายในภาษาไทย ที่บางทียอมรับกันไปจนคิดว่าถูกต้องด้วยซํ้า
แต่พอตรวจสอบด้วยหลักพระศาสนาแล้ว ก็ไม่จริง เพราะว่าทานนั้นเป็นคำ กลางๆ

การถวายของแก่พระ ที่เราเรียกว่าทำ บุญนั้น เมื่อว่าเป็นภาษาบาลี
จะเห็นชัดว่าท่านเรียกว่าทานทั้งนั้น แม้แต่ทำ บุญอย่างใหญ่ที่มีการถวายของแก่พระมากๆ
เช่นถวายแก่สงฆ์ ก็เรียกว่า สังฆทาน ทำบุญทอดกฐิน ก็เรียกว่ากฐินทาน
ทำบุญทอดผ้าป่า ก็เป็น บังสุกุลจีวรทาน ไม่ว่าถวายอะไร ก็เป็นทานทั้งนั้น
ถวายสิ่งก่อสร้างในวัด จนถวายทั้งวัด ก็เรียกเสนาสนทาน หรือวิหารทาน ทานทั้งนั้น

ในแง่นี้ จะต้องจำไว้ว่า ทานนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำบุญ
เมื่อเราพูดว่าทำบุญ คือ ถวายของพระ บุญก็เลยแคบลงมาเหลือแค่ทานอย่างเดียว
 ลืมนึกไปว่า ยังมีวิธีทำบุญอื่นๆ อีกหลายอย่าง นี้ก็เป็นแง่หนึ่งละ

แง่ที่ ๒ ก็คือความแคบในแง่ที่เมื่อคิดว่า ถ้าให้แก่คนตกทุกข์ได้ยาก หรือแก่ชาวบ้าน
ก็เป็นทานแล้ว ถ้าเข้าใจเลยไปว่า ไม่เป็นบุญ ก็จะยุ่งกันใหญ่ ที่จริงไม่ว่าให้แก่ใคร
ก็เป็นบุญทั้งนั้น จะต่างกันก็เพียงว่า บุญมาก บุญน้อยเท่านั้นเอง

การวัดว่าบุญมากบุญน้อย เช่นในเรื่องทานนี้
ท่านมีเกณฑ์ หรือมีหลักสำหรับวัดอยู่แล้วว่า

๑. ตัวผู้ให้ คือทายกทายิกา มีเจตนาอย่างไร
๒. ผู้รับ คือปฏิคาหก มีคุณความดีแค่ไหน
๓. วัตถุ หรือของที่ให้ คือไทยธรรม๑ บริสุทธิ์ สมควร เป็นประโยชน์เพียงใด

ถ้าปฏิคาหก คือผู้รับ เป็นผู้มีศีล มีคุณธรรมความดี ก็เป็น
บุญมากขึ้น ถ้าปฏิคาหกเป็นคนไม่มีศีล เช่นเป็นโจรผู้ร้าย เราก็ได้บุญน้อย
เพราะดีไม่ดีให้ไปแล้ว เขากลับอาศัยผลจากของที่เราให้ เช่น
ได้อาหารไปกินแล้วร่างกายแข็งแรง ก็ยิ่งไปทำการร้ายได้มากขึ้น กลับเกิดโทษ

วัตถุสิ่งของที่ถวาย ถ้าบริสุทธิ์ ได้มาโดยสุจริต เป็นของที่
เป็นประโยชน์ มีคุณค่าแก่ผู้ที่รับไป สมควรหรือเหมาะสมแก่ผู้รับนั้น
เช่น ถวายจีวรแก่พระสงฆ์ แต่ให้เสื้อแก่คฤหัสถ์ เป็นต้น ก็เป็นบุญมาก

ส่วนตัวผู้ให้ก็ต้องมีเจตนาที่เป็นบุญเป็นกุศล ตั้งใจดี
ยิ่งถ้าเจตนานั้นประกอบด้วยปัญญา ก็มีคุณสมบัติดีประกอบมากขึ้น ก็ยิ่งได้บุญมาก

เป็นอันว่า การให้เป็นทานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะถวายแก่พระหรือ
จะให้แก่คฤหัสถ์ชาวบ้าน จึงต้องมาทบทวนความหมายกันใหม่ว่า
๑.ได้บุญ ไม่ใช่เฉพาะถวายแก่พระ
๒.บุญ ไม่ใช่แค่ทาน

*************************
แก้ความเข้าใจ ความหมายของบุญ ที่แคบและเพี้ยนไป
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต)

จากหนังสือ ก้าวไปในบุญ


3
สนทนาธรรมตามกาลเป็นมงคลอุดม  - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

กาเลน ธมฺมสฺสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
การปฤกษาไต่ถาม หรือการสดับธรรมตามกาล ตามสมัย
พระบรมศาสดาตรัสว่าเป็นมงคลความเจริญอันอุดมเลิศ


หมู่เรา ต่างคนก็มุ่งหน้าเพื่อศึกษามาเองทั้งนั้น
ไม่ได้ไปเชื้อเชิญนิมนต์มา
ครั้นมาศึกษามาปฏิบัติก็ต้องทำจริงปฏิบัติจริง
ตามเยี่ยงอย่างพระบรมศาสดาจารย์เจ้า
และสาวกขีณาสวะเจ้าผู้ปฏิบัติมาก่อน

เบื้องต้นพึงพิจารณา สัจจธรรมคือของจริงทั้ง 4 ได้แก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
อันท่านผู้เป็นอริยบุคคล ได้ปฏิบัติกำหนดพิจารณามาแล้ว เกิด เราก็เกิดมาแล้ว
คือร่างกายอันเป็นอยู่นี้มิใช่ก้อนเกิดหรือ? แก่ เจ็บ ตาย ก็ก้อนอันนี้แล
เมื่อเราพิจารณา อยู่ในอิริยาบถทั้ง 4 เดินจงกรมบ้าง ยืนกำหนดพิจารณาบ้าง
นอนกำหนดพิจารณาบ้าง จิตจะรวมเป็นสมาธิ รวมน้อยก็เป็นขณิกสมาธิ
คือจิตรวมลงภวังค์หน่อยหนึ่งแล้วก็ถอนออกมา ครั้นพิจารณาอยู่ไม่ถอย
จนปรากฏเป็นอุคคหนิมิต จะเป็นนอกก็ตาม ในก็ตาม

ให้พิจารณานิมิตนั้นจนจิตวางนิมิตรวมลงสู่ภวังค์
ตำรงอยู่นานพอประมาณแล้วถอยออกมา
สมาธิในชั้นนี้เรียกว่า อุปจารสมาธิ
 
พึงพิจารณานิมิตนั้นเรื่อยไป จนจิตรวมลงสู่ภวังค์เข้าถึงฐีติจิต เป็น อัปปนา
สมาธิปฐมฌาน ถึงซึ่งเอกัคคตา ความมีอารมณ์เดียว ครั้นจิตถอยออกมา
ก็พึงพิจารณาอีกแล้วๆ เล่าๆ จนขยายแยกส่วนเป็นปฏิภาคนิมิตได้ต่อไป
คือพิจารณาว่าตายแล้วมันจะเป็นอะไรไปอีก มันจะต้องเปื่อยเน่า
ผุพังยังเหลือแต่ร่างกระดูก กำหนดทั้งภายใน
คือกายของตนทั้งภายนอกคือกายของผู้อื่น

โดยให้เห็นส่วนต่างๆ ของร่างกายว่าส่วนนี้เป็น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ
เส้นเอ็นน้อยใหญ่มีเท่าไร กระดูกท่อนน้อยท่อนใหญ่มีเท่าไร โดยชัดเจนแจ่มแจ้ง
กำหนดให้มันเกิดขึ้นมาอีกแล้วกำหนดให้มัน ยืน เดิน นั่ง นอน
แล้วตายสลายไปสู่สภาพเดิมของมัน
คือไปเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ถึงฐานะเดิมของมันนั้นแล

เมื่อกำหนดจิตพิจารณาอยู่อย่างนี้ ทั้งภายนอกทั้งภายใน ทำให้มาก ให้หลาย
ให้มีทั้งตายเก่าตายใหม่ มีแร้งกาสุนัขยื้อแย่งกัดกินอยู่ ก็จะเกิดปรีชาญาณขึ้น
ตามแต่วาสนาอุปนิสัยของตน ดังนี้แล ฯ

สนทนาธรรมตามกาลเป็นมงคลอุดม  - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

บ้านจอมยุทธ


4
ความเสียสละกับความเห็นแก่ตัว - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ความเสียสละกับความเห็นแก่ตัวผิดกันมากนะ
ถ้าการเสียสละไปที่ไหนเย็นไปหมด

ถ้าความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่ตัว
เอารัดเอาเปรียบ ไปที่ไหนร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ


ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคม นี่แถวทางของกิเลสเป็นอย่างนั้น แถวทางของธรรมไปที่ไหน
สมัครสมานได้หมดเรียกว่าธรรม การทำบุญให้ทานนอกจากผู้มาเกี่ยวข้องได้รับการเสียสละ
จากเราแล้วบุญกุศลเป็นของเราๆ อันที่ออกไปนั้นเป็นส่วนหยาบนะ วัตถุต่างๆ ที่เราไปทานนั้น
เป็นส่วนหยาบที่จะยังกุศลเป็นส่วนละเอียดให้เกิดขึ้นภายในใจ ให้พากันเข้าใจ

วัตถุที่ทานไปนั้นไม่ได้ขึ้นสวรรค์-นิพพานที่ไหน ความเสียสละออกไปจากใจนี่
จะหนุนเราให้ไปสวรรค์นิพพาน โดยอาศัยวัตถุหยาบเป็นเครื่องหนุน ให้พากันจำเอาไว้

จอมปราชญ์ทั้งหลายชมเชยตลอด ทานบารมี พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์มีทานบารมี
เป็นพื้นฐานทุกพระองค์ไม่เว้นเลย การเสียสละเป็นพื้นฐานสำหรับโพธิสัตว์ที่ปรารถนา
ความเป็นพระพุทธเจ้า มีความเสียสละเป็นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นบริษัทบริวารท่านจึงมากทีเดียว
บรรดาโพธิสัตว์ที่ไหนบริษัทบริวารมาก มากจริงๆ เพราะความเสียสละ

เสียสละจนกระทั่งถึงชีวิตจิตใจท่านก็เสียสละได้
เวลาไปจนตรอกจนมุมนี้ เช่นพาเพื่อนฝูงบริษัทบริวารไปเที่ยวหากิน
ถูกนายพรานเขาดัก เขาจะฆ่าให้ฉิบหายหมด ท่านเป็นหัวหน้าไปโพธิสัตว์
นี่ดูซิถ้าธรรมดาหัวหน้าจะแหวกหนี ปล่อยให้บริษัทบริวารตายเรียบเลย
นี้ไม่เป็นอย่างนั้น

เวลาไปเจอข้าศึกที่เขาดักข้างหน้าไม่มีทางออกแล้ว
จำเป็นจริงๆ ไม่มีทางออกท่านสู้เลย ท่านเตือนบริษัทบริวารให้วิ่งย้อนหลังให้หมด
เราจะเข้าสู่สงครามคนเดียวตัวเดียว วิ่งเข้าหานายพราน
เขาดักหน้าดักหลัง แทนที่จะพาเพื่อนฝูงหรือใครวิ่งหนี ไม่ไปนะ

นี่ละความเสียสละท่าน

ความเสียสละกับความเห็นแก่ตัว - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


5
ความดีของพระพุทธศาสนา - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

ความดีของพระพุทธศาสนา
พระราชสุทธิญาณมงคล

   
(ที่ยกมาหนึ่งในล้าน)

   การฆ่าสัตว์  และฆ่ามนุษย์  เพื่อบูชายันหมดไป
   หลักคำสอนเรื่องอนิจจัง  เกิดขึ้น
   หลักคำสอนเรื่องอนัตตา  เกิดขึ้น

   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนมีเมตตาซึ่งกันและกัน
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนรู้จักหักห้ามใจ
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนรู้จักสิทธิเคารพสิทธิ
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนมีคำสัตย์ไม่กลับกลอก
   พระพุทธศาสนา  ชี้ให้เห็นสติปัญญาเป็นเรื่องที่สำคัญ

   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนรู้จักให้อภัย
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนรู้จักสงเคราะห์ผู้ที่มีกำลังที่ด้อยกว่า
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนกตัญญูต่อผู้มีพระคุณทั้งหลาย
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนไม่ประมาท  มัวเมาหลงไหล
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนรู้จักสามัคคี

   พระพุทธศาสนา  ชี้สิ่งที่เป็นโทษกับชีวิต (อบายมุข ๖)
   มีบุคคลกลุ่มหนึ่งออกบวชเป็นดุจถ่วงของสังคม
   ญาติของผู้ออกบวชเป็นดุจถ่วงอีกทางหนึ่ง
   คุณธรรมที่เป็นนามธรรมถูกแปลออกมาเป็นรูปธรรม
   เกิดบุคคลผู้เสียสละในทางพระศาสนาขึ้นมากมาย

   เกิดผู้รับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ขึ้นมามากมาย
   เกิดมีผู้รักชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ขึ้นมากมาย
   ทำให้คนทั้งชาติเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
 
   เป็นนักค้าขาย  ก็ขายยาเสพติดให้โทษ  ขายคน  หลอกลวงคนไปขาย
   เป็นลูกก็อกตัญญู  สำนึกคุณของพ่อแม่ผู้มีพระคุณให้กำเนิดมาไม่ได้
   เป็นพ่อแม่  ก็ไม่รับผิดชอบต่อลูก  ละเลยต่อภาระหน้าที่

ความดีของพระพุทธศาสนา - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

ความดีของพระพุทธศาสนา
พระราชสุทธิญาณมงคล


6
แสงสว่างทั้งหลายสว่างเหนือปัญญาไม่มี - 22 ส.ค.26 - หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

10
11 - ตั้งสมณศักดิ์ สื่อความหมายอะไร - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

12
คาถารัก รับ"วาเลนไทน์" จากท่าน ว.วชิรเมธี

พระนักเทศน์ชื่อดัง "ว.วชิรเมธี" มอบคาถาแด่หนุ่มสาววัยรุ่นผู้กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก เนื่องในเทศกาลวันวาเลน์ไทน์ แนะ "รักด้วยสมอง แต่อย่ารักขึ้นสมอง" ชี้วาเลนไทน์ปีนี้ตรงเทศกาลตรุษจีน หลายบ้านเชื้อสายจีนจัดไหว้เจ้า สอนวัยรุ่นสืบทอดธรรมเนียมบรรพบุรุษ เตือนพ่อแม่และครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ ซื้อหาไม่ได้ตามห้างสรรพสินค้า ปฏิบัติหน้าที่ลูกหลานที่ดีก่อนค่อยออกไปเที่ยวกับคนรักก็ยังไม่สาย
       
       วันนี้ (13 ก.พ.) พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว. วชิรเมธี พระนักเขียนและนักเทศน์ชื่อดัง กล่าวว่า สำหรับปีนี้เนื่องด้วยเทศกาลขึ้นปีใหม่ของคนจีนและเทศกาลแห่งความรักของตะวันตกบังเอิญเป็นช่วงเดียวกัน จึงอยากฝากคำแนะนำเกี่ยวกับความรักทั้งในรูปแบบของรักแบบคนรักและรักแบบครอบครัวเพื่อเป็นข้อคิดให้เด็ก เยาวชน ตลอดจนคนหนุ่มสาวนำไปคิดและปฏิบัติให้เหมาะสมกับเทศกาลและสถานการณ์
       
       "สำหรับคนหนุ่มคนสาวหรือคนมีแฟนที่กำลังตั้งหนั้นตั้งตารอวันแห่งความรัก 14 ก.พ. ก็ขอให้รักด้วยสมอง แต่อย่ารักขึ้นสมอง เป็นเรื่องสำคัญมาก วัยรุ่นบ้านเราส่วนใหญ่มักจะรักขึ้นสมอง คิดว่าความรักเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความรักเป็นแค่บันไดขั้นหนึ่งของชีวิตเท่านั้น และสำหรับคู่รักที่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีนที่กำลังชั่งใจว่าจะเลือกไปเที่ยวกับคนรักดีหรือจะไปไหว้เจ้ากับบรรพบุรษดีนั้น พระอาจารย์แนะนำว่าควรเลือกทางสายกลาง"
       
พระมหาวุฒิชัย กล่าวต่อไป
อยากให้วัยรุ่นและคนหนุ่มสาว
ให้ความสำคัญต่อสถาบันครอบครัวก่อน
และอยู่ร่วมไหว้เจ้าไหว้บรรพบุรุษ กับครอบครัวเสียก่อน
จากนั้นค่อยนักคนรักออกไปเที่ยวก็ยังไม่สาย
       
       "ที่แนะนำให้เดินสายกลางก็เพราะ ถ้าเรารักแฟนจนขึ้นสมอง เลือกออกไปกับแฟน เราก็จะไม่ได้ใจพ่อแม่ แต่ถ้าเราจะเอาใจพ่อแม่ ให้ความสำคัญกับครอบครัวอย่างเดียว เราก็ไม่ได้ใจแฟน ทางที่ดีคือหาทางออกที่จะดูแลทั้งสองทางให้ได้พร้อมๆ กัน ก็คืออาจจะอยู่กับครอบครัว ให้เวลากับครอบครัว อยู่ไหว้เจ้าตามธรรมเนียมของที่บ้านให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยออกไปกับแฟน และสำหรับคนที่กำลังคิดจะทิ้งที่บ้านและออกไปกับแฟนเลยโดยไม่สนใจหรือใส่ใจกับธรรมเนียบปฏิบัติของครอบครัวนั้น อยากเตือนว่าสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรา เป็นสิ่งที่มีค่า เราไม่สามารถหาซื้อพ่อแม่ได้ตามห้างสรรพสินค้า ถ้าไม่มีพวกท่านก็ไม่มีเราในทุกวันนี้ ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญแก่พ่อแม่และครอบครัวเป็นอันดับ1 อยากให้เด็กวัยรุ่นเปลี่ยนมุมมองจากความรักที่มีต่อคนรักแบบชู้สาว มาเข้าใจและซาบซึ้งกับความรักและความสัมพันธ์ในครอบครัว อันนี้ก็ความรักนะคุณโยม ความรักในครอบครัวนี้ยิ่งใหญ่ นั่นก็คือความกตัญญูไงล่ะ"
       
       พระนักเทศน์ผู้มีคำสอนดีๆ มาฝากสังคมอย่างสม่ำเสมอท่านนี้ ยังได้ฝาก "คาถารัก"
มอบแด่ประชาชนทุกคนในช่วงเทศกาลแห่งความรัก เป็นแผนที่ชีวิตเพื่อนำไปศึกษา
ให้ถ่องแท้และนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์กับชีวิตว่า
       
"จงรักชาติแต่อย่าคลั่งชาติ จงรักดีแต่อย่าติดดี
จงรักงานแต่อย่าบ้างาน จงรักเงินแต่อย่าบูชาเงิน
จงรักมนุษยชาติแต่อย่าหลงลืมคนที่อยู่รอบๆ ตัวเรา
และที่สำคัญจงรักคนที่เขาเกลียดเรา
เพราะเขามีต้นทุนคือความรักในหัวใจน้อยเกินไป
ถ้าคุณสามารถรักคนที่เกลียดคุณ และเห็นคุณเป็นศัตรูได้
มันจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก

อยากให้พึงระลึกไว้ด้วยว่า ความรักที่ลอยพ้นอัตตา
คือรักที่สามารถเยียวยาโลกทั้งผอง"

พระมหาวุฒิชัยทิ้งท้าย

คาถารัก รับวาเลนไทน์ - ท่าน ว.วชิรเมธี
     
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 กุมภาพันธ์ 2553 14:49 น.


13
ส่วนผสมของเหล้า มีไรมั่งมาดูกัน - พระพยอม กัลยาโณ

ส่วนผสมของเหล้า
วันหนึ่งไอ้ขี้เมามันเดินเข้ามาหาพระในวัด... มันบอกว่า
หลวงพี่ชอบด่าคนกินเหล้า... ว่าโง่ยิ่งกว่าหมา...
อยากจะทดสอบหลวงพี่หน่อย... ที่หลวงพี่บอกว่าเหล้าไม่ดีนะ...
หลวงพี่รู้หรือ เปล่าว่า... เหล้านะมีส่วนผสมอะไรบ้าง..?

หลวงพ่อก็ตอบไปว่า..เรื่องง่ายๆ... ทำไมพระจะไม่รู้ คนโบราณเขาเล่าว่า...
เหล้ามันผสมด้วยเลือดสัตว์ 5 ชนิด... คือ...

1. เลือดเสือ... กินเข้าไปแล้วดุมาก...มึงช่วยหามกูไปตีกับมันหน่อย...
 
2. เลือดงู....กินแล้วเดินไม่ตรงทาง...คดไปคดมา...

3. เลือดนก......กินแล้วคุยทั้งวันทั้งคืน...ไม่รู้เอาเรื่องอะไรมาพูด...
 
4. เลือดหมู..... กินแล้วนอนตรงไหนก็นอนได้..หมาเลียปากก็ไม่รู้สึก...
 
5. เลือดหมา....กินแล้วเห่าตะพึด...กระทั้งลูกเมียตัวเองมันก็จะกัด...

พูดเสร็จอาตมาก็รีบเดินเข้ากุฏิ...เพราะพระไม่มีประกันชีวิต..

จากคำเทศนาของ
พระพิศาลธรรมพาที (พระพยอม กัลยาโณ)


14
บุญที่ถูกลืม... - พระไพศาล วิสาโล

“ คุณนายแก้ว ” เป็นเจ้าของโรงเรียนที่ชอบทำบุญมาก
เป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าทอดกฐินอยู่เนือง ๆ
ใครมาบอกบุญสร้างโบสถ์วิหารที่ไหน ไม่เคยปฏิเสธ
เธอปลื้มปิติมากที่ถวายเงินนับแสน
สร้างหอระฆังถวายวัดข้างโรงเรียน
แต่เมื่อได้ทราบว่านักเรียนคนหนึ่งไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน
ค้างชำระมาสองเทอมแล้ว
เธอตัดสินใจไล่นักเรียนคนนั้นออกจากโรงเรียนทันที


“ สายใจ ” พาป้าวัย ๗๐ และเพื่อนซึ่งมีขาพิการ
ไปถวายภัตตาหารเช้าที่วัดแห่งหนึ่ง
ซึ่งมีเจ้าอาวาสเป็นที่ศรัทธานับถือของประชาชนทั่วประเทศ
เช้าวันนั้นมีคนมาทำบุญคับคั่ง จนลานวัดแน่นขนัดไปด้วยรถ
เมื่อได้เวลาพระฉัน ญาติโยมก็พากันกลับ
สายใจพาหญิงชราและเพื่อนผู้พิการ
เดินกะย่องกะแย่งฝ่าแดดกล้าไปยังถนนใหญ่
เพื่อขึ้นรถประจำทางกลับบ้าน
ระหว่างนั้นมีรถเก๋งหลายสิบคันแล่นผ่านไป
แต่ตลอดเส้นทางเกือบ ๓ กิโลเมตร
ไม่มีผู้ใจบุญคนใดรับผู้เฒ่าและคนพิการขึ้นรถเพื่อไปส่งถนนใหญ่เลย
เหตุการณ์ทำนองนี้มิใช่เป็นเรื่องแปลกประหลาดในสังคมไทย

“ ชอบทำบุญแต่ไร้น้ำใจ ”

เป็นพฤติกรรมที่พบเห็นได้ทั่วไปในหมู่ชาวพุทธ

ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า
คนไทยนับถือพุทธศาสนากันอย่างไร จึงมีพฤติกรรมแบบนี้กันมาก
เหตุใดการนับถือพุทธศาสนา จึงไม่ช่วยให้คนไทย
มีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ที่ทุกข์ยาก
การทำบุญไม่ช่วยให้คนไทย มีเมตตากรุณาต่อผู้อื่นเลยหรือ
หากสังเกตจะพบว่าการทำบุญของคนไทย มักจะกระทำต่อสิ่งที่อยู่สูงกว่าตน
เช่น พระภิกษุสงฆ์ วัดวาอาราม พระพุทธเจ้า เป็นต้น
แต่กับสิ่งที่ถือว่าอยู่ต่ำกว่าตน เช่น คนยากจน หรือสัตว์น้อยใหญ่
เรากลับละเลยกันมาก (ยกเว้นคนหรือสัตว์ที่ถือว่าเป็น “ พวกกู ” หรือ “ ของกู ”)
แม้แต่เวลาไปทำบุญที่วัด เราก็มักละเลย สามเณรและแม่ชี
แต่กุลีกุจอเต็มที่กับพระสงฆ์


อะไรทำให้เราชอบทำบุญ กับสิ่งที่อยู่สูงกว่าตน
ใช่หรือไม่ว่า เป็นเพราะเราเชื่อว่าสิ่งสูงส่งเหล่านั้น
สามารถบันดาลความสุข
หรือให้สิ่งดี ๆ ที่พึงปรารถนาแก่เราได้
เช่น ถ้าทำอาหารถวายพระ บริจาคเงินสร้างวัดหรือพระพุทธรูป
ก็จะได้รับความมั่งมีศรีสุข มีอายุ วรรณะ สุข พละ เป็นต้น
หรือช่วยให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ มีความสุขสบายในชาติหน้า
ในทางตรงข้ามสิ่งที่อยู่ต่ำกว่าเรานั้น
ไม่มีอำนาจที่จะบันดาลอะไรให้เราได้
หรือไม่ช่วยให้เราสุขสบายขึ้น
เราจึงไม่สนใจที่จะช่วยเหลือเผื่อแผ่ ให้แก่สิ่งเหล่านั้น
นั่นแสดงว่าที่เราทำบุญกันมากมาย
ก็เพราะหวังประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ
ดังนั้นยิ่งทำบุญด้วยท่าทีแบบนี้ ก็ยิ่งเห็นแก่ตัวมากขึ้น
ผลคือจิตใจยิ่งคับแคบ ความเมตตากรุณาต่อผู้ทุกข์ยากมีแต่จะน้อยลง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การทำบุญแบบนี้กลับจะทำให้ได้บุญน้อยลง
แน่นอนว่าประโยชน์ย่อมเกิดแก่ผู้รับอยู่แล้ว
เช่น หากถวายอาหาร อาหารนั้นย่อมทำให้พระสงฆ์
มีกำลังในการศึกษาปฏิบัติธรรมได้มากขึ้น
แต่อานิสงส์ที่จะเกิดแก่ผู้ถวายนั้นย่อมไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
เพราะเจือด้วยความเห็นแก่ตัว
ยิ่งถ้าทำบุญ ๑๐๐บาทเพราะหวังจะได้เงินล้าน
บุญที่เกิดขึ้นย่อมน้อยลงไปอีก
เพราะใช่หรือไม่ว่านี่เป็นการ  “ ค้ากำไรเกินควร ”


บุญที่ทำในรูปของการถวายทานนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเงินก็ตาม
จุดหมายสูงสุดอยู่ที่ การลดความยึดติดถือมั่นในตัวกูของกู
ยิ่งลดได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใกล้นิพพาน อันเป็นประโยชน์สูงสุด
ที่เรียกว่า “ ปรมัตถะ ” ซึ่งสูงกว่าสวรรค์ในชาติหน้า ( สัมปรายิกัตถะ)
หรือความมั่งมีศรีสุขในชาตินี้ (ทิฏฐธัมมิกัตถะ)
 
แต่หากทำบุญ เพราะหวังแต่ประโยชน์ส่วนตน
อยากได้เข้าตัวมาก ๆ แทนที่จะสละออกไป ก็ยิ่งห่างไกลจากนิพพาน
หรือกลายเป็นอุปสรรค ขวางกั้นนิพพานด้วยซ้ำ
อันที่จริงอย่าว่าแต่นิพพานเลย
แม้แต่ความสุขในปัจจุบันชาติ ก็อาจเกิดขึ้นได้ยาก
เพราะจิตที่คิดแต่จะเอานั้นเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์

ในทานมหัปผลสูตร อังคุตตรนิกาย
พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระสารีบุตรว่า
ทานที่ไม่มีอานิสงส์มาก ได้แก่

“ทานที่ให้อย่างมีใจเยื่อใย
ให้ทานอย่างมีจิตผูกพัน
ให้ทานอย่างมุ่งหวังสั่งสมบุญ ”


รวมถึง ทานที่ให้เพราะต้องการเสวยผลในชาติหน้า เป็นต้น


พิจารณาเช่นนี้ก็จะพบว่าทานที่ชาวพุทธไทยส่วนใหญ่ทำกันนั้น
หาใช่ทานที่พระองค์สรรเสริญไม่
นอกจากทำด้วยความมุ่งหวังประโยชน์ในชาติหน้าแล้ว
ยังมักมีเยื่อใยในทานที่ถวาย กล่าวคือทั้ง ๆ ที่ถวายให้พระสงฆ์ไปแล้ว
ก็ยังไม่ยอมสละสิ่งนั้นออกไปจากใจ แต่ใจยังมีเยื่อใยในของชิ้นนั้นอยู่

เช่น เมื่อถวายอาหารแก่พระสงฆ์แล้ว
ก็ยังเฝ้าดูว่าหลวงพ่อจะตักอาหาร “ ของฉัน ” หรือไม่
หากท่านไม่ฉัน ก็รู้สึกไม่สบายใจ คิดไปต่าง ๆ นานา
นี้แสดงว่ายังมีเยื่อใยยึดติดผูกพันอาหารนั้นว่าเป็นของฉันอยู่
ไม่ได้ถวายให้เป็นของท่านอย่างสิ้นเชิง
เยื่อใยในทานอีกลักษณะหนึ่งที่เห็นได้ทั่วไป
ก็คือ การมุ่งหวังให้ผู้คนรับรู้ว่าทานนั้น ๆ ฉันเป็นผู้ถวาย
 
ดังนั้นตามวัดวาอารามต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ของใช้ต่าง ๆ ไม่ว่า ถ้วย ชาม แก้วน้ำ หม้อ โต๊ะ เก้าอี้
ตลอดจนขอบประตูหน้าต่างในโบสถ์ วิหารและศาลาการเปรียญ
จึงมีชื่อผู้บริจาคอยู่เต็มไปหมด กระทั่งพระพุทธรูปก็ไม่ละเว้น
ราวกับจะยังแสดงความเป็นเจ้าของอยู่
หาไม่ก็หวังให้ผู้คนชื่นชมสรรเสริญตน
การทำบุญอย่างนี้ จึงไม่ได้ละความยึดติดถือมั่นในตัวตนเลย
หากเป็นการประกาศตัวตนอีกแบบหนึ่งนั่นเอง


การทำบุญแบบนี้ แม้จะมีข้อดีตรงที่ช่วยอุปถัมภ์วัดวาอาราม
และพระสงฆ์ให้ดำรงอยู่ได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง
ก็ไม่ส่งเสริมให้ผู้คน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน
โดยเฉพาะการช่วยเหลือ ผู้ทุกข์ยากหรือไร้อำนาจวาสนา
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่เมืองไทยมีวัดวาอารามใหญ่โตและสวยงามมากมาย
แต่เวลาเดียวกัน ก็มีคนยากจนและเด็กถูกทอดทิ้งเป็นจำนวนมาก
ไม่นับสัตว์อีกนับไม่ถ้วนที่ถูกละเลย หรือถูกปลิดชีวิตแม้กระทั่งในเขตวัด


อันที่จริงถ้ามองให้กว้างกว่าการทำบุญ
ก็จะพบปรากฏการณ์ในทำนองเดียวกัน
นั่นคือคนไทยนิยมทำดี กับคนที่ถือว่าอยู่สูงกว่าตน
แต่ไม่สนใจที่จะทำดี กับคนที่ถือว่าต่ำกว่าตน
เช่น ทำดี กับเจ้านาย คนรวย ข้าราชการระดับสูง นักการเมือง
ทั้งนี้ก็เพราะเหตุผลเดียวกัน คือคนเหล่านั้นให้ประโยชน์แก่เราได้
( หรือแม้เขาจะให้คุณได้ไม่มาก แต่ก็สามารถให้โทษได้ )


ประโยชน์ในที่นี้ ไม่จำต้องเป็นประโยชน์ทางวัตถุ
อาจเป็นประโยชน์ทางจิตใจก็ได้
เช่น คำสรรเสริญ หรือการให้ความยอมรับ
ประการหลังคือ เหตุผลสำคัญที่ทำให้คนไทย
ขวนขวายช่วยเหลือฝรั่งที่ตกทุกข์ได้ยากอย่างเต็มที่

แต่กลับเมินเฉย หากคนที่เดือดร้อนนั้น
เป็นพม่า มอญลาว เขมร หรือกะเหรี่ยง
ใช่หรือไม่ว่า คำชื่นชมของพม่าหรือกะเหรี่ยง
ความหมายกับเรา น้อยกว่าคำสรรเสริญของฝรั่ง


บุคคลจะได้ชื่อว่าเป็นคนใจบุญ
ไม่ใช่เพราะนิยมทำบุญ กับสิ่งที่อยู่สูงกว่าตนเท่านั้น
หากยังยินดีที่ จะทำบุญกับสิ่งที่เสมอกับตน
หรืออยู่ต่ำกว่าตนอีกด้วย
แม้เขาจะไม่สามารถให้คุณให้โทษแก่ตนได้
ก็ช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ
ทั้งนี้เพราะมิได้หวังผลประโยชน์ใด ๆ
นอกจากความปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์
นี้คือกรุณาที่แท้ในพุทธศาสนา
การทำดีโดยหวังผลประโยชน์
หรือยังมีการแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติอยู่
ย่อมไม่อาจเรียกว่าทำด้วยเมตตากรุณาอย่างแท้จริง

จะว่าไปแล้ว ไม่เพียงความใจบุญหรือความเป็นพุทธเท่านั้น
แม้กระทั่งความเป็นมนุษย์ก็วัดกันที่ว่า
เราปฏิบัติอย่างไรกับคนที่อยู่ต่ำกว่าเรา หรือมีอำนาจน้อยกว่าเรา
หาได้วัดที่การกระทำต่อคน ที่อยู่สูงกว่าเราไม่

ถ้าเรายังละเลยเด็กเล็ก ผู้หญิง คนชรา คนยากจน คนพิการ คนป่วย
รวมทั้งสัตว์เล็กสัตว์น้อย แม้จะเข้าวัดเป็นประจำ บริจาคเงินให้วัด
อุปถัมภ์พระสงฆ์มากมาย ก็ยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นคนใจบุญ
เป็นชาวพุทธ หรือเป็นมนุษย์ที่แท้


ไม่ผิดหากจะกล่าวว่า นี้เป็นเครื่องวัดความเป็น
ศาสนิกที่แท้ในทุกศาสนาด้วย
แม้จะปฏิบัติตามประเพณี พิธีกรรมทางศาสนาอย่างเคร่งครัด
แต่เมินเฉยความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์
หรือยิ่งกว่านั้น คือกดขี่ บีฑา ผู้คนในนามของพระเจ้า
ย่อมเรียกไม่ได้ว่าเป็นศาสนิกที่แท้
จะกล่าวไปใยถึงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

ในแง่ของชาวพุทธ การช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยากเดือดร้อน
ทั้ง ๆ ที่เขาไม่สามารถให้คุณให้โทษแก่เราได้
เป็นเครื่องฝึกใจให้มีเมตตากรุณา
และลดละความเห็นแก่ตัวได้เป็นอย่างดี
ยิ่งทำมากเท่าไร จิตใจก็ยิ่งเปิดกว้าง อัตตาก็ยิ่งเล็กลง
ทำให้มีที่ว่างเปิดรับความสุขได้มากขึ้น
ยิ่งให้ความสุขแก่เขามากเท่าไร
เราเองก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น


สมดังพุทธพจน์ว่า

“ ผู้ให้ความสุข ย่อมได้รับความสุข ”
เป็นความสุขที่ไม่หวังจะได้รับ
แต่ยิ่งไม่อยาก ก็ยิ่งได้
ในทางตรงข้ามยิ่งอยาก ก็ยิ่งไม่ได้

 
เมื่อใจเปิดกว้าง ด้วยเมตตากรุณา
เราจะพบว่าไม่มีใคร ที่อยู่สูงกว่าเราหรือต่ำกว่าเรา
ถึงจะเป็นพม่า มอญ ลาว เขมร กะเหรี่ยง ลัวะ ขมุ
เขาก็มีสถานะเสมอเรา คือเป็นเพื่อนมนุษย์
และเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย กับเรา

แม้แต่สัตว์ ก็เป็นเพื่อนเราเช่นกัน
จิตใจเช่นนี้คือจิตใจของชาวพุทธ
และเป็นที่สถิตของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
การทะนุบำรุงพุทธศาสนาที่แท้
ก็คือการบำรุงหล่อเลี้ยงจิตใจเช่นนี้
ให้เจริญงอกงามในตัวเรา

ในลูกหลานของเรา และในสังคมของเรา
หาใช่การทุ่มเงิน สร้างโบสถ์วิหารราคาแพง ๆ
หรือสร้างพระพุทธรูป ให้ใหญ่โตที่สุดในโลกไม่

ดังนั้นเมื่อใดที่เราเห็นคนทุกข์ยาก
ไม่ว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน
เชื้อชาติอะไร ต่ำต้อยเพียงใด อย่าได้เบือนหน้าหนี
ขอให้เปิดใจรับรู้ความทุกข์ของเขา
แล้วถามตัวเองว่าเราจะช่วยเขาได้หรือไม่ และอย่างไร

เพราะนี้คือโอกาสดีที่เราจะได้ทำบุญ
ลดละ อัตตาตัวตน และบำรุงพระศาสนาอย่างแท้จริง

บุญที่ถูกลืม...- พระไพศาล วิสาโล
ที่มา  ทำดี.เน็ต


คัดลอกจาก...มติชน ฉบับเดือน มีนาคม 2552



15
แหล่งเกิดความทุกข์ – หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
อาทิตย์ ที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๕


ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย
ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว
ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังให้ดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควรแก่เวลา

วันนี้ในตอนเช้าฝนตกลงมาห่าใหญ่ที่วัดชลประทานฯ น้ำที่ข้างบันใดศาลามากหน่อย ญาติโยมที่เดินขึ้นศาลาก็ต้องลุยน้ำนิดหน่อยอันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ฝนฟ้าอากาศมันก็ต้องตกไปตามเรื่องตามราว เราอยู่ในโลกก็ต้องการทั้งแดดทั้งฝน แต่ว่าความต้องการของมนุษย์นี่บางทีมันก็ขัดกัน บางที่ฝนตกไม่ชอบ บางทีแดดออกไม่ชอบ ลมพัดจัดก็ไม่ชอบ อย่างโน้นอย่างนี้ ก็ไม่ใคร่เป็นที่ชอบใจ อะไรๆ ในโลกนี้ ก็ไม่ใคร่เป็นที่ชอบใจ อะไรๆ ในโลกนี่จะเหมือนใจทุกอย่างไม่ได้ สิ่งทั้งหลายก็เป็นไปตามอำนาจของธรรมชาติ เราก็ต้องปลูกความรู้สึกในใจให้เกิดความพอดีๆ กับสิ่งเหล่านั้น คือให้รู้สึกในใจให้เกิดความพอดีๆ กับสิ่งเหล่านั้น คือให้รู้สึกพอใจแล้วก็สบาย แต่ถ้าไม่รู้สึกพอใจในเรื่องอะไรๆ ก็เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน

ในทางธรรมะจึงสอนเราให้รู้จักสันโดษ หมายความว่า พอใจในสิ่งที่เราประสพอยู่เฉพาะหน้า คืออะไรเกิดขึ้นเฉพาะหน้า เราก็นึกพอใจในสิ่งนั้น ความพอใจในสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า คือสันโดษ เป็นศิลปะของความสุขความสบายในทางจิตใจ ในขณะใดที่เรามีความพอใจในเรื่องอะไรๆ ที่เกิดขึ้น เราก็รู้สึกสบายใจ ยิ้มได้ แต่ว่าในขณะใดที่เรารู้สึกขัดใจ ไม่ชอบใจ ในสิ่งที่เกิดมีอยู่เฉพาะหน้า ในขณะนั้นเราก็มีความทุกข์ มีความไม่สบายใจ อันความทุกข์ความเดือดร้อนใจนี่ ใครๆ ก็ไม่ค่อยชอบ ไม่ค่อยต้องการแต่ว่าพอเผลอ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นในตัวเราได้ ที่ความทุกข์เกิดขึ้นได้ ก็เพราะความประมาท เผลอไป ไม่ได้ใช้ปัญญาคิดจึงตรึกตรองในเรื่องนั้น มองอะไรก็มองแต่เพียงแง่เดียว ไม่มองไปในแง่ที่ว่า มันเป็นความจริงอย่างไร คุณ โทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ ของสิ่งนั้นเป็นอย่างไร เรามองไม่ชัดเจนตามที่เป็นจริง เมืองมองเห็นอะไรๆไม่ชัดเจนตามที่มันเป็นจริง ก็เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนในใจได้

เพราะฉะนั้น ในทางพระพุทธศาสนา จึงมีหลักคำสอนว่า จงมองทุกสิ่งทุกอย่างตามที่มันเป็นจริง ท่านใช้ศัพท์เทคนิคในทางธรรมะว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ คำว่า "ยถาภูตญาณทัสสนะ" ถ้าแปลก็หมายความว่า "เห็นอะไรๆ ทุกอย่างตามที่มันเป็นจริงๆ" ความจริงของสิ่งนั้นมันเป็นอย่างไร เราก็มองให้เห็นชัดในสิ่งนั้น ในขณะใดที่เรามองเห็นสิ่งนั้น ชัดแจ้งตามที่มันเป็นจริง ความหลงไม่มี ความยึดถือในสิ่งนั้นก็ไม่มี ใจเราก็ว่างจากความยึดถือ เมื่อใจว่างจากความยึดถือ เราก็มีความสงบใจ

เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านจึงสอนเราให้หัดมองอะไรทุกอย่าง ที่ผ่านเข้ามาในวิถีชีวิตของเรา ให้รู้ชัดเห็นชัดตามที่เป็นจริงอยู่ตลอดเวลา อันการที่เราจะมองอะไรให้เห็นชัดนั้น ก็ต้องศึกษาให้รู้ธรรมะ เพื่อเอามาใช้เป็นแว่นประกอบการมอง ประกอบการพิจารณาในสิ่งนั้นๆ จะได้รู้เข้าใจชัดเจนขึ้น เราจึงต้องมาวัดฟังธรรมบ้าง อ่านหนังสือทางศาสนาบ้าง สนทนาแลกเปลี่ยน ความคิดความเห็นในด้านธรรมะกับผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจบ้าง
แต่ว่าในเรื่องการสนทนากันนั้น อยากจะแนะนำไว้อันหนึ่ง คืออย่าสนทนากันด้วยความยึดติดในทิฏฐิ ความคิดความเห็นของตน คนเราเวลาที่สนทนาอะไรกันมักจะโต้เถียงกันหน้าดำหน้าแดง การเถียงกันในรูปอย่างนั้นเป็นการพูดธรรมะที่ไม่เป็นธรรมะ แต่ว่าเอาตัวของตัวเข้าไปพูด ตัวของตัวก็เป็นตัวแห่งความยึดความติดในทิฏฐิอะไรบางสิ่งบางประการ สำคัญว่าเรื่องของตัวนั้นเป็นเรื่องถูก เรื่องของผู้อื่นเป็นความผิด ทีนี้เมื่อไปคุยกับใคร ถ้าเขาพูดอะไรไม่ตรงกับความคิดความเห็นของตัว ก็คัดค้านสิ่งนั้นไปหมด อย่างนี้ก็ไม่เกิดปัญญา

พระพุทธเจ้าของเราท่านแนะนำในเรื่องอย่างไร ท่านบอกว่า "ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอได้ฟังใครก็ตาม พูดอะไรๆ ที่เกี่ยวกับธรรมะ
เกี่ยวกับข้อปฏิบัติเธออย่าคัดค้าน อย่ายอมรับในเรื่องนั้น"

ท่านให้หลักไว้ ๒ ประการ คือ อย่าคัดค้าน แล้วก็อย่ายอมรับทันที ให้เธอฟังไว้แล้วเอาไปพิจารณาด้วยปัญญาของเธอ เปรียบเทียบกับสิ่งที่เราเคยรู้เคยเข้าใจ ถ้าสิ่งนั้นมันเข้ากันได้ กับเรื่องที่เคยเรียนเคยศึกษา ก็ยอมรับสิ่งนั้นได้ แต่ถ้าหากว่าเอาไปคิดไปตรอง ด้วยอุบายที่แยบคายแล้ว แต่มันเข้ากันไม่ได้กับอะไรๆ หลายๆ อย่างหลายประการ เราก็ไม่ไปยึดในความคิดความเห็นนั้น การสนทนากันในแง่อย่างนี้ ไม่มีเรื่องทะเลาะกับใครไม่มีการที่จะเถียงอะไรๆ กัน ให้เป็นความวุ่นวาย เพราะเรารับฟัง ใครพูดอะไรๆ เราก็ฟังด้วยใจเย็น ถ้าจะพูดคัดค้านหรือท้วงติง ก็พูดด้วยใจเย็นๆ ไม่พูดด้วยอารมณ์ร้อน
 
อันการพูดเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าเราพูดด้วยอารมณ์ร้อน มักจะเสียเปรียบ แต่ถ้าพูดด้วยอารมณ์เย็นๆ มักจะได้เปรียบ เพราะปัญญามันไม่เกิด เมื่อไปกำลังลุกอยู่ในใจ แต่ปัญญาจะเกิดเมื่อในสงบ เพราะฉะนั้น บุคคลใดที่ทำอะไรด้วยใจที่ร้อน มักจะเสียหาย แต่ถ้าทำอะไรๆ ด้วยใจที่ เย็น ความทุกข์ความเดือดร้อนจะไม่เกิดขึ้น อันนี้มันก็ต้องฝึกฝนเหมือนกัน เมื่อจะไปพูดอะไรกับใคร หรือจะต้องสนทนาพาทีในเรื่องใด ก็ต้องเตือนตัวเองไว้ก่อนว่า เย็นๆ อย่าร้อน อย่าพูดด้วยอารมณ์ แต่พูดด้วยเหตุผล
 
สิ่งใดไม่ควรพูดก็อย่าไปพูด สิ่งใดที่ควรพูดจึงพูด แล้วเรื่องที่ควรพูดก็เหมือนกัน ต้องดูเวลา ต้องดูบุคคล ต้องดูสถานที่ ต้องดูเหตุการณ์ ว่าถ้าเราพูดออกไปแล้ว มันจะขัดกับอะไรบ้าง เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง หรือไม่เป็นประโยชน์แก่เราผู้พูดหรือไม่ ถ้าหากว่าเราพูดออกไปแล้วไม่ได้เรื่อง คือไม่ให้ประโยชน์แก่ผู้ฟัง เราเองผู้พูดก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร เป็นการพูดออกไปเพื่อจะแสดงว่า เรารู้ในเรื่องนั้น เป็นการพูดเพื่ออวดตัว อวดกิเลส อันมีอยู่ในใจของตัวให้คนอื่นรู้ว่าตัวมีกิเลสเท่านั้น การพูดในรูปเช่นนั้นไม่ได้สาระอะไร แต่ถ้าหากว่าเราพูดด้วยปัญญา เราก็พิจารณาเสียก่อนว่า เรื่องที่เราจะพูดออกไปนั้น เป็นเรื่องจริงเรื่องดีมีประโยชน์ เหมาะแก่เวลา แก่บุคคล แก่เหตุการณ์ สถานที่เราจะพูดหรือไม่ ถ้าได้คิดทบทวนไตร่ตรองอย่างนี้แล้วผู้นั้นจะเป็นผู้พูดแต่เรื่องดีมีประโยชน์ ปากของคนนั้นจะไม่เสีย แล้วใครๆ ก็ไม่ติไม่ว่าบุคคลนั้น ในเรื่องเกี่ยวกับการพูดเป็นอันขาด อันนี้เป็นเรื่องสำคัญอยู่
 
เพราะว่าคนเราอยู่ในสังคมนี่มันตัองพบปะกัน มีการสนทนากัน ในเรื่องอะไรต่างๆ อยู่ตลอดเวลา จึงต้องใช้หลักธรรมะเข้าไปเป็นเครื่องประกอบ ให้การพูดจาวิสาสะได้เป็นไปในทางที่ถูกที่ชอบตามกฎเกณฑ์ ตามหลักพระพุทธศาสนา อันนี้เป็นเรื่องที่อยากจะขอฝากญาติโยมทั้งหลาย ได้นำไปใช้ในการปฏิบัติในกิจในชีวิตประจำวัน ประการหนึ่ง

ในวันอาทิตย์ก่อนได้พูดถึงเรื่องหลักในทางพระพุทธศาสนา คือเรื่องสำคัญที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านนำมาสอนแก่ชาวโลกทั้งหลาย เรื่องสำคัญที่พระองค์นำมาสอนนั้น คือเรื่องอะไร ได้บอกให้ญาติโยมทั้งหลายได้ทราบแล้วว่า คือ เรื่องอริยสัจจ์สี่ อันเป็นเรื่องหลักเรื่องสำคัญเป็นคำสอนในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเราควรจะได้ศึกษาแล้วนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

พระผู้มีพระภาคตรัสเรื่องนี้ขึ้นไว้ ก็เพราะว่าพระองค์ทรงทราบดีว่า ชีวิตของมนุษย์นี่มีความทุกข์ มีความเดือดร้อน ด้วยปัญหาต่างๆ หลายอย่างปลายประการ ทรงต้องการจะให้มนุษย์รู้จักวิธีแก้ไขปัญหาชีวิตของตน จึงได้วางหลักอริยสัจสี่ประการเหล่านี้ไว้ ถ้าจะพูดกันไปแล้ว ก็หมายความว่า อริยสัจจ์สี่ประการเป็นธรรมนูญสำหรับชีวิตที่เราควรจะนำมาใช้ในชีวิตประจำววัน ถ้าเรานำหลักนี้มาใช้ ในชีวิตประจำวันอย่างจริงจังเราก็จะอยู่ด้วยความสุขความสงบในโลกนี้ ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อน ในชีวิตจิตใจของเรา จึงเป็นเรื่องที่ควรจะได้ทำความเข้าใจกัน ในเรื่องต่อไปนี้

เรื่องที่ควรจะทำความเข้าใจกันก็คือข้อธรรมะ ที่เราจะพึงเรียน ในเรื่องอริยสัจจสี่นี้
มันมีอะไรบ้าง ท่านแบ่งไว้เป็น ๔ เรื่อง คือ

เรื่องของความทุกข์
เรื่องเหตุให้เกิดความทุกข์
เหตุให้เกิดทุกข์ เรียกตามภาษาธรรมะว่า สมุทัย แปลว่าเหตุให้เกิดทุกข์
การดับทุกข์ได้ เรียกว่า "นิโรธ" ทางที่จะปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เรียกว่า "มรรค"
เรียกย่อๆ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
คนโบราณเขาต้องการให้คนจำอะไรง่ายๆ จึงเอาแต่ตัวนำของชื่อนั้นๆ มา เขาเรียกว่า หัวใจ
หัวใจของอริยสัจสี่ก็คือ "ทุ" หมายถึงความทุกข์ "สะ" หมายถึงสมุทัย "นิ" หมายถึง นิโรธ "มะ" หมายถึง มรรค เขาจึงจำง่ายๆ ว่า ทุ สะ นิ มะ

แต่ว่าคนโบราณเขาสอนเพื่อให้จำ คนที่ได้หัวใจอริยสัจไปแล้วไม่ได้เอาไปใช้ในทางแก้ทุกข์ แต่เอาไปใช้เป็นคาถาอาคมไป เอาไปใช้เป็นคาถานั่นคาถานี่ ฝอยกันร้อยแปด เป็นเรื่องไสยศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องของพระพุทธศาสนา
เรื่องของพระพุทธศาสนาเขาให้จำหัวใจ ก็เพื่อจะให้ระลึกกันง่ายๆ เช่น เราท่องได้ว่า ทุ สะ นิ มะ เวลาเราจะนึกถึงตัวจริงของอริยสัจ เราก็รู้ว่า ทุ คือทุกข์ สะ คือสมุทัย นิ คือนิโรธ หมายถึงความดับทุกข์ มะ คือมรรคอันประกอบด้วยองค์แปด ในเรื่องอื่นๆ ท่านก็มักผูกหัวใจสั้นๆ ให้คนเราไปท่องจำ เพราะสมัยก่อนนี้ไม่มีหนังสือตำรับตำรา ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร คนที่ไปเรียนอะไรนี่ต้องท่องให้จำ ทีนี้การท่องจำ ถ้าจะท่องให้หมดก็ต้องใช้เวลานาน จึงต้องย่อสิ่งที่จะเรียนนั้น เอาแต่หัวใจ เพื่อให้จำง่าย แล้วจะได้เอาไปเป็นหลักในการศึกษาต่อไป

เพราะฉะนั้น จึงขอให้ญาติโยมจำเอาหัวใจนี้ไว้ด้วย ว่า ทุ สะ นิ มะ ทุ คือทุกข์ สะ คือสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ นิ ก็คือนิโรธ หมายถึงความดับทุกข์ได้ มะ คือ มรรค ประกอบด้วยองค์แปด อันเป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์

คำว่าทุกข์ นั้นหมายถึงอะไร หมายถึงความไม่สบายที่เกิดขึ้นทางกายทางใจ ทุกข์ทางกายก็มี ทุกข์ทางใจก็มี แต่ว่าความจริงตัวทุกข์แท้ๆ มันอยู่ที่ใจ เพราะว่าใจของเรานี่เป็นหัวหน้าของเรื่องการเป็นอยู่ ความคิดความนึกอยู่ที่ใจนั้น มันมี ๒ เรื่อง เรียกว่า เหตุทางกาย แล้วก็เหตุที่เกิดกับใจเอง เหตุทางร่างกายนั้น ก็คือสภาพร่างกายที่ไม่ปกติ เช่นว่า ปวดแข้งปวดขา มีความเจ็บไข้ได้ป่วย อันเป็นเรื่องของธรรมดาสังขารร่างกาย
คนเราเกิดมาแล้ว มันก็ต้องมีการเจ็บการไข้เป็นเรื่องธรรมดา ถ้ารักษาอนามัยดีก็เจ็บไข้ได้ป่วยน้อย แต่ถ้ารักษาอนามัยไม่ดีเราก็เจ็บไข้ได้ป่วยมาก เวลาใดร่างกายมันผิดปกติก็เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ทางใจ ความทุกข์นั้นเขาเรียกว่าเป็นความทุกข์เนื่องจากร่างกาย ทีนี้ ความทุกข์เรื่องใจล้วนๆ มันเป็นเรื่องเนื่องเกี่ยวกับความอยากที่เกิดขึ้นในใจ อยากในเรื่องอะไรต่างๆ ร้อยแปดพันประการ ขณะใดใจอยากในอะไร ก็เกิดความทุกข์เพราะเรื่องนั้น ถ้ายังไม่ได้สมใจก็เป็นทุกข์ ได้มาสมใจแล้วก็ยังเป็นทุกข์ต่อไป มันมีปัญหาที่จะให้เกิดความทุกข์ทั้งมี และไม่มี ทั้งได้ และไม่ได้เรียกว่าเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ทั้งนั้น สำหรับบุคคลผู้ไม่มีปัญญา

แต่ถ้าบุคคลใดมีปัญญารู้เท่ารู้ทัน เวลาได้ก็ไม่เป็นทุกข์ เวลาไม่ได้เขาก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะเรื่องนั้นๆ ที่ไม่ทุกข์นั่นก็เพราะว่า รู้ว่าอะไรมันเป็นอะไร สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ ดับไป นั้น มันมีสภาพตามที่เป็นจริงอย่างไร ก็ไม่มีความทุกข์จากเรื่องนั้น อันนี้เป็นเรื่องความทุกข์ที่เราควรรู้ไว้ก่อนเป็นเบื้องต้น ในธรรมะหรือว่าในพระสูตร ท่านแยกความทุกข์เกี่ยวกับอริยสัจจ์นี้ไว้ ดังที่เราสวดมนต์

ถ้าหากว่าคนที่สวดมนต์เช้าได้เราได้ เราก็สวดว่า ชาติปิทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ ชราปิ ทุกขา ความแก่ ก็เป็นทุกข์ มรณัมปิ ทุกขัง ความตายเป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์ อยู่ร่วมกับคนที่เราไม่ชอบ กับสิ่งที่เราไม่ชอบเป็นความทุกข์ ความโศกความเหี่ยวแห้งใจ ความร่ำไรรำพัน ในเรื่องปัญหาต่างๆ ก็เป็นความทุกข์ รวบรัดให้ย่อๆ สั้นๆ การเข้าไปยึดถือในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขานั่นแหละเป็นก้อนทุกข์ใหญ่

ท่านแจกความทุกข์ให้ญาติโยมฟัง นี้มีอันหนึ่งซึ่งสำคัญ คือ เรื่อง ชาติทุกข์ เรียกว่าความเกิดเป็นทุกข์ มันหมายถึงอะไร ที่เรียกว่าความเกิดเป็นทุกข์ ก่อนๆ นี้เราได้ฟังคำอธิบายว่าการเกิดในครรภ์มารดา การคลอดออกมาจากครรภ์เรียกว่าเป็นการเกิดที่เป็นทุกข์ อันนี้ถ้าหากว่าเรามาศึกษาในแง่นั้นจะไม่ช่วยให้การแก้ปัญหาอะไรได้ แต่ถ้าหากเราเข้าใจอีกแง่หนึ่ง ไม่ได้เข้าใจตามแง่นั้น แต่เข้าใจว่าชาติคือความเกิดนั้นหมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจเข้าไปยึดถืออะไรว่า เป็นตัวเรา เป็นของเราขึ้นมา ในขณะใดที่ใจของเรา เกิดความรู้สึกยึดถือในเรื่องอะไรขึ้นมาแล้ว ในขณะนั้นแหละ เรียกว่าชาติเกิดขึ้นในใจของเรา ความเกิดแห่งความยึดถือ หลงใหล มัวเมาในเรื่องอะไรต่างๆ คือ ชาติปิทุกขา เรียกว่า ความเกิดมันเป็นทุกข์

อ้ายที่เกิดมาจากท้องแม่นั่นมันเกิดมาแล้ว แล้วก็พ้นมาแล้ว อันนั้นจะเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ต่อมาอีก มันก็ไม่สมควร เพราะมันผ่านพ้นมาไกลแล้ว แต่ว่าความเกิดแห่งความยึดถือที่เกิดขึ้นในใจของเรา จะเป็นชาติทุกข์ตลอดเวลา เรานั่งอยู่ ณ ที่ใด ยืนอยู่ ณ ที่ใด นอนอยู่ในที่ใด พอใจของเราไปยึดในอะไรเข้ามา เรารู้สึกอย่างไร เช่นเรานึกไปถึงเงินที่อยู่ในตู้ นึกถึงเพชรนิลจินดา นึกถึงรายได้ นึกถึงเงินที่เขากู้ยืมไป ดอกเบี้ยยังไม่ส่งตามเวลา แล้วก็นึกอะไรๆ หลายเรื่องหลายประการขึ้นในใจ ใจขณะนั้นรู้สึกอย่างไร ญาติโยมลองสำรวจตัวเอง ถ้าสำรวจตัวก็จะพบว่า มันเป็นทุกข์ พอนึกถึงเรื่องเหล่านั้นขึ้นมา ก็เกิดความทุกข์

ความทุกข์เกิดเพราะเรื่องอะไร เพราะเรานึกว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา เงินทองของเรา เพชรนิลจินดาของเรา งานการนั้นของเรา ลูกของเรา หลานของเรา สามีภรรยาของเรา กิจการอย่างนั้นเป็นของเรา ชาติของเรา บ้านเมืองของเรา คิดไปหลายแง่หลายมุม ในขณะใดที่เราคิดในเรื่องอะไร ด้วยอำนาจความยึดความติดในสิ่งนั้น ขณะนั้นก็เป็นความทุกข็เกิดขึ้น ให้จำหลักอันนี้ไว้เป็นเบื้องต้น

คือให้รู้ว่า ในขณะใดใจเกิดความยึดติดในเรื่องอะไรขึ้นมา ในขณะนั้นเราจะเป็นทุกข์ เมื่อจำคำนี้ไว้ได้แล้วก็ต้องเอาไปพิจารณาเอาไปค้นคว้า การค้นคว้านั้น อย่าไปค้นจากตำรับตำราหนังสืออะไรเลย แต่ค้นคว้าจากชีวิตของเราเอง จากกิจกรรมที่เราทำอยู่ทุกวันทุกเวลา จากความรู้สึกในชีวิตประจำของเรานี่แหละ ว่าเมื่อมีความคิดอะไรเกิดขึ้น แล้วมันเป็นอย่างไรต่อไป ให้ลองสังเกต ว่างๆ แล้วลองสังเกตความเป็นอยู่ของเราเอง

เช่นเราเกิดความคิดอย่างนั้นขึ้นในใจ มันเป็นความคิดที่ร้อนหรือเย็น เป็นสุขหรือว่าเป็นทุกข์ มีควมกังวลห่วงใย หรือว่ามีความสงบสบายใจ ให้ญาติโยมลองนำไปพิจารณาคอยสังเกตุตัวเรา คอยสังเกตุจิตใจของเราแล้วเราจะพบความจริงว่า ตัวความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจ มันทุกข์เพราะว่า เรายึดถือนั่นเองแหละ ไม่ใช่ทุกข์เพราะเรื่องอะไร พอเกิดความยึดถือในใจ ในเรื่องอะไรก็ตาม เราก็มีความทุกข์เพราะสิ่งนั้น อันนี้แหละคือความหมายของคำว่า ชาติปิ ทุกขา ที่ญาติโยมสวดมนต์ว่า ชาติปิทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ หมายถึงว่าความรู้สึกยึดถือในเรื่องอะไรๆ เกิดขึ้นในใจของเราในขณะใด ความทุกข์หยั่งลงสู่ชีวิตของเราเมื่อนั้น อันนี้คือหลักแท้จริงของอริยสัจ ในเรื่องชาติ ความเกิดที่เป็นทุกข์ ถ้าเราเข้าใจชาติความเกิดในรูปนี้

การที่จะสลัดความทุกข์ออกไปตัวเรานั้นมันง่าย แต่ถ้าเราไปเข้าใจในแง่ว่า เกิดจากท้องมารดา แล้วตายเข้าโลงเป็นชาติหนึ่ง มันก็แก้อะไรไม่ได้ เพราะว่าความเกิดนั้นมันผ่านพ้นมาแล้ว เป็นมานานแล้ว สมบูรณ์ทุกสิ่งทุกประการ ไม่ใช่วิถีทางแก้ไขความทุกข์ตามหลักของพระพุทธศาสนา ในหลักธรรมะทางพระพุทธศาสนา ต้องการชี้ให้เราเข้าใจว่า ความทุกข์เกิดจากความยึดถือในเรื่องอะไร ต่างๆ ในขณะใดที่ความยึดถือในเรื่องอะไรเกิดขึ้นในใจก็เรียกว่า ชาติ เกิดขึ้นแล้วชาติหนึ่ง

และเมื่อเกิดความรู้สึกอย่างนั้นขึ้น มันก็สร้างต่อไป ที่เรียกว่า มีภพ คำว่า "ภพ" ก็หมายถึงว่า "ความคิดที่เราส่งไปในเรื่องนั้นๆ" ส่งไปในเรื่องกามารมณ์ เรียกว่า เกิดในกามภพ ถ้าเราส่งไปในเรื่องเกี่ยวกับรูปก็เรียกว่ารูปภพ ถ้าส่งไปในเรื่องที่ไม่มีรูปมีร่างเป็นความคิดฝันของเราเอง ก็เรียกว่า ไปเกิดอยู่ในอรูปภพ จิตของเรามันเป็นไปเกิดในกามภพก็ได้ ในรูปภพก็ได้ ในอรูปภพก็ได้ สุดแล้วแต่ความคิดที่มันเกิดขึ้นในใจเรา สร้างอารมณ์ขึ้นในใจของเรา แล้วในขณะที่เรานั่งคิดนั่งฝัน นั่งสร้างอารมณ์ประเภทต่างๆ ขึ้นในใจนั้น ขอให้เข้าใจว่า นั่นแหละรากฐานของความทุกข์ ความเดือดร้อน เป็นทุกข์เพราะอะไร เป็นทุกข์เพราะเราไปยึดว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา แล้วเราก็คิดต่อไปว่าให้สิ่งนั้นอยู่กับเราตลอดไป

แต่ว่าสิ่งนั้นคงจะไม่อยู่ตลอดไปเราก็มีความวิตกกังวล กลัวว่าสิ่งนั้นจะแตกสลายไป กลัวขโมยมันจะมาลักเอาไป กลัวว่าเราจะเจ็บไข้ได้ป่วย เราจะจากสิ่งนั้นไป ความคิดอันอื่นที่ตามมาจากความยึดถือประการต้นนั้นอีกมากมายหลายเรื่อง อันล้วนแต่เป็นเรื่องที่สร้างความทุกข์เพิ่มขึ้นในใจของเราทั้งนั้น อันนี้แหละคือ ชาติปิทุกขา เป็นเรื่องที่ควรจะเข้าใจให้ตรง ถูกต้องไว้ก่อนเป็นเบื้องต้น

ถ้าเราเข้าใจคำว่า ชาติปิ ทุกขา ถูกตรงแล้วมันเป็นการง่าย ที่จะศึกษาในเรื่องอื่นต่อ ไป แต่ถ้าเข้าใจคำว่า ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ไม่ถูกแล้ว การแก้ไขปัญหาชีวิตย่อมจะเป็นการไม่สะดวก เพราะจะไปแก้ที่ไกล ไม่ได้แก้ที่ตัวเรา ไม่ได้แก้ที่ตรงจุด แต่ไปแก้อยู่รอบๆ จุด เหมือนกับคนที่คันสันหลัง แล้วก็ให้คนอื่นเกาให้ คนที่เกานั้นเขาไม่รู้ว่าคันตรงไหน ก็เที่ยวเกาตรงนั้นเกาตรงนี้ เราก็บอกว่ามันยังไม่ถูก เกาใหม่ คนนั้นก็เกาอีก ก็ยังไม่ถูก เกาใหม่เพราะคนเกาไม่รู้ ว่าจุดมันอยู่ตรงไหน แล้วจะเกาให้ถูกจุดได้อย่างไร แต่ถ้าเขารู้ว่าจุดคันมันอยู่ตรงไหน ไม่ต้องไปเกาให้เสียเวลา เอาไปจุดเข้าที่ตรงจุดนั้นเลย เรียกว่าจุดถูกที่คันเราก็ร้องว่า ดี ขึ้นมาทันที ฉันใด

ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในเรื่องเกี่ยวกับความทุกข์นั้นเกิดจากความยึดถือในเรื่องอะไรต่างๆ ด้วยความหลงใหล ด้วยความงมงาย ความมัวเมาในสิ่งนั้นจนเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ขึ้น เราก็แก้ที่จุดนั้นแหละ แก้ที่จุดความยึดถือ เราก็แก้ง่ายขึ้น เพราะเรารู้จักจุดมัน เหมือนกับรู้ว่าคันตรงไหน แล้วเกาได้ถูกจุดทันที อันนี้ประการหนีงซึ่งอยากให้โยมเข้าใจถูกตรงไว้ ในเรื่อง ชาติปิ ทุกขา ส่วน ชราปิ ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์ ทุกข์อย่างไรอันนี้ไม่ยาก อันเรื่องความแก่เป็นทุกข์ โยมๆ ที่ฟังเทศน์เป็นคนแก่ส่วนมาก

เมื่อเป็นคนแก่รู้ว่าความแก่เป็นทุกข์อย่างไร นั่งอยู่จะลุกขึ้นมันเป็นอย่างไร นอนแล้วจะลุกขึ้นมันเป็นอย่างไร จะเดินมันเป็นอย่างไร จะเคลื่อนไหวอิริยาบถสักย่างสักก้าวมันเป็นอย่างไร จะกินอาหาร จะนุ่งจะห่ม จะพูดจา จะนึกถึงอะไรสักเรื่องหนึ่งที่ผ่านมามันเป็นอย่างไร ญาติโยมลองทบทวนดู พอทบทวนดูก็จะรู้ได้ทันทีว่า เออ ไม่ได้ ความเคลื่อนไหวอิริยาบถก็ไม่สะดวก ขัดไปหมด ปวดเอวปวดหลังเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ซึ่งเป็นเรื่องของความชรา ชำรุดทรุดโทรมในร่างกาย มันเป็นทุกข์เรื่องอย่างนี้ประการหนึ่ง

มีต่อ ......


Pages: [1] 2 3 ... 77