Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Messages - นายเสรี ลพยิ้ม

Pages: [1] 2 3 ... 78
1
04 - ไม่ลบหลู่ แต่ต้องรู้ เข้าใจ ทำให้ถูก - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

4
ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

คำสอนนี้ คนป่าได้มาตอนที่ติดวิปัสสนูกิเลส ด้วยความเทิดทูนเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม
จึงนำมาฝากเพื่อนลานธรรมให้อ่านแล้วทำ จะพ้นร้อยเปอร์เซ็นต์

ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะนะมัตถุสุคะตัสสะ ปัญจะธรรมะขันธานิ

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมซึ่งพระสุคต บรมศาสดาสักยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า แลพระนวโลกุตตรธรรม 9 ประการ
แลอริยสงฆ์สาวก บัดนี้ข้าพเจ้าจักกล่าวซึ่งธรรมขันธ์โดยสังเขปตามสติปัญญา ฯ

ยังมีท่านหนึ่งรักตัวคิดกลัวทุกข์ อยากได้สุขพ้นภัยเที่ยวผายผัน เขาบอกว่าสุขมีที่ไหนก็อยากไปแต่เที่ยวหมั่น ไปมาอยู่ช้านาน นิสัยท่านนั้นรักตัวกลัวตายมาก อยากจะพ้นแท้ ๆ เรื่องแก่ตาย วันหนึ่งท่านรู้จริงทิ้งสมุทัยพวกสังขาร ท่านก็ปะถ้ำสนุกสุขไม่หายเปรียบเหมือนดังกายนี้เอง ชะโงกดูถ้ำสนุกทุกข์กลาย แสนสบายรู้ตัวเรื่องกลัวนั้นเบา ทำเมิน (เมิน = มอง) ไปเมินมาอยู่หน้าเขา จะกลับไปป่าวร้องซึ่งพวกพ้องเล่า ก็กลัวเขาเหมาว่าเป็นบ้าบอ สู้อยู่ผู้เดียวหาเรื่องเครื่องสงบ เป็นอันจบเรื่องคิดไม่ติดต่อ ดีกว่าเที่ยวรุ่มร่ามทำสอพลอ เดี๋ยวถูกยอถูกติเป็นเรื่องเครื่องรำคาญฯ

ยังมีบุรุษคนหนึ่งอีกกลัวตายน้ำใจฝ่อ มาหาแล้วพูดตรง ๆ น่าสงสาร ถามว่าท่านพากเพียรมาก็ช้านาน เห็นธรรมที่จริงแล้วหรือยังที่ใจหวัง เอ๊ะทำไมจึงรู้ใจฉัน บุรุษนั้นก็อยากอยู่อาศัย ท่านว่าดี ๆ ฉันอนุโมทนา จะพาดูเขาใหญ่ถ้ำสนุกทุกข์ไม่มี คือกายคตาสติภาวนา ชมเล่นให้เย็นใจหายเดือดร้อน หนทางจรอริยวงศ์ จะไปหรือไม่ไปฉันไม่เกณฑ์ ใช่หลอกเล่นบอกความให้ตามจริง แล้วกล่าวปฤษณาท้าให้ตอบ ปฤษณานั้นว่า ระวึง คืออะไร ตอบว่าวิ่งเร็ว คือวิญญาณอาการไว เดินเป็นแถวตามแนวกัน สัญญาตรงไม่สงสัย ใจอยู่ในวิ่งไปมา สัญญาเหนี่ยวภายนอกหลอกลวงจิต ทำให้คิดวุ่นวายเที่ยวส่ายหา หลอกเป็นธรรมต่าง ๆ อย่างมายา

ถามว่าห้าขันธ์ใครพ้นจนทั้งปวง แก้ว่าใจซิพ้นอยู่คนเดียว ไม่เกาะเกี่ยวพัวพันติดสิ้นพิษหวง
หมดที่หลงอยู่เดียวดวง สัญญาลวงไม่ได้หมายหลงตามไป ถามว่าที่ว่าตายใครเขาตายที่ไหนกัน
แก้ว่าสังขารเขาตายทำลายผล ถามว่าสิ่งใดก่อให้ต่อวน แก้ว่ากลสัญญาพาให้เวียน
เชื่อสัญญาจึงผิดติดยินดี ออกจากภพนี้ไปภพนั้นเที่ยวหันเหียน เลยลืมจิตจำปิดสนิท
เนียน ถึงจะเพียรหาธรรมก็ไม่เห็น

ถามว่าใครกำหนดใครหมายเป็นธรรม แก้ว่าใจกำหนดใจหมายเรื่องหาเจ้าสัญญานั้นเอง
คือว่าดีคว้าชั่วผลักติดรักชัง ถามว่ากินหนเดียว ไม่เที่ยวกิน

แก้ว่าสิ้นอยากดูรู้ไม่หวัง ในเรื่องเห็นต่อไปหายรุงรัง ใจก็นั่งแท่นนิ่งทิ้ง
อาลัย ถามว่าสระสี่เหลี่ยมเปี่ยมด้วยน้ำ แก้ว่าธรรมสิ้นอยากจากสงสัย สะอาดหมดราคี
ไม่มีภัย สัญญาในนั้นพรากสังขารขันธ์นั้นไม่กวน ใจจึงเปี่ยมเต็มที่ไม่มีพร่อง เงียบ
ระงับดวงจิตไม่คิดครวญ เป็นของควรชมชื่นทุกคืนวัน แม้ได้สมบัติทิพย์สักสิบแสน ก็
ไม่เหมือนรู้จริงทิ้งสังขาร หมดความอยากเป็นยิ่งสิ่งสำคัญ จำอยู่ส่วนจำไม่ก้ำเกิน ใจไม่
เพลินทั้งสิ้นหายดิ้นรน เหมือนดังว่ากระจกส่องเงาหน้าแล้วอย่าคิด ติดสัญญา เพราะว่า
สัญญานั้นเหมือนดังเงา อย่าได้เมาไปตามเรื่องเครื่องสังขาร ใจขยับจับใจที่ไม่ปน ไหว
ส่วนตนรู้แน่เพราะแปรไป ใจไม่เที่ยงของใจใช่ต้องว่า รู้ขันธ์ห้าต่างชนิดเมื่อจิตไหว
 
แต่ก่อนนั้นหลงสัญญาว่าเป็นใจ สำคัญว่าในว่านอกจึงหลอกลวง คราวนี้ใจเป็นใหญ่ไม่
หมายพึ่ง สัญญาหนึ่งสัญญาใดมิได้หวง เกิดก็ตามดับก็ตามสิ่งทั้งปวง ไม่ต้องหวงไม่
ต้องกันหมู่สัญญา เปรียบเหมือนขึ้นยอดเขาสูงแท้แลเห็นดิน แลเห็นสิ้นทุกตัวสัตว์ แก้
ว่า สูงยิ่งนัก แลเห็นเรื่องของตนแต่ต้นมา เป็นมรรคาทั้งนั้นเช่นบันได
ถามว่าน้ำขึ้นลง ตรงสัจจังนั้นหรือ ตอบว่าสังขารแปรแก้ไม่ได้ ธรรมดากรรมแต่งไม่แกล้งใคร
ขืนผลักไสจับต้องก็หมองมัวชั่วในจิต ไม่ต้องคิดขัดธรรมดาสภาวะสิ่งเป็นจริงฯ

ดีชั่วตามแต่เรื่องของเรื่องเปลื้องแต่ตัว ไม่พัวพันสังขารเป็นการเย็น รู้จักจริงต้องทิ้งสังขาร
ที่ผันแปรเมื่อแลเห็น เบื่อแล้วปล่อยได้คล่องไม่ต้องเกณฑ์ ธรรมก็เย็นใจระงับรับอาการ


ถามว่าห้าหน้าที่มีครบกัน ตอบว่าขันธ์แบ่งแจกแยกห้าฐานเรื่องสังขาร ต่างกองรับหน้าที่มีกิจการ จะรับงานอื่นไม่ได้เต็มในตัว แม้ลาภยศสรรเสริญเจริญสุข นินทาทุกข์เสื่อมยศหมดลาภทั่ว รวมลงตามสภาพตามเป็นจริง ทั้งแปดอย่างใจไม่หันไปพันพัว เพราะว่ารูปขันธ์ก็ทำแก่ไข้มิได้เว้น นามก็มิได้พักเหมือนจักรยนต์ เพราะรับผลของกรรมที่ทำมา เรื่องดีพาเพลิดเพลินเจริญใจ เรื่องชั่วขุ่นวุ่นจิตคิดไม่หยุด เหมือนไฟจุดจิตหมองไม่ผ่องใส นึกขึ้นเองทั้งรักทั้งโกรธไปโทษใคร อยากไม่แก่ไม่ตายได้หรือคน เป็นของพ้นวิสัยจะได้เชย

เช่นไม่อยากให้จิตเที่ยวคิดรู้ อยากให้อยู่เป็นหนึ่งหวังพึ่งเฉย จิตเป็นของผันแปรไม่แน่เลย สัญญาเคยอยู่ได้บ้างเป็นครั้งคราว ถ้ารู้เท่าธรรมดาทั้งห้าขันธ์ ใจนั้นก็ขาวสะอาดหมดมลทินสิ้นเรื่องราว ถ้ารู้ได้อย่างนี้จึงดียิ่ง เพราะเห็นจริงถอนหลุดสุดวิถี ไม่ฝ่าฝืนธรรมดาตามเป็นจริง จะจนจะมีตามเรื่องเครื่องนอกใน ดีหรือชั่วต้องดับเลื่อนลับไป ยึดสิ่งใดไม่ได้ตามใจหมาย ใจไม่เที่ยงของใจไหววิบวับ สังเกตจับรู้ได้สบายยิ่ง เล็กบังใหญ่รู้ไม่ทันขันธ์บังธรรมมิดผิดที่นี่ มัวดูขันธ์ธรรมไม่เห็นเป็นธุลีไป ส่วนธรรมมีใหญ่กว่าขันธ์นั้นไม่แล

ถามว่ามีไม่มี ไม่มีมีนี้คืออะไร ทีนี้ติดหมดคิดแก้ไม่ไหว เชิญชี้ให้ชัดทั้งอรรถแปล โปรดแก้เถิด ที่ว่าเกิดมีต่าง ๆ ทั้งเหตุผล แล้วดับไม่มีชัดใช่สัตว์คน นี้ข้อต้นมีไม่มีอย่างนี้ตรงข้อปลายไม่มีมี นี้เป็นธรรม ที่ลึกล้ำใครพบจบประสงค์ ไม่มีสังขารมีธรรมที่มั่นคง นั้นแลองค์ธรรมเอกวิเวกจริง ธรรมเป็นหนึ่งไม่แปรผัน เลิศภพสงบยิ่ง เป็นอารมณ์ของใจไม่ไหวติง ระงับนิ่งเงียบสงัดชัดกับใจ ใจก็สร่างจากเมาหายเร่าร้อน ความอยากถอนได้หมดปลดสงสัย เรื่องพัวพันธ์ขันธ์ ๕ ซาสิ้นไป เครื่องหมุนในไตรจักรก็หักลง ความอยากใหญ่ยิ่งก็ทิ้งหลุด ความรักหยุดหายสนิทสิ้นพิษหวง ร้อนทั้งปวงก็หายหมดดังใจจงฯ

เชิญโปรดชี้อีกอย่างหนทางใจ สมุทัยของจิตที่ปิดธรรม แก้ว่าสมุทัยกว้างใหญ่นัก ย่อลงก็คือความรักบีบใจอาลัยขันธ์ ถ้าธรรมมีกับจิตเป็นนิจนิรันดร์ เป็นเลิกกันสมุทัยมิได้มี จงจำไว้อย่างนี้วิถีจิต ไม่ต้องคิดเวียนวนจนป่นปี้ ธรรมไม่มีอยู่เป็นนิจติดยินดี ใจตกที่สมุทัยอาลัยตัว ว่าอย่างย่อทุกข์กับธรรมประจำจิต เอาจนคิดรู้เห็นจริงจึงเย็นทั่ว จะสุขทุกข์เท่าไรมิได้กลัว สร้างจากเครื่องมัวคือสมุทัยไปที่ดี รู้เท่านี้ก็คลายหายร้อน พอพักผ่อนเสาะแสวงหาทางหนี จิตรู้ธรรมลืมจิตที่ติดธุลี ใจรู้ธรรมที่เป็นสุขขันธ์ทุกข์แท้แน่ประจำ ธรรมคงธรรม ขันธ์คงขันธ์เท่านั้น และคำว่าเย็นสบายหายเดือดร้อน หมายจิตถอนจากผิดที่ติดแท้

แต่ส่วนสังขาระขันธ์ปราศจากสุขเป็นทุกข์แท้ เพราะต้องแก่ไข้ตายไม่วายวัน จิตรู้ธรรมที่ล้ำเลิศ จิตก็ถอนจากผิดเครื่องเศร้าหมองของแสลง ผิดเป็นโทษของใจอย่างร้ายแรง เห็นธรรมแจ้งถอนผิดหมดพิษใจ จิตเห็นธรรมดีล้นที่พนผิด พบปะธรรมเปลื้องเครื่องกระสัน มีสติอยู่ในตัวไม่พัวพัน เรื่องรักขันธ์ขาดสิ้นหายยินดี สิ้นธุลีทั้งปวงหมดห่วงใย ถึงจะคิดก็ไม่ห้ามตามนิสัย เมื่อไม่ห้ามกลับไม่ฟุ้งพ้นยุ่งไป พึงรู้ได้ว่าบาปมีขึ้นเพราะขืนจริง
ตอบว่าบาปเกิดได้เพราะไม่รู้
 
ถ้าปิดประตูเขลาได้สบายยิ่ง ชั่วทั้งปวงเงียบหายไม่ไหวติง ขันธ์ทุกสิ่งย่อมทุกข์ไม่สุขเลย แต่ก่อนข้าพเจ้ามืดเขลาเหมือนเข้าถ้ำ อยากเห็นธรรมยึดใจจะให้เฉย ยึดความจำว่าเป็นใจหมายจนเคย เลยเพลินเชยชมจำทำมานาน ความจำผิดปิดไว้ไม่ให้เห็น จึงหลงเล่นขันธ์ห้าน่าสงสาร ให้ยกตัวอวดตนพ้นประมาณ เที่ยวระรานติคนอื่นเป็นพื้นไปไม่เป็นผล เที่ยวดูโทษคนอื่นนั้นขื่นใจ เหมือนก่อไฟเผาตัวต้องมัวมอม ใครผิดถูกดีชั่วก็ตัวเขา ใจของเราเพียรระวังตั้งถนอม อย่าให้อกุศลวนมาตอม ควรถึงพร้อมบุญกุศลผลสบาย เห็นคนอื่นเขาชั่วตัวก็ดี เป็นราคียึดขันธ์ที่มั่นหมาย ยึดขันธ์ต้องร้อนแท้เพราะแก่ตาย เลยซ้ำร้ายกิเลสกลุ้มเข้ารุมกวน เต็มทั้งรักทั้งโกรธโทษประจักษ์ ทั้งกลัวนักหนักจิตคิดโหยหวน ซ้ำอารมณ์กามห้าก็มาชวน ยกกระบวนทุกอย่างต่าง ๆ ไป เพราะยึดขันธ์ทั้ง ๕ ว่าของตน จึงไม่พ้นทุกข์ภัยไปได้นา

ถ้ารู้โทษของตัวแล้วอย่าชาเฉย ดูอาการสังขารที่ไม่เที่ยงร่ำไปให้ใจเคย คงได้เชยชมธรรมะอันเอกวิเวกจิต ไม่เที่ยงนั้นหมายใจไหวจากจำ เห็นแล้วซ้ำดู ๆ อยู่ที่ไหว พออารมณ์นอกดับระงับไปหมดปรากฏธรรม เห็นธรรมแล้วย่อมหายวุ่นวายจิต ๆ นั้นไม่ติดคู่ จริงเท่านี้หมดประตู รู้ไม่รู้อย่างนี้วิถีใจ รู้เท่าที่ไม่เที่ยง จิตต้นพ้นริเริ่ม คงจิตเดิมอย่างเที่ยงแท้ รู้ต้นจิตพ้นจากผิดทั้งปวงไม่ห่วง ถ้าออกไปปลายจิตผิดทันที คำที่ว่ามืดนั้นเพราะจิตคิดหวงดี จิตหวงนี้ปลายจิตคิดออกไป จิตต้นดีเมื่อธรรมะปรากฏหมดสงสัย เห็นธรรมะอันเลิศล้ำโลกา เรื่องคิดค้นวุ่นหามาแต่ก่อน ก็เลิกถอนเปลื้องปลดได้หมดสิ้น ยังมีทุกข์ต้องหลับนอนกับกินไปตามเรื่อง ใจเชื่องชิดต้นจิตคิดไม่ครวญ ธรรมดาของจิตก็ต้องคิดนึก พอรู้สึกจิตต้นพ้นโหยหวน เงียบสงัดจากเรื่องเครื่องรบกวน ธรรมดาสังขารปรากฏหมดด้วยกัน เสื่อมทั้งนั้นคงที่ไม่มีเลย ระวังใจเมื่อจำทำละเอียด มักจะเบียดให้จิตไปติดเฉย ใจไม่เที่ยงของใจซ้ำให้เคย เมื่อถึงเอยหากรู้เองเพลงของใจ เหมือนดังมายาที่หลอกลวง

ท่านว่าวิปัสสนูปกิเลส จาแลงเพศเหมือนดังจริงที่แท้ไม่ใช่จริง รู้ขึ้นเองหมายนามว่าความเห็น ไม่ใช่เช่นฟังเข้าใจชั้นไต่ถาม ทั้งตรึกตรองแยกแยะแกะรูปนาม ก็ใช่ความเห็นเองจงเล็งดู รู้ขึ้นเองใช่เพลงคิด รู้ต้นจิต ๆ จิตต้นพ้นโหยหวน ต้นจิตรู้ตัวแน่ว่าสังขารเรื่องแปรปรวน ใช่กระบวนไปดูหรือรู้อะไร รู้อยู่เพราะหมายคู่ก็ไม่ใช่ จิตคงรู้จิตเองเพราะเพลงไหว จิตรู้ไหว ๆ ก็จิตติดกันไป แยกไม่ได้ตามจริงสิ่งเดียวกัน จิตเป็นสองอาการเรียกว่าสัญญาพาพัวพัน ไม่เที่ยงนั้นก็ตัวเองไปเล็งใคร ใจรู้เสื่อมของตัวก็พ้นมัวมืด ใจก็จืดสิ้นรสหมดสงสัย ขาดค้นคว้าหาเรื่องเครื่องนอก

ใน ความอาลัยทั้งปวงก็ร่วงโรย ทั้งโกรธรักเครื่องหนักใจก็ไปจาก เรื่องใจอยากก็หยุดได้หายหวนโหย พ้นหนักใจทั้งหลายโอดโอย เหมือนฝนโปรยใจ ใจเย็นเห็นด้วยใจ ใจเย็นเพราะไม่ต้องเที่ยวมองคน รู้จิตต้น – ปัจจุบันพ้นหวั่นไหว ดีหรือชั่วทั้งปวงไม่ห่วงใย ต้องดับไปทั้งเรื่องเครื่องรุงรัง อยู่เงียบ ๆ ต้นจิตไม่คิดอ่าน ตามแต่การของจิตสิ้นคิดหวัง ไม่ต้องวุ่นต้องวายหายระวัง นอนหรือนั่งนึกพ้นอยู่ต้นจิต ท่านชี้มรรคฟังหลักแหลม ช่างต่อแต้มกว้างขวางสว่างไสว ยังอีกอย่างทางใจไม่หลุดสมุทัย ขอจงโปรดชี้ให้พิสดารเป็นการดี

ตอบว่าสมุทัยคืออาลัยรัก เพลินยิ่งนักทำภพใหม่ไม่หน่ายหนี ว่าอย่างต่ำกามะคุณห้าเป็นราคี อย่างสูงชี้สมุทัยอาลัยฌาน ถ้าจะจับตามวิถีมีในจิต ก็เรื่องคิดเพลินไปในสังขาร เพลินทั้งปวงเคยมาเสียช้านาน กลับเป็นการดีไปให้เจริญจิตไปในส่วนที่ผิดก็เลยแตกกิ่งก้านฟุ้งซ่านใหญ่ เที่ยวเพลินไปในผิดไม่คิดเขิน สิ่งได้ชอบอารมณ์ก็ชมเพลิน เพลินจนเกินลืมตัวไม่กลัวภัย เพลินดูโทษคนอื่นดื่นด้วยชั่ว โทษของตัวไม่เห็นเป็นไฉน โทษคนอื่นเขามากสักเท่าไร ไม่ทำให้เราตกนรกเลย ฯ

โทษของเราเศร้าหมองไม่ต้องมาก ส่งวิบากไปตกนรกแสนสาหัส หมั่นดูโทษตนไว้ให้ใจเคยเว้นเสียซึ่งโทษนั้น คงได้เชยชมสุขพ้นทุกข์ภัย เมื่อเห็นโทษตนชัดรีบตัดทิ้ง ทำอ้อยอิ่งคิดมากจากไม่ได้ เรื่องอยากดีไม่หยุดคือตัวสมุทัย เป็นโทษใหญ่กลัวจะไม่ดีนี้ก็แรง ดีแลไม่ดีนี้เป็นพิษของจิตนัก เหมือนไข้หนักถูกต้องของแสลง กำเริบโรคด้วยพิษผิดสำแลง ธรรมไม่แจ้งเพราะอยากดีนี้เป็นเดิม ความอยากดีมีมากมักลากจิต ให้เที่ยวคิดวุ่นไปจนใจเหิม สรรพชั่วมัวหมองก็ต้องเติม ผิดยิ่งเพิ่มร่ำไปไกลจากธรรม ที่จริงชี้สมุทัยนี้ใจฉันคร้าม ฟังเนื้อความไปข้างนุงทางยิ่งยิ่ง เมื่อชี้มรรคฟังใจไม่ไหวติง ระงับนิ่งใจสงบจบกันที ฯ

อันนี้ชื่อว่า ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะประจำอยู่กับที่ ไม่มีอาการไป ไม่มีอาการมา
สภาวธรรมที่เป็นจริงสิ่งเดียวเท่านั้น และไม่มีเรื่องจะแวะเวียน
สิ้นเนื้อความแต่เพียงเท่านี้ ฯ

(ผิดหรือถูกจงใช้ปัญญาตรองดูให้รู้เถิด ฯ)

พระภูริทัตโต ฯ (หมั่น)
วัดสระประทุมวันเป็นผู้แต่ง ฯ

ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ที่มา คนป่า K_anatta@hotmail.com [ 15 ก.ย. 2545]


5
ชัยชนะที่แท้จริงคือ ชนะกิเลสของตนเอง - อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์

ถ้าสมมติว่า เราอยากชนะใครสักคนหนึ่ง ทั้งๆที่เป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย
และเราก็สามารถชนะได้จริงๆ   แต่เราคิดว่า  เราชนะจริง แต่ทางพระธรรม
ไม่ได้แสดงเลยว่า  นั่นชนะจริง เพราะเหตุว่าถ้าเป็นไปด้วยความโกรธ 
หรือถ้าเป็นไปด้วยความเห็นแก่ตัว เราไม่ได้ชนะใครเลย เราแพ้กิเลสของเราเอง
 
และความเห็นแก่ตัวของเรา จะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น จะมีความเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นๆ   
และจะมีความต้องการชนะเพิ่มขึ้นๆ แต่ถ้าเราเป็นผู้แพ้ต่อเหตุผล ไม่มีใครชนะ
เป็นตัวตน แต่ว่าเหตุผลเป็นสิ่งที่สำคัญ และเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะยอมแพ้
ถ้าเป็นเหตุผลที่ถูกต้อง หัดให้เราเองเป็นผู้ที่มีเหหหตุผลมากขึ้น  แทนที่จะเป็น

ผู้ต้องการชนะ แล้วไม่มีเหตุผล

           เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่พระธรรมจะสอนให้เราแก้ตัวเอง และรู้จริงๆว่า
ความสุขจริงๆนั้นอยู่ที่ตัวเรา บางทีเราอาจจะคิดว่า  เราชนะคนอื่นแล้วเราพอใจ
แต่ในขณะเดียวกัน ความกระหยิ่ม  ความสำคัญตน  ความทะนงตนจะเพิ่มขึ้น   
จนในที่สุดเราไม่ยอมแพ้ใครเลย      ขณะนั้นเราจะต้องเป็นทุกข์มาก   
เพราะเหตุว่า ไม่มีทางที่เราจะเป็นคนชนะ ตลอดกาลไปได้

ชัยชนะที่แท้จริงคือ ชนะกิเลสของตนเอง - อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์


6
จิตถึงธรรม ธรรมถึงจิต - หลวงปู่บุดดา ถาวโร

..........ลำดับนี้ตั้งใจนมัสการคุณพระรัตนตรัยด้วยกายพระนาม วจีพระนาม มโนพระนาม โดยสัจจะเคารพแล้ว น้อมพระธรรมเทศนาคำสอนพระผู้มีพระภาคเจ้ามาแสดง เพิ่มพูนปัญญาบารมีของชาวพุทธทั้งหลาย ได้มาเจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้แก่กล้า เป็นบารมีนำจิตใจของตนให้ไปสู่หมวดธรรม ให้เจริญได้โดยมนุษยธรรม เทวธรรม พรหมธรรม โลกุตตรธรรม ให้เต็มภูมิของปริยัติด้วย ปฏิบัติด้วย ปฏิเวธธรรม เป็นไปเพื่อธรรมะพ้นทุกข์ด้วย ไม่ให้มีทุกข์ติดตามไปได้เลย

ที่เรามาเจริญนี้ ร่างกายเราก็เป็นมนุษย์ จิตใจของเราก็มีธรรมของชั้นมนุษย์แล้ว ยังเชื่อมไปกับธรรมของเทวดาด้วย ธรรมของพรหมด้วย โลกุตตรธรรมด้วย เพราะมีสถานีเดียวกัน คือจิตเจริญธรรมมีกุศลธรรม บุญกุศลธรรมนี้พระองค์สอนได้ทั่วไปทั้งอดีต ทั้งอนาคต และทั้งปัจจุบัน

สอนไว้สัตถาเทวมนุสสานัง จะเป็นสัตว์โลก สัตว์อยู่ในสวรรคเทวโลก สัตว์อยู่ในพรหมโลกก็ดี เรียกว่าเป็นสัตว์ทั้งนั้น แต่ทำไมพระองค์แสดงได้ทั่วถึงมนุษยโลก สวรรคเทวโลก พรหมโลก คำสอนนี้สอนให้เจริญบุญกุศลนี้เอง ให้เว้นจากบาปจากอกุศล ให้รู้จักอัพยากตธรรมเป็นพื้นรองรับ

มีแม่บทอยู่ในพระไตรปิฎกว่า กุสลา ธัมมานี้ เป็นบุญกุศลเกิดกับจิต อกุสลา ธัมมานี้ เกิดกับจิต แต่ว่าไม่เกี่ยวกับบุญกับบาป เป็นแต่ว่าเป็นสภาพของชีวิตเท่านั้นเอง


..........ถ้าเราเจริญในปัจจุบันนี้ ตาของเรายังไม่ได้ทำบาปทำอกุศลจะไปโทษว่ามีบาปไม่ได้ หูของเรายังไม่ได้ทำบาปทำอกุศล จมูก ลิ้น กาย ใจ ล้วนแต่ยังไม่ได้ทำบาปทำอกุศลทั้งนั้น มีแต่ว่าเราน้อมนำมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้มาเจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เพราะพุทธคุณเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว จึงได้วางแม่บทไว้ ให้สาวกทั้งหลายรุ่นหลังได้สืบสายกันมาถึงปัจจุบันนี้ ธรรมคุณก็ทรงไว้ซึ่งความตรัสรู้ สังฆคุณนั่นก็เป็นผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าทุกองค์นั่นเอง

แม่บทของธรรมนี้สอนได้ด้วยกันทุกกาล ทุกสมัย ไม่เลือกหน้าว่าสัตว์ บุคคล ว่าจะเป็นกามสัตว์ หรือรูปสัตว์ หรืออรูปสัตว์ก็ตาม อยู่ในกามโลก รูปโลก อรูปโลกก็ตามใจ อยู่ในโลกใดๆ ทั้งหมดก็ตาม ท่านไม่ให้ทำบาปเพราะอกุศลทุกโลกเลย ท่านให้เจริญแต่บุญกุศลเท่านั้นเอง ไม่ให้ประมาทในชีวิตของความเป็นอยู่ จะเป็นอยู่ในมนุษยโลกก็ยังอาจสามารถ จะทำบุญกุศลให้มีให้เป็นขึ้นได้ อยู่ในสวรรคเทวโลก ในพรหมโลกก็ดี โลกุตตรภูมิอาจสามารถจะทำให้มรรค ผลเกิดขึ้นในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจได้

ถ้าเราไม่เจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ตัวบารมีประจำวันประจำชีวิต ปริยัติของเราก็จะไม่มี ปฏิบัติก็จะไม่มี ปฏิเวธธรรมก็จะไม่มี เราเจริญเมื่อไรมีปริยัติภายในและภายนอกคู่กันไป เราปฏิบัติภายในและภายนอกคู่กันไป มีปฏิเวธธรรมภายในและภายนอกคู่กันไปอย่างนี้ พระพุทธเจ้าอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี อนาคตก็ดีเหมือนกันหมด


..........เมื่อภิกษุสามเณรที่ดียังสืบเนื่องมาจากอดีตถึงปัจจุบัน ภิกษุสามเณรที่ดีท่านย่อมเจริญแต่บุญกับกุศล เจริญมนุษยธรรม เทวธรรม พรหมธรรม ให้มีอภิญญา ๕ มีสมาบัติ ๘ รูปฌาน ๔ อรูปธาน ๔ อาจสามารถเข้าหาโลกุตตรธรรม ขณะใดขณะหนึ่งได้ นี่ถึงเจริญโลกุตตรธรรมก็จะต้องไปพบอริยมรรค ๔ อริยผล ๔ ในกาลใดกาลหนึ่งก็ได้

เราจะเจริญไปถึงสังขตธรรม อสังขตธรรม วิราคธรรม โลกธรรมทั้งสองในขณะใด ขณะหนึ่งก็คือจิตนั่นเอง จิตนั่นแหละรับผัสสะรองรับทั้งบุญทั้งกุศล ทั้งบาปทั้งอกุศล ทั้งอัพยากตธรรม ทีนี้ถ้าหากว่าวิชชาเข้ามาอาศัยจิต ก็ชี้ไปถึงมนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติ นฤพานสมบัติเป็นที่สุด ถ้าอวิชชาเข้ามาอาศัยจิต ก็จะไม่รู้ว่ามนุษยสมบัติอยู่ที่ไหน สวรรคสมบัติอยู่ไหน พรหมสมบัติอยู่ไหน รู้แต่ว่าเกิดแล้วก็ต้องเกิดอีก เสวยทุกข์แล้วก็เสวยอีก ตายแล้วก็ตายอีกนั่นเอง

อวิชชานั่นนะไม่ใช่ไม่รู้ รู้ว่าความเกิดเป็นทุกข์ รู้ต้องตายเป็นทุกข์ แต่ไม่รู้ว่ามนุษยสมบัติ คือสมบัติของจิตใจนั่นเองจะไปได้ทางไหน คือไม่มีแสงสว่างนั่นเอง สวรรค์สมบัติมีอยู่ก็ไม่รู้ไม่เห็น นฤพานสมบัติมีอยู่ก็ไม่รู้ไม่เห็นอย่างนี้ จึงว่าต่างกับวิชชา

อวิชชามาอาศัยจิตเดียวกันก็จริง ถ้ากาลใดมโนวิญญาณ จิตวิญญาณไม่หลับแล้ว วันนั้นเราจะฝันได้ท่องเที่ยวไปมนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติก็ได้ แต่ว่าไม่เห็นฝันไปนฤพานสมบัติสักที เพราะว่าญาณยังไม่พอ จึงยังไม่ไป ก็วนอยู่ในมนุษยโลก สวรรคเทวโลก พรหมโลกนั่นเอง เพราะมโนวิญญาณยังไม่หลับ จิตวิญญาณยังไม่หลับ ถ้าหลับแล้วไม่เห็นใครฝัน ไม่เห็นใครมีร้อนมีหนาว

ถ้าสังเกตดูถ้าหากว่าจิตไม่ตื่น มโนวิญญาณไม่ตื่น จิตวิญญาณไม่ตื่นขึ้นมา เราจะไม่รู้ว่าร่างกายของเรานี้ มีความร้อนและความหนาว ตาของเราจะไม่รับรู้ว่ามีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ไม่มี เพราะเขาหลับเสียแล้ว เจ้าหน้าที่เขาหลับ เพราะฉะนั้นความรู้ทั้งหลายไปรวมมโนวิญญาณ จิตวิญญาณ ความรู้เวทนาก็รวมไปนั่น ความรู้สัญญา ความรู้สังขาร ความรู้วิญญาณไปรวมจิตที่เดียว

จิตนั่นแหละเป็นที่รับรองทั้งวิชชาและอวิชชา อวิชชานี้จะตามไปส่งถึงไหน ส่งถึงมนุษยสมบัติแล้ว มันยังไปแล้ว มันยังไปพบเกิดพบตาย ส่งถึงสวรรคสมบัติ มันก็ยังไปเกิดไปตายอยู่อีก ส่งไปพรหมโลก มันน่าจะพ้นเกิดพ้นตายก็ไม่พ้น ในรูปฌานมันก็เกิดตาย อรูปฌานก็เกิดก็ตาย ในอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ก็เกิดตายทั้งนั้น

เกิดตายในกามสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ อวิชชาสังโยชน์ อวิชชานุสัย ไม่ถึงนฤพานสมาบัติสักที ท่องเที่ยวอยู่ในมนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติ พรหมสมบัตินี้นับไม่ถ้วน พระพุทธเจ้าทั้งหลายท่านผ่านมาแล้วได้แสดงไว้ในกามภูมิจิต รูปภูมิจิต อรูปภูมิจิต โลกุตตรจิต จิตของเราจะได้รับภูมิธรรมทั้งสิ้น ต้องให้เจริญถึงอริยมรรค ๔ อริยผล ๔

นี่ชาวพุทธทั้งหลายอย่าได้ประมาทว่าพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปหมดแล้วรุ่นเก่า รุ่นใหม่ยังไม่มา ยังไม่ถึง ๘,๐๐๐ ปี ท่านก็ไม่มา ที่นี้องค์ปัจจุบันท่านวางไว้ สัตถาเทวมนุสสานังนี้ แสดงไว้สั่งสอนไว้ทั้งมนุษย์ เทวดา และพรหมทั้งหลาย ให้ธรรมะสอนแทนพระกายของพระองค์

นี่ล่วงไปแล้ว ๒,๐๐๐ ปี ยังไม่จบ ๕,๐๐๐ ปี ยังไม่จบ คำสอนแทนกายพระองค์นั้นเป็นประโยชน์มากกว่าพระกายพระองค์ยังอยู่ พระองค์ยังอยู่ต้องเสด็จไป ๑๖ พระนคร ไปเที่ยวแสดงธรรมด้วยตนเอง ประเดี๋ยวเสด็จไปยมโลกบ้าง สวรรคเทวโลกบ้าง พรหมโลกบ้าง ท่องเที่ยวอยู่อย่างนั้น นี่พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานอายุ ๘๐ ปี พระองค์สบายกว่าเอาร่างกายไว้

เพราะร่างกายนี้ กายเนื้อกายหนังนี้มันต้องฉันข้าวเจ้าข้าวเหนียว ฉันน้ำร้อนน้ำเย็นอยู่เสมอไป ไปอยู่ที่ไหนมันต้องฉันอาหารอย่างนี้ ไม่เหมือนมโนวิญญาณ จิตวิญญาณ อันนั้นเขามีแต่ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร เขาจะมีปฏิกูลอย่างไร เขาจะมีเกิดมีตายอย่างไร

เพราะธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า มนุษยสมบัติก็เข้าถึงจิต นฤพานก็เข้าถึงจิต อริยมรรค ๔ ก็คือเข้าอยู่กับจิต อริยผล ๔ ก็เข้าอยู่กับจิตนั่นเอง สังขตธรรมก็ดี จิตนั่นแหละเสวย อสังขตธรรม วิราคธรรม โลกธรรมทั้งสองเข้าสู่ภูมิจิต จิตถึงธรรม ธรรมถึงจิตนั่นเอง จิตจึงได้ว่างจากอาสวะ อวิชชาสวะไม่มี อวิชชาสังโยชน์ไม่มี อวิชชานุสัยไม่มี จิตว่างได้ จิตว่างจากอาสวะสังโยชน์ อาสวะนุสัยได้ ตาก็ว่าง หูก็ว่าง จมูก ลิ้น กาย ใจก็ว่าง

ทีนี้ไม่มีใครตายหรอก มีแต่ว่าอายุก็ของกายมันจะออกเมื่อไรก็ได้ ลมหายใจไม่ทำงาน มันก็ขยายออกจากกัน ดินก็ขยายออกไป น้ำ ไฟ ลม อากาศขยายออกจากกันไม่คุมกันเป็นรูปแล้ว เรียกว่าในมนุษยโลกเขาก็เรียกว่าคนตาย ถ้าไปสวรรค์เรียกว่าจุติแล้วไปปฏิสนธิขึ้นใหม่ ถ้าลงมามนุษยโลกเรียกว่าตาย ไม่มีลมหายใจ หมายเอากายเนื้อนี้เอง

เพราะฉะนั้นให้รู้ไว้เห็นไว้ว่า มนุษยธรรมมีจริง เทวธรรมมีจริง พรหมธรรมมีจริงโลกุตตรธรรมมีจริง พระพุทธเจ้าพ้นแล้วจากเกิดตายมีจริง พระธรรมทรงไว้ซึ่งความไม่เกิดไม่ตายมีจริง พระสงฆ์เป็นผู้รู้ตาม เห็นตาม ไม่เกิด ไม่ตายตามพระพุทธเจ้าทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตก็ต้องเป็นอย่างนี้

รู้ไว้เห็นไว้ไม่ใส่บ่าแบกหาม ให้เจริญไว้ในปริยัติภายในและภายนอก ปฏิบัติภายในและภายนอก ปฏิเวธธรรมภายในและภายนอก ขอให้ชาวพุทธทั้งหลายได้พ้นจากเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยความสวัสดี

จิตถึงธรรม ธรรมถึงจิต - หลวงปู่บุดดา ถาวโร


7
ต่อ......

อย่าประพฤติตัวให้เป็นคนใจรั่ว อะไร ๆ ผ่านมาคว้าหมด ๆ เงินแทนที่จะมีไว้ใช้ได้สองวันสามวัน แต่ใช้วันเดียวขณะเดียว ไม่พอใช้ด้วยซ้ำไป เพราะความใจรั่วมันสังหารแหลกในพริบตาเดียว นี่แลคนเราถ้าเลยเขตของธรรมแล้วเป็นอย่างนี้ หาชิ้นดีไม่ได้
   ธรรมท่านบอกว่า อารกฺสมฺปทา   ให้เก็บหอมรอมริบ สิ่งไหนที่ควรจะจับจ่ายก็ให้จับจ่ายโดยทางเหตุผล เก็บไว้เพราะอะไรก็ให้มีเหตุผล ที่เก็บไว้เก็บไว้เพื่อความจำเป็นในกาลข้างหน้า ไม่ว่าตัวเราหรือครอบครัว หากเกิดความจำเป็นขึ้นมาอย่างไรแล้วจะได้เอาเงินจำนวนที่เก็บไว้นี้ เพื่อรักษาตัวและผู้เกี่ยวข้อง ที่จำเป็นจ่ายไปเวลานี้จ่ายไปด้วยความจำเป็นอย่างนี้ ๆ ก็รู้ไว้ ธรรมท่านบอกว่าไม่ให้เหลือเฟือ ไม่ให้ใช้ฟุ่มเฟือยแบบลืมเนื้อลืมตัว ไม่ให้เก็บไว้แบบตระหนี่แกะไม่ออก แม้ตัวเองจะตายก็ไม่ยอมจ่ายค่าหยูกค่ายา แต่ก่อนเงินเราเป็นเงินตรา เหรียญตราจนเข้าสนิมเขาเรียกเป็นกาบปลี เป็นยางปลี ดำปี๋ ดำเป็นสนิมไปเลย เก็บไว้ไม่มีจ่ายสักที เพราะผีตัวตระหนี่มันหึงหวงมาก ตามแล้วยังมาเป็นเปรตเป็นผีเฝ้าถุงเงินอยู่นั้นอีกแหละ นั่นมันเกินเหตุเกินผลของโลกไป เพราะความตระหนี่ถี่เหนียวบีบบังคับ ตายไปแล้วยังมาหวงอยู่อีก นั้นเกินประมาณความพอดี ไม่ถูกธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น การเก็บที่ดี การจับจ่ายใช้สอยอะไรก็ดี ให้มีเหตุมีผลเป็นธรรมคุ้มครองรักษาอยู่เสมอ จะเก็บพอดี จะจ่ายพอดีมีความสุข นี่แลกการประพฤติตัว การมีหลักใจ ไม่ให้เป็นคนใจรั่ว ควรปฏิบัติตัวและสิ่งเกี่ยวข้องตามหลักธรรมดังที่กล่าวมา
   คนเรามีหลักใจต้องมีหลักทรัพย์ เมื่อมีหลักทรัพย์กับมีหลักธรรมก็ชุ่มเย็น สมชีวิตา เลี้ยงชีพให้รู้จักพอดี ความมีประมาณเสมอ รู้จักเวล่ำเวลา วันหนึ่งทานวันละเท่าไร วันละสามมื้อหรือสี่มื้อ แต่ดูทุกวันนี้มันไม่ใช่สามมื้อสี่มื้อนะ มันร้อยมื้อร้อยครั้ง เดินไปนี้จิ๊บ ๆ เดินไปนั้นจั๊บ ๆ อันนั้นหวานอันนี้คาวเรื่อย อันนั้นผลไม้ ลูกนั้นดี ลูกนั้นมาจากเมืองนอกนะ ลูกนี้มาจากเมืองนอกนะ เป็นบ้างเมืองนอกกันไปหมด เห่อเมืองนอกกัน เมืองในถูกมองข้าม เมืองของตัวเพื่อเป็นเนื้อเป็นหนังตัวเอง ไม่สนใจสิ่งใดก็ตามถ้ามาจากเมืองนอกแล้ว โฮ้ โน้นอยู่ในครรภ์โน้นยังไม่ลืมตา ก็จะโดดผางออกมาจากครรภ์แม่นั่นน่ะ มันเก่งขนาดไหนเก่งกระทั่งเด็กอยู่ครรภ์ ท้องแม่หนังแม่จะแตกไม่สนใจ ขอให้ได้เห็นของมาจากเมืองนอกซื้อของเมืองนอกเถอะ
   พากันตั้งเนื้อตั้งตัว บ้านเมืองของเราเป็นบ้านของไทย บ้านของไทยให้ต่างคนต่างรักสงวน ต่างรักษาเนื้อหนังของตนอย่าให้เหลือตั้งแต่โครงกระดูก ให้กาฝากมากัดมากินมาไชกินไปหมด กาฝากมีอยู่ต้นไม้ต้นใด ไม้ต้นนั้นต้องฉิบหายวายปวงไม่นานเลย ยิ่งต้นไหนมีกาฝากมาก ๆ ต้นไม้ต้นนั้นเราชี้นิ้วได้เลยว่าไม่กี่ปีตายแน่ ๆ หรือไม่กี่เดือนตาย เพราะกาฝากเกิดจากกิ่งไม้ แต่มันเป็นเนื้อเป็นหนังของมัน เป็นดอกเป็นใบเป็นกิ่งเป็นก้านเป็นผลของมันเอง แต่มันดูดซึมเอาอาหารจากต้นไม้ต้นนั้น ต้นไม้ต้นนั้นไม่ได้เรื่องอะไร มีแต่ถูกเขาดูดซึมไปตลอดเวลาไม่นานก็ตาย
   นี่ก็หมือนกัน เราก็เป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น ทำไมจึงไม่รักไม่สงวนเนื้อหนังของตนเอง เห่อตั้งแต่เมืองนอกเป็นบ้าไปหมด อะไรก็ของมาจากเมืองนอก ไม่ได้ลืมตาก็ตาม พอเขาบอกมาจากเมืองนอก ตาบอดมันก็คว้าเอา จะเอาของเมืองนอกมันเป็นบ้าขนาดนั้น นี่แหละความเห่ออย่างนี้ไม่มีเนื้อมีหนังติดตัว ต่อไปจะเหลือตั้งแต่ร่างนะ จะว่าไม่บอก หลวงตาบัวพูดให้อย่างชัด ๆ หลวงตาบัวก็อยู่ในเมืองไทยและเรียนธรรม การเรียนธรรมปฏิบัติธรรมไม่เรียนโลกจะเรียนอะไร เพราะธรรมกับโลกประสานและกระเทือนถึงกันอยู่ตลอดเวลา ทำไมจะไม่รู้เรื่องความผิดความถูกของมนุษย์ที่อยู่ด้วยกันล่ะ ลองพิจารณาเรื่องเหล่านี้ดูบ้าง นี่เราพูดเรื่องความเห่อ ๆ ไม่เข้าเรื่องเข้าราว ไม่เข้าหลักเข้าเกณฑ์ ความเห่อจะพาตัวและบ้านเมืองล่มจมก็ควรกระตุกบังเหียนบ้างคนเรา ไม่งั้นจมแน่ไม่อาจสงสัย
   ให้รักให้สงวน อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม อย่าลืมเนื้อลืมตัว ของ ๆ ตัวมีอะไร สนฺตุฏฺฐี ยินดีตามมีตามได้ ของที่เกิดเองทำเองนั้นเป็นของดี เอ้า ทำลงไป ถ้าเป็นควายก็ควายอยู่ในคอกของเราเกิดมาตัวใดขายได้ราคาเท่าไร ไม่ต้องหักต้นทุน เป็นกำไรล้วน ๆ ถ้าไปซื้อมา สมมติว่าซื้อร้อยบาท ขายร้อยห้าสิบบาท ก็ต้องหักออกเสียร้อยบาท นี้เป็นต้นทุน ได้กำไรห้าสิบบาท นี่มันต้องได้หักเสมอ ถ้าเป็นควายที่เกิดในคอกของเรา ทางภาษาอีสานเขาเรียกว่า ควายลูกคอก ขายเท่าไรได้เงินเท่านั้น ไม่ต้องหักค่าต้นทุนที่ซื้อมาเท่าไร ๆ เพราะไม่ได้ซื้อ เนื่องจากเกิดกับตัวเอง เป็นสมบัติก้นถุงของสกุลเสียเอง
   นี่ของ ๆ เราที่พยายามผลิตขึ้นมา ได้มากน้อยเท่าไรก็เป็นของเรา คนไทยเป็นคนอันเดียวกัน เป็นเนื้อเป็นหนังอันเดียวกัน ชีวิตจิตใจฝากเป็นฝากตายด้วยกัน ไม่ว่าอยู่ภาคใดก็คือคนสมบูรณ์แบบด้วยกันทั้งนั้น มีพ่อมีแม่ พ่อแม่เป็นคน ลูกเกิดมาเป็นคน ไม่ว่าอยู่ภาคใดเป็นคนด้วยกัน หัวใจมนุษย์ด้วยกัน เมื่อมีความรักสงวนซึ่งกันและกัน มีความสามัคคีซึ่งกันและกัน ก็เป็นเนื้อเป็นหนังของตนขึ้นมา ชาติก็มั่นคง
   ผู้ที่ผลิตผู้ที่ทำ เมื่อเห็นมีรายได้ขึ้นบ้างก็มีแก่ใจคนเรา ทำอะไรลงไปไม่มีใครสนับสนุนก็เจ๊ง ย่อมหมดกำลังใจคนเรา แล้วจะมีอะไรเหลือ มันเจ๊งไปทั้งนั้นแหละ ถ้ามีใครสนับสนุน ก็มีกำลังใจคนเรา การส่งเสริมเนื้อหนังของตนเองควรส่งเสริมอย่ามองข้ามหัวของตัวไปจะเป็นการเหยียบหัวตัวเองลงไป อย่าลืมเนื้อลืมตัวซึ่งเคยเป็นอยู่แล้ว ลืมมากที่เดียว แม้แต่ของทำในเมืองไทยก็ต้องเอาตราเมืองนอกมาตี ฟังดูซิ ตีตราทำในโน้นอิงก์แลนด์อิงก์เลิน อิงบ้ามาจากไหนก็ไม่รู้แหละ ไม่อย่างนั้นมันไม่ซื้อ มันเห่อกัน เห่อหาอะไร จะเหาะเหินเดินฟ้าทั้ง ๆ ที่ไม่มีปีก ไม่อายเมืองนอกเขาบ้างเหรอ
   คนไทยเราไปที่ไหน มักได้ยินจากคนเมืองนอกเสมอว่า คนไทยแต่งตัวโก้หรู บางรายก็สงสัย หรือเขาใส่ปัญหาคนไทยเราก็ไม่ทราบได้ ว่าเมืองไทยคงเป็นเมืองเจริญมาก คนไทยจึงมีแต่ผู้แต่งตัวโก้ๆ หรู ๆ กันทั้งนั้น
   วันนี้มีเวลาที่จะพูด เมื่อเรื่องมาสัมผัสเราก็พูด เขาบอกว่าเมืองไทยเข้าไปแทรกเมืองไหนเขารู้ทันที เพราะการแต่งเนื้อแต่งตัวหรูหราที่สุดเลย เขาว่างี้ แล้วการที่ติดหนี้ติดสินเมืองนอกพะรุงพะรังก็คือเมืองไทยเป็นเบอร์หนึ่ง บางรายเขาว่าอย่างนี้ ไอ้เราอยากจะมุดลงดินไปในขณะนั้นแหละเมื่อได้ยิน พระก็มีหูมีตาเหมือนกับฆราวาส ทำไมจะไม่ได้ยิน มีใจเหมือนกันทำไมจะไม่คิด เราต้องคิด เราก็ละอายด้วยเพราะเราเป็นคนไทยคนหนึ่ง เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราควรคิดด้วยกัน ไม่ควรภูมิใจว่าตัวมั่งมี และแต่งตัวอวดโลกเขาได้ท่าเดียว ควรคิดถึงคนไทยทั้งประเทศด้วยอาจได้แก้ไขในสิ่งที่ควรแก้ไข เมืองไทยอาจมีเนื้อมีหนังขึ้นบ้างไม่มีแต่หนังหุ้มห่อกระดูกดังที่เป็นอยู่ ซึ่งเป็นที่น่าอับอายเมืองอื่นเขา
   สมชีวิตา เลี้ยงชีพพอประมาณ การจับจ่ายใช้สอยอย่าฟุ่มเฟือยจนเกินเนื้อเกินตัว เสื้อผ้ากางเกงเครื่องนุ่งห่มใช้สอยให้พอเหมาะสมกับตน นั้นแหละเป็นคนที่งาม งามลึกซึ่ง งามโดยหลักธรรมชาติ ไม่ได้งามด้วยความเคลือบแฝงตกแต่งร้อยแปด แต่ไม่สนใจตกแต่งใจที่สกปรกรกรุงรังด้วยความห้อยโหนโจนทะยาน
   ความแต่งเนื้อแต่งตัวเลยเถิดเลยเหตุเลยผล ดูแล้วน่าทุเรศในสายตาสุภาพชนผู้มีศีลธรรม มันจะกลายเป็นลิงแต่งตัวไป ลิงแต่งตัวเป็นยังไง คนแต่งตัวก็ไม่เป็นไร ไม่ตื่นไม่สะดุดใจนัก พอลิงแต่งตัวนี้ดู อู้ย ตัวของมันเองไม่ใช่เล่นนะลิงน่ะ พอเขาแต่งตัวให้เรียบร้อยมันมองดูมันนี่ อู้ฮู้ ใส่หมวกแก๊ปให้แล้วมันเหมือนจะเหาะโน่นนะลิง กิริยาอาการหลุกหลิก ๆ ทั้งจะเหาะจะโดด ราวกับเป็นโลกใหม่ขึ้นมาในตัวของมัน
   คนเราก็เหมือนกัน พอแต่งตัวด้วยเครื่องสำอางชนิดต่าง ๆ อย่างหรูหราก็เหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า นั่นละคนลืมเนื้อลืมตัวไม่ดูเจ้าของบ้างเลย ดูตั้งแต่ข้างนอก อยากให้คนอื่นเขามองเราสนใจในเรา อยากให้คนอื่นเขามองเราเป็นจุดที่เด่น มันเด่นด้วยความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เด่นด้วยเขาหัวเราะเยาะก็ไม่รู้ เราไม่ได้มองดูหลายแง่บ้าง การมองดูหัวใจคน คนก็มีหัวใจ เราไม่ได้ไปเอาหัวใจเขามาไว้ในกำมือเรานี่นะ  จึงไม่ทราบว่าเขามองแบบไหนเขาคิดแบบไหนกับเรา
   หัวใจของคนมีสิทธิ์คิดได้ เราต้องคิดทั้งหัวใจคนทั้งหัวใจเราด้วย หัวใจเพื่อนฝูงทั่ว ๆ ไป ทั้งเมืองนอกเมืองนาเมืองไทยดูให้ตลอดทั่วถึง เทียบสัดเทียบส่วนได้พอประมาณ แล้วเราก็ดำเนินการทำมาหาเลี้ยงชีพ เครื่องใช้สอยทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปด้วยความพยายามพอเหมาะพอสม สมชื่อว่าเราเป็นเมืองพุทธให้รู้จักว่า สนฺตุฏฺฐี ยินดีตามมีตามได้ ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินเนื้อเกินตัว
   กลฺยาณมิตฺตตา  ให้พยายามคบเพื่อนที่ดีงาม คำว่าเพื่อนนั้นมีทั้งภายนอกภายใน เพื่อนภายนอกก็คือเพื่อนปาปมิตร คนชั่วกิริยาแสดงออกมาทางกายก็ชั่ว พูดออกมาทางวาจาก็ชั่วเพราะใจมันชั่ว คนประเภทนั้นให้พยายามหลบหลีกปลีกตัวอย่าเข้าชิดสนิทสนมมากนัก มันเสียตัวเราเอง  นั่นพาลภายนอกยังพอหลบหลีกได้ ไอ้พาลภายในคือหัวใจของเราเองนี้มันสำคัญ หลบหลีกยากวันหนึ่งมันคิดได้กี่แง่กี่ทางที่จะสังหารตัวเองให้เกิดความเสียหายวุ่นวายไปตามนั้นนะ มันมีกี่แง่กี่กระทงหัวใจเรา ให้ดูตัวนี้ตัวพาลนี่ คิดข้อไหนขึ้นมาไม่ดีให้พยายามแก้ไขข้อนั้นให้ดี เมื่อแก้ไขจุดนั้นได้แล้วต่อไปก็จะมีแต่เหตุแต่ผลระบายออกมาทางกาย ทางวาจา เพราะออกมาจากทางใจที่ได้รับการอบรม และฝึกฝนเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นคนดี นี่แหละบัณฑิตคือผู้ฉลาดในทางธรรม ประพฤติตนให้เป็นความร่มเย็นแก่ตนและผู้อื่น ท่านเรียกว่านักปราชญ์บัณฑิต
   เราพยายามแก้ไขสิ่งที่ไม่ดีของเราซึ่งเป็นพาลนั้นออกเสียให้กลายเป็นนักปราชญ์บัณฑิตขึ้นมาภายในตน อยู่ที่ไหนก็ร่มเย็นเป็นสุข นี่แหละพรปีใหม่ที่ให้ท่านทั้งหลายในวันนี้ ขอให้นำไปพินิจพิจารณา
   ในเบื้องต้นก็ได้พูดถึงเรื่องธรรมของฆราวาส ที่จะเปลี่ยนสภาพจากความเป็นปีเก่ากลายเป็นปีใหม่ให้เป็นคนดีขึ้นมาตามปีใหม่ว่า
   อุฏฺฐานสมฺปทา  ให้มีความขยันหมั่นเพียร อย่าขี้เกียจขี้คร้านในการงานที่ชอบและเป็นประโยชน์
   ข้อสอง อารกฺขสมฺปทา  สมบัติมีมากน้อยให้พยายามเก็บหอมรอมริบ อย่าใช้แบบสุรุ่ยสุร่าย ใช้อะไรก็ดีให้มีเหตุมีผลเป็นเครื่องค้ำประกัน ผู้นั้นจะมีหลักทรัพย์เพราะมีหลักใจ
   ข้อสาม  สมชีวิตา การเลี้ยงชีพพอประมาณ ไม่ฟุ่มเฟือยเกินไป ไม่ฝืดเคืองเกินไป ทั้ง ๆ ที่สิ่งของมีอยู่มาก และคนในครอบครัวมีจำนวนมาก จะทำเพียงนิดเดียวก็ฝืดเคืองเกินไป ของมีอยู่ก็ทำให้พอเหมาะพอสม
   กลฺยาณมิตฺตตา ให้คบเพื่อนอันดีงาม อย่าคบกับพวกปาปมิตร
   ในสี่อย่างนี้แหละเป็นสิ่งที่จำเป็น ที่เราจะต้องได้พินิจพิจารณาและปฏิบัติตามด้วยกันเพื่อความเป็นคนดีทั้งปีใหม่นี้และปีใหม่หน้า
   ในอวสานแห่งการแสดงธรรมนี้ ขออำนวยพรให้ท่านทั้งหลายมีความสุขกายสบายใจและประพฤติตนให้เป็นสัมมาบุคคลโดยทั่วถึงกัน
   
เอาละแค่นี้ เอวํ

หลักธรรมคือหลักใจ 1 - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๑ มกราคม  พุทธศักราช ๒๕๒๔


8
หลักธรรมคือหลักใจ 1 - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๑ มกราคม  พุทธศักราช ๒๕๒๔
หลักธรรมคือหลักใจ


   วันนี้เป็นวันปีใหม่ ขึ้นปีใหม่วันนี้ ขึ้นปีใหม่ก็มีความหมายสำหรับเราผู้ต้องการความสุขความเจริญ หากเคยประพฤติตัวไม่ดีอย่างไรมาแต่ก่อนหรือปีก่อน ๆ ก็พยายามแก้ไขเปลี่ยนแปลงในปีใหม่นี้ ให้กลายเป็นคนใหม่ขึ้นขึ้นมา จากคนเก่าที่เคยประพฤติตัวไม่ดีให้กลายเป็นคนใหม่ขึ้นมาอย่างน่าชื่นชม ผู้ประพฤติตัวดีในปีใหม่นี้ก็เป็นคนดีของปีใหม่ และพยามยามประพฤติให้ดีเพื่อเป็นคนดีทั้งปีใหม่นี้และปีใหม่ที่จะมาถึงในปีหน้า จนเป็นคนดีประจำปีของทุก ๆปีไป คนที่ประพฤติตัวดีดังกล่าวนี้เป็นคนที่หาได้ยาก
   หลักแห่งความอยู่เย็นเป็นสุขของมนุษย์เราก็คือหลักธรรม ใครมีหลักธรรม ใครมีธรรมเป็นหลักใจ ผู้นั้นก็มีหลักความประพฤติ มีหลักเป็นที่อยู่ที่ไป ที่ประกอบหน้าที่การงานตลอดความประพฤติในด้านต่าง ๆถ้ามีหลักธรรมเป็นหลักใจ ความประพฤติไม่เหลวไหล หน้าที่การงานก็ดีมีเหตุผลเป็นเครื่องรับรองเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า งานนี้เป็นงานดีชอบธรรมที่เกิดประโยชน์แก่ตนและส่วนรวม ไม่ใช่งานฉิบหายวายปวงทั้งตนและผู้อื่น ผู้มีธรรมเป็นหลักใจย่อมเป็นผู้สะอาดทั้งตนและหน้าที่การงานผลของงานก็ชุ่มเย็นแผ่กระจายไปอย่างกว้างขวางตามอำนาจหน้าที่ของผู้มีธรรมในใจ มีธรรมเป็นหลักใจ
   ผู้มีธรรมย่อมคำนึงถึงเหตุถึงผล คือความผิดถูกดีชั่วอยู่เสมอ คนไม่คำนึงถึงความผิดถูกดีชั่ว ประพฤติตามอำเภอใจซึ่งเต็มไปด้วยความอยากความทะเยอทะยาน หาความพอดีและความสงบไม่ได้นั้นจะเป็นผู้เหลวแหลกแหวกแนวตลอดไป จนกระทั่งวันตายก็แก้ตัวไม่ได้เพราะไม่สนใจจะแก้ตัวเอง คนประเภทนี้เป็นคนหลักลอยหาที่ยึดที่เกระไม่ได้ ทั้งเป็นอยู่และตายไป ราวกับขอนซุงลอยตามน้ำนั่นแล ไม่มีความหมายอันใดในตัวเลย ดังนั้นหลักธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรนำมาเป็นหลักใจของชาวพุทธเรา
   ในประเทศไทยเรา อย่างน้อย ๘๐ เปอร์เซ็นถือศาสนาพุทธ แต่เวลาถูกถามพระพุทธเป็นอย่างไร  พระธรรมเป็นอย่างไร พระสงฆ์เป็นอย่างไร.ไม่รู้ ถ้าถามถึงเรื่องสถานที่ที่จะก่อความฉิบหายวายปวงล้มเหลวแก่มนุษย์นั้น.รู้กันแทบทั้งนั้น นั่นมันศาสนาพุทธอะไรก็ไม่รู้ สถานที่ใดเป็นสถานที่ทำคนให้เสียวัตถุสิ่งใดที่จะทำคนให้เสีย สิ่งเหล่านั้นรู้กันและชอบทำกันเป็นเนื้อเป็นหนัง ซึ่งการทำนั้นเป็นการขัดแย้งต่อธรรมเป็นการทำลายธรรม และทำลายคนไปในตัวทั้งที่รู้ ๆ กันอยู่นั่นแล
   ความไม่มีธรรมจึงหาที่หวังไม่ได้ แต่มนุษย์ก็ยังหวังกันเต็มแผ่นดิน หวังกันแบบลม ๆ แล้ง ๆ หาสิ่งพึงใจตอบแทนไม่มีก็ยังหวังกัน ทั้งนี้เพราะโลกหากพากันสร้างความหวังแบบบนี้มานาน จึงไม่มีใครสะดุดใจคิดพอให้ทราบข้อเท็จจริง และแก้ไขอันจะยังผลให้สมหวังกันเท่าที่ควร
   ปีใหม่ขึ้นมาก็เป็นคนเก่านั้น แล้วแล้วผ่านไปเป็นปีใหม่อีกก็เป็นคนเก่านั้น ไม่สนใจที่จะแก้ตนเองให้เป็นไปในทางที่ถูกที่ดี ก็หาความหวังไม่ได้คนเรา ทั้ง ๆ ที่เกิดมาเต็มไปด้วยความหวังด้วยกัน เราไม่ใช่ไม่หวังทุกวันเวลาอิริยาบทหวังด้วยกันทุกคน ไม่ว่าเฒ่าแก่ชราเพศใดวัยใด มีความหวังด้วยกัน หวังความสุขความเจริญและหวังในสิ่งที่ตนพึงใจ แต่ทำไมถึงได้พลาดไป ๆ ก็เพราะเหตุที่จะทำให้สมหวังไม่มีในความประพฤติ การกระทำของตัวสิ่งที่พึงหวังอันเป็นสิ่งดีงาม อันเป็นความสุข ก็กลายเป็นความทุกข์ไปเสีย เพราะเหตุแห่งการกระทำนั้นเป็นความทุกข์ สุขจึงไม่กล้าอาจเอื้อมแทรกแซงได้ ความหวังอันพึงใจจึงไม่ปรากฏ
   ด้ายเหตุนี้การประพฤติตัว การรักษาตัว จึงเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งกว่าการปฏิบัติรักษาสิ่งอื่นใดในโลก สมบัติเงินทองข้าวของเราหามาได้ เราจับจ่ายไปได้เป็นผลประโยชน์ ถ้าเจ้าของมีความฉลาดตามเหตุผลหลักธรรมเสียอย่างเดียว แต่การปฏิบัติรักษาเจ้าของให้มีความฉลาดสำหรับตัวและหน้าที่ที่เกียวข้องกับสมบัติเงินทองบริษัทบริวาร นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะฉะนั้นการรักษาตนจึงควรถือเป็นข้อหนักแน่นยิ่งกว่าการรักษาวสิ่งใด การรักสงวนสิ่งอื่นใดก็ไม่เหมือนรักตนสงวนตน เพื่อเป็นพื้นฐานแห่งความดีและความมั่นคงทั้งหลาย
   คนเราถ้าไม่รักตนโดยชอบธรรมถูกธรรมเสียอย่างเดียว อะไรที่เกี่ยวข้องกับตนก็เหลวไหลไปได้ ไม่ว่าจะมีสมบัติเงินทองเป็นจำนวนล้าน ๆ บาท สมบัติเหล่านั้นจะไม่มีคุณค่าอะไรสำหรับคน ๆ นั้น นอกจากสมบัติทั้งหลายนั้นจะกลายมาเป็นฟืนเป็นไฟเผาลนคนที่หาเหตุผลไม่ได้ให้ฉิบหายวายปวงไปถ่ายเดียว ทั้ง ๆ ที่หยิ่งว่าตนมีเงินมีทองมากนั้นหละ เพราะไม่มีธรรมเป็นเครื่องค้ำประกันคุณภาพของคนไว้ สมบัติก็บรรลัย ตัวเองก็เหลวแหลกหาความดีงามไม่ได้
   ธรรมเป็นเหมือนกับเบรค รถมีเบรค มีทั้งคันเร่ง พวงมาลัย ต้องการจะขับขี่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็หมุนพวงมาลัย ต้องการจะเร่งในสถานที่ควรเร่งก็เหยียบคันเร่งลงไป ต้องการจะรอหรือจะหยุดในสถานที่ควรรอ ควรหยุดก็เหยียบเบรคลงไป รถให้ความสะดวกแก่ผู้ขับขี่ที่รู้จักการใช้รถเป็นอย่างดีและปลอดภัย
   ตัวเราเองก็มีคนขับรถคือใจ คอยระวังและเหยียบคันเร่ง เหยียบเบรค หมุนพวงมาลัย ทางกาย วาจา ใจ ให้หมุนดำเนินไปในทางที่ถูกต้องดีงาม คอยเร่งในการทำงานที่ชอบ และคอยเหยียบเบรคไว้ไม่ให้ทำความผิดอยู่เสมอ
   คนที่ขับรถภายนอกเขาก็ต้องเรียนวิชาขับรถมาก่อน เรียนจนสอบได้ตามกฎจราจรจริง ๆ ไม่ได้สอบแบบทุกวันนี้นะ ซึ่งเอาเงินไปยื่นให้ ตบตากินแล้วปล่อยไปเลย จะขับเหยียบหัวคนทั้งแผ่นดินก็ตามแกเถอะ ฉันได้เงินแล้วเป็นพอ ไม่เกี่ยวเรื่องอื่น ๆ เพราะฉะนั้นคนขับขี่รถส่วนมามีแต่ตนตาบอด ขับไม่มีทางเอกทางโท ขับบึ่งไปเลย ชนกันแหลกแตกกระจาย เวลาฉิบหายก็คนนั้นแหละไม่ใช่อะไรฉิบหาย รถฉิบหายก็คือรถของคน มาขึ้นอยู่กับคนเป็นผู้ฉิบหาย นี่เพราะอะไร เพราะใบขับขี่ตาบอด ไม่สนใจกับกฎจราจร ขับกันแบบตาบอดและชนเอา ๆ ตายพินาศฉิบหายวันหนึ่งกี่ศพไม่พรรณนา สิ่งของสมบัติฉิบหายเป็นเรื่องเล็กน้อย ถือเป็นธรรมด๊า ธรรมดา
   กฎจราจรคือกฎแห่งความปลอดภัย ถ้าสนใจและปฏิบัติตามกฎจราจรแล้วความปลอดภัยมีมาก เราอยากจะพูดว่า 95 % ทั้งนี้เว้นแต่เหตุสุดวิสัย เช่นยางระเบิดเป็นต้น แต่นี่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น อวดเก่งยิ่งกว่ากฎจราจร แล้วก็โดนเอา ๆ นี่เราเทียบการขับขี่ยวดยานพาหนะภานอกเพื่อความปลอดภัย ต้องขับขี่ตามกฎจราจร ผู้ที่จะขับรถก็ต้องได้ศึกษามาด้วยดีในการขับรถ
   เราขับตัวเราคือปฏิบัติตัวเราตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยไร้ทุกข์ เราก็ต้องปฏิบัติตามกฎแห่งศีลธรรม อันใดที่ควรไม่ควร งานใดที่ควรให้มีความขยันหมั่นเพียร เปรียบเหมือนกับเหยียบคันเร่ง ด้วยความอุตส่าห์พยายาม ไม่เกียจคร้านขี้คร้านอ่อนแอ มีความขยันหมั่นเพียร ในหน้าที่การงานที่ชอบนั้น ๆ จนเป็นผลสำเร็จ สิ่งใดไม่ควร รีบเหยียบเบรคห้าล้อตัวเองไม่ให้ทำ และหมุนพวงมาลัยไปตามสายของงานที่เป็นประโยชน์  และถนัดกับจริตนิสัยของตน ชื่อว่าขับขี่ตนโดยชอบ หรือปฏิบัติตนโดยชอบ
   ดังพระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า อุฏฺฐานสัมปทา อย่าขี้เกียจเพราะท้องปากไม่ได้ขี้เกียจ ท้องปากถึงเวลาหิวมันหิว ถึงเวลาง่วงมันง่วง อยากหลับอยากนอน หิวกระหายเป็นไปได้ทุกอย่างทุกเวลา ทั้งหนาวทั้งร้อนเต็มอยู่ในร่างกายนี้ทั้งนั้น ต้องหามาเยียวยารักษา สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้ขี้เกียจเหมือนคนความหิวถึงเวลาหิวมันก็หิว โรคจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ สกลกายทั้งหมดนี้เป็นเรือนแห่งโรค มันจะเกิดขึ้นในอวัยะส่วนใดก็ได้ ถ้าไม่มียารักษาก็ต้องตาย ยามาจากไหน ถ้าไม่มาจากความวิ่งเต้นขวนขวาย ความวิ่งเต้นขวานขวายที่เป็นไปด้วยความขี้เกียจ ขี้คร้าน จะทันกับความจำเป็นแห่งธาตุขันธ์ได้อย่าไร 
   ธาตุขันธ์ของเราเต็มไปด้วยโรคด้วยภัย ด้วยความกังวลวุ่นวายที่จะต้องดูแลรักษาอยู่ตอลดเวลา ถ้าขี้เกียจขี้คร้านก็ไม่ทันกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่จะรักษาตัวเองให้แคล้วคลาดปลอดภัยและสมบูรณ์พูนผลจนถึงอายุขัย ก็ต้องมีความขยันหมั่นเพียร และขับขี่คือบังคับตนในทางที่ถูกที่ดี ทางจิตใจก็มีความสุขความสบาย ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรม มีหลักธรรมเป็นหลักใจ กายวาจาก็เคลื่อนไหวไปตามธรรมที่ได้อบรมมาเรียบร้อยแล้ว เปรียบเหมือนกับคนขับขี่รถซึ่งได้เรียนหลักวิชากฏจราจรมาด้วยดีแล้วก็ปลอดภัย
   นี่เราก็เรียนหลักวิชาจากธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ให้ความปลอดภัย ร้อยทั้งร้อยถ้าปฏิบัติตามธรรมแล้วย่อมปลอดภัย หมุนกายวาจาของเราให้เป็นไปตามใจ ใจหมุนให้เป็นไปตามธรรมคือความถูกต้องดีงาม คน ๆ นั้นก็มีความสุขความเจริญเพราะความมีหลักเกณฑ์ตามหลักธรรมการขับตัวเอง การบังคับตัวเอง ขับขี่ตัวเองเหมือนกับเขาขับรถตามกฎจราจร ย่อมปลอดภัยไร้โทษ
   คนขับรถมือดีก็คือขับไม่ผิดไม่พลาด รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวควรเร่งก็เร่ง ควรรอก็รอ ควรหยุดก็หยุด ควรเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็เลี้ยวไปตามเหตุผลที่ควรเลี้ยว นี่เราจะแยกไปทางไหน หน้าที่การงานไปทางไหนเห็นว่าเป็นผลประโยชน์แก่ตนและส่วนรวม เราก็แยกไปเหมือนกับหมุนพวงมาลัย เพราะฉะนั้น การงานจึงมีในโลกมากมายตามแต่ความถนัดของผู้ต้องการ ความขยันหมั่นเพียรเป็นสิ่งสำคัญมาก ให้มีความขยันหมั่นเพียรในการงานที่ชอบ ผลจะเป็นที่พอใจ ไม่อด ๆ อยาก ๆ ขาด ๆ เขิน ๆ สะเทินน้ำสะเทินบกดังคนขี้เกียจทั้งหลายเผชิญกัน
   เวลาได้มาแล้วให้เก็บหอมรอมริบ อย่าสุรุ่ยสุร่าย อย่าใช้ฟุ่มเฟือยจนเกินเหตุ เกินผล เกินเนื้อเกินตัว นั่นเป็นของไม่ดี ทรัพย์สมบัติเสียไปยังไม่เท่าใจที่เสียไป ใจที่เสียไปแล้วแก้ได้ยากสมบัติเงินทองเสียไปมากน้อยไม่เป็นไร ถ้ามีเหตุผลในการจับจ่าย จับจ่ายสิ่งนั้นไปเพื่อผลประโยชน์อย่างนั้น จับจ่ายเงินไปจำนวนเท่านั้น เพื่อผลประโยชน์อย่างนั้น และเป็นผลประโยชน์ตามเหตุผลที่คาดเอาไว้ไม่ผิดพลาด ชื่อว่ารู้จักการจ่ายทรัพย์ ย่อมไม่อับจนทนทุกข์
   เพราะเงินมีไว้ก็เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตน เงินไปแลกเปลี่ยนสิ่งใดมา สิ่งนั้นก็เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตน ไม่ใช่แลกเปลี่ยนมาแล้วมาทำลายตนเอง เช่นเอาไปซื้อยาเสพติดมากิน ซื้อเหล้าซื้อยาอะไรเหล่านี้มากิน อันนี้กินแล้วเกิดความมึนเมายังไม่แล้ว ยังทำตัวบุคคลให้เสียอีก เงินก็เสียไป ใจก็เสีย บุคคลนั้นก็เสีย นี้เรียกว่าจ่ายเพื่อทำลาย มิใช่จ่ายเพื่อความจำเป็นเห็นผลประโยชน์ในการจ่ายทรัพย์ เหล่านี้ผู้มีธรรมย่อมไม่ทำ ผู้ไม่มีธรรมทำได้วันยังค่ำ ทำได้จนหมดเนื้อหมดตัว และทำได้จนวันตาย นี่ผิดกันไหม มนุษย์เรา มนุษย์เหมือนกันนั้นแหละ มันอยู่ที่ใจที่ได้รับการอบรมทางที่ถูกที่ดีหรือไม่ได้รับการอบรม ต่างกันตรงนี้มนุษย์เรา
   ผู้ได้รับการอบรมย่อมจะรู้ในสิ่งที่ควรไม่ควร ผู้ไม่ได้รับการอบรมหรือคนดื้อด้านสันดานหยาบเสียอย่างเดียวก็ไม่มีศาสนา ไม่มีครูมีอาจารย์ ไม่ยอมฟังเสียงใคร ถ้าเป็นโรคก็ไม่ฟังเสียงยาไม่ฟังเสียงหมอ คอยแต่จะบึ่งเข้าห้องไอ.ซี.ยู.อย่างเดียว คนประเภทนี้พระพุทธเจ้าท่านว่า ปทปรมะ ไม่มีทาง อบรมสั่งสอนได้ท่านตัดสะพานเสีย คำว่าตัดสะพานคือไม่แนะนำสั่งสอนต่อไป เหมือนมนุษย์มนา เทวดา อินทร์ พรหมทั้งหลาย ปล่อยตามสภาพเหมือนกับคนไข้ที่ไม่มีทางรอดแล้วก็เข้าห้อง ไอ.ซี.ยู. นี่ก็เป็นอย่างนั้น
   นี่เป็นปีใหม่ เราต้องรับปีใหม่ จะรับด้วยวิธีการใด ที่ถูกต้อง รับด้วยความประพฤติตัวดี แก้ไขสิ่งที่ไม่ดีให้ดี ขึ้นมาดัดแผลงใหม่ แก้ไขใหม่ให้เป็นคนใหม่ขึ้นมาในคน ๆ เก่านั่นแหละ แต่ก่อนเคยชั่วก็กลับตัวให้ดี เคยดีแล้วก็ให้ดีเยี่ยมขึ้นไป นี่แหละเป็นพรของพวกเราทั้งหลาย ให้พยายามปฏิบัติตัวอย่างนี้
   คำว่าธรรมเป็นหลักใจคืออะไร หลักธรรมอันแท้จริงก็คือ พระพุทธจ้า พระธรรม พระสงฆ์ นี่แหละ แก่นแห่งธรรมรากเหง้าเค้ามูลแห่งธรรม คือพระพุทธจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธเจ้าท่านเป็นศาสดาเอกสอนโลก โลกทั้งสามนี้พระพุทธเจ้าเป็นครูทั้งนั้น ทำไมพระพุทธเจ้าก็เป็นคน ๆ หนึ่งเหมือนกันกับมนุษย์เรา เหตุใดท่านจึงได้เป็นครูของโลกทั้งสามได้ เราเพียงเป็นครูสอนเราคนเดียวยังไม่ได้เรื่องจะว่าไง สอนให้ไปอย่างนี้มันเถลไถลอย่างนั้นเสีย สอนให้เป็นอย่างนั้นมันกลับเถลไถลไปอย่างนี้เสีย หรือจะให้ยกตัวอย่างเหรอ
   ยกตัวอย่างคนเถลไถล เอาฝ่ายผู้ชายก่อนนะ ถ้าเอาฝ่ายผู้หญิงก่อนเดี๋ยวเขาจะหาว่าหลวงตาบัวนี้เข้ากับผู้ชายมากไป แล้วเหยียบย่ำทำลายผู้หญิง หลวงตาบัวไม่เหยียบย่ำใคร พูดตรง ๆ เอ้า นี่พ่ออีหนูเอาเงินนี้ไปจ่ายตลาดให้หน่อย วันนี้ยุ่งงานมาก ไม่ได้ไปแล้ว เมียเอาเงินยื่นใส่มือพ่ออีหนู พ่ออีหนูไปก็ไปเจอเขาเล่นการพนัน แล้วก็เอาเงินที่เมียมอบให้ไปจ่ายตลาดใส่การพนันเสร็จ เข้าบ้านไม่ได้กลัวเมียตีหน้าแข้งเอา นั่นคือความเถลไถล เมียไม่ได้บอกให้ไปเล่นไฮโลไฮเลอะไรกันนั่นน่ะ ให้ไปซื้อของตลาด แล้วเอาเงินไปเล่นการพนันโน้นเสีย แล้วเข้าบ้านไม่ได้ กลัวแม่อีหนูตีขาเอา จะว่าไง ไม่ว่าแต่แม่อีหนูพ่ออีหนูก็ฟาดเหมือนกันถ้าแม่อีหนูทำยังงั้นนะ นี่คือความเถลไถลไม่ตรงตามเหตุตามผลอันเป็นความถูกต้องดีงาม ที่จะทำความไว้วางใจและความร่มเย็นให้แก่ครอบครัว กลับไปทำความเดือดร้อนแก่ครอบครัวเพราะความเถลไถลนั้นแหละ
   เงินจำนวนนั้นเอาไปซื้อสิ่งของมาทำอาหารการบริโภคในครอบครัวก็สบายไปมื้อหนึ่ง ๆ วันหนึ่ง ๆ แต่ทีนี้เอาไปทำอย่างนั้นเสีย ทำให้เกิดความเดือดร้อนไปทั้งครอบครัว ถึงขนาดพ่ออีหนูเข้าบ้านไม่ได้ แม่อีหนูก็เดือดร้อน ถึงจะได้ตีหน้าแข้งพ่อไอ้หนูผู้ทำผิดก็ตาม ก็ยังไม่พ้นความเดือดร้อนความไม่ไว้ใจกันอยู่นั่นเอง นี้แหละคือทางไม่ดี ให้รู้กันเสีย เรายกตัวอย่างมาให้ดูย่อ ๆ ที่ว่าสอนตนคนเดียวก็ไม่ได้นั้น ไม่ได้อย่างนี้เอง ฟังเอา ส่วนพระพุทธเจ้าทรงสอนสัตว์ได้ตั้งสามภพ จึงต่างกับพวกเราอยู่มากราวฟ้ากับดิน
   เงินมีมากมีน้อย ให้จับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่เป็นประโยชน์จะจ่ายไปแต่ละสตางค์อย่าจ่ายด้วยความลืมตัว ให้จ่ายด้วยความมีเหตุมีผล จ่ายด้วยความจำเป็น อย่าจ่ายด้วยนิสัยสุรุ่ยสุร่าย นั่นมันเป็นการทำลายตัวและทรัพย์สิน การสจับจ่ายด้วยความจำเป็นนั้นเป็นความเหมาะสมอย่างยิ่ง  ไม่ค่อยผิดพลาดตลอดไป การแลกเปลี่ยนเอาสิ่งนั้นมา สิ่งนั้นเราไม่มี เรามีสิ่งนี้ แต่เราต้องการสิ่งนั้นเพื่อประโยชน์อย่างนั้น ๆ แล้วเรานำสิ่งนี้เปลี่ยนเอามา ซื้อเอามาได้ นี้ชื่อว่ามีเหตุมีผลและมีความจำเป็นจ่ายมากจ่ายน้อยก็ไม่เสียหาย ถ้าจ่ายด้วยเหตุด้วยผลและความจำเป็นตามหลักธรรมดังที่กล่าวมา
   ให้จ่ายด้วยความคำนึงเสมอ อย่าจ่ายด้วยความลืมเนื้อ ลืมตัว จ่ายจนเป็นนิสัย จ่ายจนไม่รู้จักคำว่าเสียดาย นั่นท่านเรียกว่า บ้าจ่าย ออกจากบ้าจ่ายแล้วก็ใจรั่ว ลงได้ใจรั่วแล้วเก็บอะไรไม่อยู่ เหมือนกับภาชนะรั่วนั่นแล เอาไปตักน้ำซิ อย่าว่าเพียงน้ำในบึงในบ่อนี้เลย ไปตักน้ำมหาสมุทรก็ไม่อยู่ ไม่ขัง เอาตะกร้าไปตักน้ำมันไหลออกหมด นี้ก็เหมือนกัน คนใจรั่วจะเอาเงินให้เป็นแสน ๆ ให้กี่สิบล้านร้อยล้านก็เถอะ ไม่มีเหลือเลยฉิบหายหมดเพราะใจรั่วเก็บไม่อยู่ นี่แลโทษแห่งความเป็นคนบ้าจ่าย โทษแห่งความใจรั่วเป็นอย่างนี้ ใครไม่อยากเป็นบ้า อย่าทำอย่างนั้น

มีต่อ......


9
คนไร้ศิลธรรมอยู่ในหน้าที่ใดก็วุ่นวาย - หลวงพ่อจรัญ ฐิตตธัมโม

เป็นนักบวชอยู่ในวัด  ก็สร้างความเสื่อมเสียหายขึ้นในวัด  ในพระพุทธศาสนา
เป็นสามี  ก็ไม่รับผิดชอบต่อภรรยา  ต่อบุตรธิดา  ภาระหน้าที่ภายในครอบครัว
เป็นภรรยา  ก็ไม่รับผิดชอบต่อสามี  ต่อบุตรธิดา  ภาระหน้าที่ภายในครอบครัว

เป็นคนขับรถยนต์  รถไฟ  ก็ขับรถด้วยความประมาท  ขับรถชนให้บังเกิดความเสื่อมเสียหายชีวิต
เป็นวิศวกรก่อสร้าง  ก็โกงค่าอุปกรณ์ก่อสร้าง  ตึกพัง  ถนนชำรุด  สะพานชำรุด
เป็นทนายความ  ก็ว่าความให้ผู้ผิดเป็นถูก  ให้ผู้ถูกเป็นผิด

เป็นครูอาจารย์  ก็ไม่รับผิดชอบต่อลูกศิษย์  ทำชั่วต่างๆ นานา ต่อลูกศิษย์
เป็นทหาร  ก็ไม่เป็นทหารที่ดี  ใช้อาวุธไปในทางที่ผิดศีลธรรม
เป็นตำรวจ  ก็ยัดเยียดข้อหาที่เขาไม่ผิด  ให้เขาต้องรับผิดไปจนได้

เป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมป่าไม้  ก็โกงป่ากินป่า  จนป่าสวยจังนเตียนไปเป็นแสนๆ ไร่
เป็นเจ้าของที่ที่ดิน  ก็โกงเอาที่ดินออกโฉนดผิดๆ ให้แก่ผู้มีอำนาจบางคนเข้าไปครอบครองสิทธิ์
เป็นเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร  ก็ปล่อยให้ของหนีภาษี  เข้ามาขายในประเทศชาติบ้านเมือง

เป็นชาวนา-ชาวไร่  ก็เอาดินทราย  ปลอมปนสินค้าส่งไปขาย
ถ้าขายน้ำมัน  ก็โกงมิเตอร์เครื่องวัดราคา และปริมาณ
ถ้าเป็นนักกีฬา  ก็ล้มบอล  ล้มมวย

ถ้าเป็นนักศึกษา  ก็โกงข้อสอบ
อยู่กรมทาง  ก็โกงวัสดุสร้างทาง  ทำให้ถนนชำรุดในเวลาอันรวดเร็ว
ถ้าปกครองบ้าน  ปกครองเมือง  ก็หลงไหลในกามคุณ 
คอรัปชั่นไม่มีความเป็น   ธรรมในการบำเหน็จแก่ผู้ทำดี

เป็นกรรมการกีฬา  ก็ลำเอียงเข้าข้างที่ตนได้รับประโยชน์
เป็นกรรมการบริษัท  ก็โกงเงินของบริษัททำให้บริษัทล่มจม
เป็นกรรมการวัด  ก็โกงเงินของวัด  ยักยอกเงินวัดเฝ้าคลัง  ก็ขโมยของหลวง

คุมสินค้า  ก็โกงราคาสินค้า  ยักยอกถือเอาสินค้าเป็นของตน
เป็นนักค้าขาย  ก็ขายยาเสพติดให้โทษ  ขายคน  หลอกลวงคนไปขาย
เป็นลูกก็อกตัญญู  สำนึกคุณของพ่อแม่ผู้มีพระคุณให้กำเนิดมาไม่ได้

เป็นพ่อแม่  ก็ไม่รับผิดชอบต่อลูก  ละเลยต่อภาระหน้าที่

คนไร้ศิลธรรมอยู่ในหน้าที่ใดก็วุ่นวาย - หลวงพ่อจรัญ ฐิตตธัมโม


10
002 - อารมณ์สายกลาง 5 มค.28 - หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก




11
001 - อุบายข่มสงบจิต 4 มค.28 - หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก



12
ตอบปัญหาธรรมะ ๑+๒ - 15-02-27 - หลวงปู่หล้า เขมปัตโต






13
ปฏิบัติธรรมไม่ครบชุดสังคมจึงสะดุด - ท่านว.วชิรเมธี


14
การคบคน - พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี


15
ธรรมะ - ท่าน ว.วชิรเมธี

1.อย่าเป็นนักจับผิด

คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น
ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง "กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก"

คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส "จิตประภัสสร" ฉะนั้น
จงมองคน มองโลกในแง่ดี
"แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข"

2.อย่ามัวแต่คิดริษยา

"แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน"
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า "เจ้ากรรมนายเวร"
ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ฉะนั้น เราต้องถอดถอนความริษยาออกจากใจเรา
เพราะไฟริษยา เป็น "ไฟสุมขอน" เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน
เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี "แผ่เมตตา"
หรือซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยาแล้วปล่อยให้ลอยไป

3.อย่าเสียเวลากับความหลัง

90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ "ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น"
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก
เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย

ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ
"อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีตมากรีดปัจจุบัน"
"อยู่กับปัจจุบันให้เป็น"
ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี "สติ" กำกับตลอดเวลา

4.อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ

"ตัณหา" ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่ เกินพอดี
เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ
ธรรมชาติของตัณหา คือ "ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม"
ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่คุณค่าเทียม เช่น
คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือไว้ดูเวลา ไม่ใช่มีไว้ใส่เพื่อความโก้หรู
คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือไว้สื่อสาร
แต่องค์ประกอบอื่นๆที่เสริมมาไม่ใช่คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์

เราต้องถามตัวเองว่า "เกิดมาทำไม"
"คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน"
ตามหา "แก่น" ของชีวิตให้เจอ

คำว่า "พอดี" คือ ถ้า "พอ" แล้วจะ "ดี" รู้จัก "พอ"
จะมีชีวิตอย่างมีความสุข


ธรรมะ - ท่าน ว.วชิรเมธี


Pages: [1] 2 3 ... 78