Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
ต่อ......

(12) วิธีเจริญวินีลกอสุภกรรมฐาน วินีลกอสุภะนั้นคือซากศพกำลังพองเขียว วิธีปฏิบัติทั้งปวงเหมือนในอุทธุมาตกอสุภะ แปลกแต่คำบริกรรมว่า วินีลกํ ปฏิกูลํ อสุภะขึ้นพองเขียวน่าเกลียดดังนี้ อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ปรากฏมีสีต่างๆ แปลกกัน ปฏิภาคนิมิตปรากฏเป็นสีแดง ขาว เขียว เจือกัน

(13) วิธีเจริญวิบุพพกอสุภกรรมฐาน วิบุพพกอสุภะนี้ คือซากศพมีน้ำหนองไหล วิธีปฏิบัติเหมือนในอุทธุมาตกอสุภะทุกประการ แปลกแคำบริกรรมว่า วิปุพพกํ ปฏิกูลํ ซากศพมีน้ำหนองไหลน่าเกลียดดังนี้เท่านั้น อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ปรากฏเหมือนมีน้ำหนอง น้ำเหลืองไหลอยู่มิขาด ส่วนปฏิภาคนิมิตนั้น ปรากฏเหมือนดั่งร่างอสุภะสงบนิ่งอยู่มิได้หวั่นไหว

(14) วิธีเจริญวิฉิททกอสุภกรรมฐาน อสุภะนี้ ได้แก่ซากศพที่ถุกตัดออกเป็นท่อนๆ ทั้งอยู่ในที่มีสนามรบหรือป่าช้าเป็นต้น วิธีปฏิบัติทั้งปวงเหมือนในอุทธุมาตกอสุภะ แปลกแต่คำบริกรรมว่า วิฉิททกํ ปฏิกูลํ ซากศพขาดเป็นท่อนๆ น่าเกลียดดังนี้เท่านั้น อุคคหนิมิตปรากฏเป็นซากอสุภะขาดเป็นท่อนๆ ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏเหมือนมีอวัยวะครบบริบูรณ์ มิเป็นช่องขาดเหมือนอย่างอุคคหนิมิต

(15) วิธีเจริญวิขายิตกอสุภกรรมฐาน ให้โยคาวจรพิจารณาซากศพอันสัตว์ มีแร้ง กา และสุนัขเป็นต้น กัดกินแล้วอวัยวะขาดไปต่างๆ บริกรรมว่า วิขายิตกํ ปฏิกูลํ ซากศพที่สัตว์กัดกินอวัยวะต่างๆ เป็นของน่าเกลียด ดังนี้ร่ำไปกว่าจะได้สำเร็จอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต ก็อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ ปรากฏเหมือนซากอสุภะ อันสัตว์กัดกินกลิ้งอยู่ในที่นั้นๆ ปฏิภาคนิมิตปรากฏบริบูรณ์สิ้นทั้งกาย จะปรากฏเหมือนที่สัตว์กัดกินนั้นมิได้

(16) วิธีเจริญวิขิตตกอสุภกรรมฐาน ให้โยคาวจร พึงนำมาเองหรือให้ผู้อื่นนำมาซึ่งซากอสุภะที่ตกเรี่ยรายอยู่ในที่ต่างๆ แล้วมากองไว้ในที่เดียวกัน แล้วกำหนดพิจารณา บริกรรมว่า วิขิตตกํ ปฏิกูลํ ซากศพอันซัดไปในที่ต่างๆ เป็นของน่าเกลียดดังนี้ร่ำไป จนกว่าจะได้อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ ปรากฏเป็นช่องๆ เป็นระยะๆ เหมือนร่างอสุภะนั้นเอง ปฏิภาคนิมิตปรากกเหมือนกายบริบูรณ์จะมีช่องมีระยะหามิได้ฯ

(17) วิธีเจริญหตวิขิตตอสุภกรรมฐาน ให้โยคาวจรพึงนำเอามาหรือให้ผู้อื่นนำเอามา ซึ่งซากอสุภะที่คนเป็นข้าศึก สับฟันกันเป็นท่อนท่อนใหญ่ทิ้งไว้ในที่ต่างๆ ลำดับเข้าให้ห่างกันประมาณนิ้วมือหนึ่ง แล้วกำหนดพิจารณาบริกรรมว่า หตวิขิตตกํ ปฏิกูลํ ซากศพขาดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ เป็นของน่าเกลียดดังนี้ร่ำไป กว่าจะได้อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ ปรากฏดุจรอยปากแผลอันบุคคลประหาร ปฏิภาคนิมิตปรากฏดังเต็มบริบูรณ์ทั้งกาย มิได้เป็นช่องเป็นระยะฯ

(18) วิธีเจริญโลหิตกอสุภกรรมฐาน ให้โยคาวจรพิจารณาซากศพที่คนประหารสับฟันในอวัยวะ มีมือแล เท้าเป็นต้น มีโลหิตไหลออกอยู่และทิ้งไว้ในที่ทั้งหลายมีสนามรบเป็นต้น หรือพิจารณาอสุภะที่มีโลหิตไหลออกจากแผล มีแผลฝีเป็นต้นก็ได้ บริกรรมว่า โลหิตกํ ปฏิกูลํ อสุภะนี้โลหิตไหลเปรอะเปื้อนเป็นของน่าเกลียดดังนี้ร่ำไป กว่าจะได้อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ ปรากฏดุจจะผ้าแดงอันต้องลมแล้วแลไหวๆ อยู่ ปฏิภาคนิมิตปรากฏเป็นอันดีจะได้ไหวหามิได้

(19) วิธีเจริญปุฬุวกอสุภกรรมฐาน ให้โยคาวจรพิจารณาซากศพของมนุษย์หรือสัตว์ มีสุนัขเป็นต้น ที่มีหนอนคลานคร่ำอยู่ บริกรรมว่า ปุฬุวกํ ปฏิกูลํ อสุภะที่หนอนคลานคร่ำอยู่ เป็นของน่าเกลียดดังนี้ร่ำไป กว่าจะได้อุคคหนิมิต แลปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ ปรากฏมีอาการหวั่นไหว ดั่งหมู่หนอนอันสัญจรคลานอยู่ ปฏิภาคนิมิตปรากฏมีอาการอันสงบเป็นอันดีดุจกองข้าวสาลีอันขาวฉะนั้นฯ

(20) วิธีเจริญอัฏฐิกอสุภกรรมฐาน ให้โยคาวจรพิจารณาซึ่งซากศพที่เหลือแต่กระดูกอย่างเดียว จะพิจารณาร่างกระดูกที่ติดกันอยู่ทั้งหมดยังไม่เคลื่อนหลุดไปจากกันเลยก็ได้ จะพิจารณาร่างกระดูกที่เคลื่อนหลุดไปจากกันแล้วโดยมากยังติดกันอยู่บ้างก็ได้ จะพิจารณาท่อนกระดูกอันเดียวก็ได้ ตามแต่จะเลือกพิจารณา แล้วพึงบริกรรมว่า อฏฐิกํ ปฏิกูลํ กระดูกเป็นของน่าเกลียดดังนี้ร่ำไป กว่าจะสำเร็จอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต ถ้าโยคาวจรพิจารณาแต่ท่อนกระดูกอันเดียว อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตปรากฏเป็นอย่างเดียวกัน ถ้าโยคาวจรพิจารณากระดูกที่ยังติดกันอยู่ทั้งสิ้น อุคคหนิมิตปรากฏปรากฏเป็นช่องๆ เป็นระยะๆ ปฏิภาคนิมิตปรากฏเป็นร่างกายอสุภะบริบูรณ์สิ้นทั้งนั้นฯ

(21-30) วิธีเจริญอนุสสติ 10 ประการ คือ พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า ธมมานุสสติ ระลึกถึงคุณพระธรรม สงฆานุสสติ ระลึกถึงคุณพระสงฆ์ สีลานุสสติ ระลึกถึงคุณศีล จาคานุสสติ ระลึกถึงคุณทาน เทวตานุสสติ ระลึกถึงคุณเทวดา อุปสมานุสสติ ระลึกถึงคุณพระนิพพาน มรณสสติ ระลึกถึงความตาย กายคตาสติ ระลึกไปในกายของตน อานาปานสติ ระลึกถึงลมหายใจเข้าออก
 
ในอนุสสติ 10 ประการนี้ จะอธิบายพิสดารเฉพาะอานาปานสติดังต่อไปนี้
 
โยคาวจรกุลบุตรผู้เจริญอานาปานสติกรรมฐานพึงเข้าไปอาศัยอยู่ในป่า หรือโคนไม้ หรืออยู่ในเรือนโรงศาลากุฏิวิหารอันว่างเปล่า เป็นที่เงียบสงัดแห่งใดแห่งหนึ่งอันสมควรแก่ภาวนานุโยคแล้ว พึงนั่งคู้บัลลังค์ขัดสมาธิเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรงดำรงสติไว้ให้มั่น คอยกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก อย่าให้ลืมหลง เมื่อหายใจเข้าก็พึงกำหนดรู้ว่าหายใจเข้า เมื่อหายใจออกก็พึงกำหนดรู้ว่าหายใจออก เมื่อหายใจเข้าออกยาวหรือสั้น ก็พึงกำหนดรู้ประจักษ์ชัดทุกๆ ครั้งไปอย่าลืมหลง อนึ่งท่านสอนให้กำหนดนับด้วย เมื่อลมหายใจเข้าและออกอันใดปรากฏแจ้ง ก็ให้นึกนับว่าหนึ่ง ๆ รอบที่สองนับว่าสองๆ ไปจนถึงห้าๆ เป็นปัญจกะ แล้วตั้งต้นหนึ่งๆ ไปใหม่ไปจนถึงหกๆ เป็นฉักกะ แล้วนับตั้งต้นใหม่ไปถึงเจ็ดๆ เป็นสัตตกะ แล้วนับตั้งต้นใหม่ไปจนถึงแปดๆ เป็นอัฏฐกะ แล้วนับตั้งแต่ต้นใหม่ไปจนถึงเก้าๆ เป็นนวกะ แล้วนับตั้งต้นใหม่ไปจนถึงสิบๆ เป็นทสกะแล้วกลับนับตั้งต้นใหม่ตั้งแต่ปัญจกะหมวด 5 ไปถึงทสกะหมวด 10 โดยนัยนี้เรื่อยไป เมื่อกำหนดนับลมที่เดินโดยคลองนาสิกด้วยประการดังนี้ ลมหายใจเข้าออกก็จะปรากฏแก่โยคาวจรกุลบุตรชัดและเร็วเข้าทุกที อย่าพึงเอาสติตามลมเข้าออกนั้นเลย

พึงคอยกำหนดนับให้เร็วตามลมเข้าออกนั้นว่า 1. 2. 3. 4. 5. /1. 2. 3. 4. 5. 6. / 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. /1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. / 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. / 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. / พึงนับตามลมหายใจเข้าออกดังนี้ร่ำไป จิตก็จะเป็นเอกัคคตาถึงซึ่งความเป็นหนึ่ง มีอารมณ์เดียวด้วยกำลังอันนับลมนั้นเทียว บางองค์ก็เจริญแต่มนสิการกรรมฐานนี้ด้วยสามารถถอนนับลมนั้น ลมอัสสาสะ-ปัสสาสะ ก็ดับไปโดยลำดับๆ กระวนกระวายก็ระงับลง จิตก็เบาขึ้น แล้วกายก็เบาขึ้นด้วยดุจถึงซึ่งอาการอันลอยไปในอากาศ เมื่อลมอัสสาสะ-ปัสสาสะหยาบดับลงแล้ว จิตของโยคาวจรนั้นก็มีแต่นิมิตคิลมอัสสาสะ-ปัสสาสะสุขุมละเอียดเป็นอารมณ์ เมื่อพยายามต่อไปลมสุขุมก็ดับลง เกิดลมสุขุมละเอียดยิ่งขึ้นประหนึ่งหายไปหมดโดยลำดับๆ ครั้นปรากฏเป็นเช่นนั้นอย่าพึงตกใจและลุกหนีไป เพราะจะทำให้กรรมฐานเสื่อมไป พึงทำความเข้าใจไว้ว่า ลมหายใจไม่มีแก่คนตาย คนดำน้ำ คนเข้าฌาณ คนอยู่ในครรภ์มารดาดังนี้แล พึงเตือนตนเองว่าบัดนี้เราก็มิได้ตายลมละเอียดเข้าต่างหาก แล้วพึงคอยกำหนดลมในที่ๆ มันเคยกระทบเช่นปลายจมูกไว้ ลมก็มาปรากฏดังเดิม เมื่อทำความกำหนดไปโดยนัยนี้ มิช้าอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตก็จะปรากฏโดยลำดับไป อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต ในอนาปานสติกรรมฐานนี้ย่อมปรากฏแก่โยคาวจรต่างๆ กัน บางองค์ปรากฏดังปุยนุ่นบ้างปุยสำลีบ้าง บางองค์ปรากฏเป็นวงช่องรัศมีบ้าง ดวงแก้วมณีแก้วมุกดาบ้างบางองค์ปรากฏมีสัมผัสหยาบ คือเป็นดังเมล็ดในฝ้ายบ้าง ดังเสี้ยนสะเก็ดไม้แก่นบ้าง บางองค์ปรากฏดังด้ายสายสังวาลย์บ้าง เปลวควันบ้าง บางองค์ปรากฏดังใยแมลงมุมอันขึงอยู่บ้าง แผ่นเมฆและดอกบัวหลวง และจักรรถบ้าง บางทีปรากฏดังดวงพระจันทร์พระอาทิตย์ก็มี การที่ปรากฏนิมิตต่างๆ กันนั้นเป็นด้วยปัญญาของโยคาวจรต่างกัน

อนึ่งธรรม 3 ประการ คือ ลมเข้า 1 ลมออก 1 นิมิต1 จะได้เป็นอารมณ์ของจิตอันเดียวกันหามิได้ลมเข้าก็เป็นอารมณ์ของจิตอันหนึ่ง ลมออกก็เป็นอารมณ์ของจิตอันหนึ่ง นิมิตก็เป็นอารมณ์ของจิตอันหนึ่ง เมื่อรู้ธรรม 3 ประการนี้แจ้งชัดแล้วจึงจะสำเร็จอุปจารฌาณและอัปปนาฌาณ เมื่อไม่รู้ธรรม 3 ประการก็ย่อมไม่สำเร็จ อานาปานสติกรรมฐานนี้เป็นไปเพื่อตัดเสียซึ่งวิตกต่างๆ เป็นอย่างดีด้วยประการฉะนี้ฯ

(31-40) ส่วนกรรมฐานอีก 6 ประการคือ อัปปมัญญาพรหมวิหาร 4 อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 จตุธาตุวัตถาน 1 จะไม่อธิบาย จะได้อธิบายแต่อรูปกรรมฐาน 4 ดังต่อไปนี้
 
โยคาวจรกุลบุตรผู้เจริญอรูปกรรมฐานที่หนึ่งพึงกสิณทั้ง 9 มีปฐวีกสิณเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งเว้นอากาศกสิณเสีย เมื่อสำเร็จรูปาวจรฌาณอันเป็นที่สุดแล้วเจริญอรูปาวจรฌาณในอรูปกรรมฐานต่อไป พึงเพิกกสิณนั้นเสีย คืออย่ากำหนดนึกหมายเอากสิณนิมิตเป็นอารมณ์ พึงตั้งจิตเพ่งนึกพิจารณาอากาศที่ดวงกสิณเกาะหรือเพิกแล้วเหลืออยู่แต่อากาศ ที่ดวงกสิณเกาะหรือเพิกแล้วเหลืออยู่แต่อากาศเปล่าเป็นอารมณ์ พิจารณาไปๆ จนอากาศเปล่าเท่าวงกสิณปรากฏในมโนทวารในกาลใด ในกาลนั้นให้โยคาวจรพิจารณาอากาศอันเป็นอารมณ์ บริกรรมว่า อนนโต อากาโส อากาศไม่มีที่สิ้นสุดดังนี้ร่ำไป เมื่อบริกรรมนึกอยู่ดังนี้เนืองๆ จิตก็สงบระงับตั้งมั่นเป็นอุปจารสมาธิไปจนถึงอัปปนาสมาธิโดยลำดับ สำเร็จเป็นอรูปฌาณที่ 1 ชื่อว่า อากาสานัญจายตนฌาณ เมื่อจะเจริญอรูปกรรมฐานที่ 2 ต่อไป พึงละอากาศนิมิตที่เป็นอารมณ์ของอรูปฌาณที่แรกนั้นเสีย พึงกำหนดจิตที่ยึดหน่วงเอาอากาศเป็นอารมณ์นั้นมาเป็นอารมณ์ต่อไป บริกรรมว่า อนนตํ วิญญาณํ วิญญาณไม่มีที่สุดดังนี้ร่ำไปจนกว่าจะได้สำเร็จอรูปฌาณที่ 2 ชื่อว่า วิญญาณัญจายตนฌาณ

เมื่อจะเจริญอรูปฌาณที่ 3 ต่อไป พึงละอรูปวิญญาณทีแรกที่เป็นอารมณ์ของอรูปฌาณที่ 2 นั้นเสีย มายึดหน่วงเอาความที่ไม่มีของอรูปฌาณทีแรก คือกำหนดว่าอรูปวิญญาณแรกนี้ไม่มีในที่ใด ดังนี้เป็นอารมณ์แล้วบริกรรมว่า นตถิกิญจิๆ อรูปวิญญาณทีแรกนี้มิได้มีมิได้เหลือติดอยู่ในอากาศดังนี้ เนืองๆ ไปก็ะได้สำเร็จอรูปฌาณที่ 3 ชื่อว่า อากิญจัญญายตนฌาณ

เมื่อจะเจริญอรูปกรรมฐานที่ 4 ต่อไป พึงปล่อยวางอารมณ์ของอรูปฌาณที่ 3 คือ ที่สำคัญมั่นว่าอรูปฌาณทีแรกไม่มีดังนี้เสีย พึงกำหนดเอาแต่ความละเอียดปราณีตของอรูปฌาณที่ 3 เป็นอารมณ์ทำบริกรรมว่า สนตเมตํ ปณีตเมตํ อรูปฌาณที่ 3 นี้ละเอียดนักประณีตนัก จะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ดังนี้เนืองๆ ไป ก็จะได้สำเร็จอรูปฌาณที่ 4 ชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญายตนฌาณ

จะอธิบายฌาณและสมาบัติต่อไป ฌาณนั้นว่าโดยประเภทเป็น 2 อย่างคือ รูปฌาณและอรูปฌาณอย่างละ 4 ฌาน เป็นฌาณ 8 ประการ ฌาณทั้ง 8 นี้ เป็นเหตุให้เกิดสมาบัติ 8 ประการ บางแห่งท่านก็กล่าวว่า ผลสมาบัติ ต่อได้ฌาณมีวสี ชำนาญดีแล้ว จึงทำให้สมาบัติบริบูรณ์ขึ้นด้วยดีได้ เพราะเหตุนี้สมาบัติจึงเป็นผลของฌาณ ก็สมาบัติ 8 ประการนี้ ในภายนอกพระพุทธศาสนาก็มี แต่ไม่เป็นไปเพื่อดับกิเลส ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ได้แต่เป็นไปเพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหารและเป็นไปเพื่อเกิดในพรหมโลกเท่านั้น เหมือนสมาบัติของอาฬารดาบส และอุทุกดาบสฉนั้น ส่วนสมาบัติพระพุทธศาสนานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อรำงับดับกิเลส ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้ ว่าโดยประเภทเป็น 2 อย่าง คือ ผลสมาบัติและนิโรธสมาบัติ ผลสมาบัตินั้นย่อมสาธารณะทั่วไปแก่พระอริยเจ้าสองจำพวกคือ พระอนาคามีกับพระอรหันต์ที่ได้สมาบัติ 8 เท่านั้น

อนึ่งฌาณและสมาบัตินี้ ถ้าว่าโดยอรรถก็เป็นอันเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น เพราะฌาณนั้นเป็นที่ถึงด้วยดีของฌานลาภีบุคคล จริงอยู่ในอรรถกถาท่านกล่าวไว้ว่า ฌานลาภีบุคคล ถึงด้วยดีซึ่งสมาบัติ คือฌาณเป็นที่ถึงด้วยดี มีปฐมฌาณเป็นต้นดังนี้ อนึ่ง ในพระบาลีแสดง อนุบุพพวิหารสมาบัติ 9 ไว้ คือปฐม ทุติย ตติย จตุตถฌาณ อากาสานัญจายตน วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาณ และสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นสมาบัติที่อยู่ตามลำของฌาณลาภีบุคคลดังนี้ อนึ่งท่านแสดง อนุบุพพนิโรธสมบัติ 9 ไว้ว่า ฌาณลาภีบุคคลเมื่อถึงด้วยปฐมฌาณ วิตก วิจารณ์ดับไป เมื่อถึงด้วยดีซึ่งตติยฌาณ ปิติดับไป เมื่อถึงด้วยดี ซึ่งจตุตถฌาณ ลมอัสสาสะปัสสาสะดับไป เมื่อถึงด้วยดีซึ่งอากาสานัญจายตนฌาณ รูปสัญญาดับไปเมื่อถึงด้วยดีซึ่งวิญญาณัญจายตนฌาณ สัญญาในอากาสานัญจายตนฌาณดับไป เมื่อถึงด้วยดีซึ่งอากิญจัญญายตนฌาณ สัญญาในวิญญานัญจายตนฌาณดับไป เมื่อถึงด้วยดีซึ่งเนวสัญญานาสัญญยตนฌาณสัญญาในอากิญจัญญายตนฌาณดับไป เมื่อถึงด้วยดีซึ่งสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาดับไป ธรรม9 อย่างนี้ชื่อ อนุบุพพนิโรธสมาบัติ สมาบัติเป็นที่ดับหมดแห่งธรรมอันเป็นปัจจนึกแก่ตนตามลำดับฉะนี้ คำในอรรถกถาและบาลีทั้ง 2 นี้ส่องความให้ชัดว่า ฌาณและสมาบัติ สมาบัติเป็นผล วิเศษแปลกกันแต่เท่านี้

บุคคลใดปฏิบัติชอบแล้ว บุคคลนั้นย่อมพิจารณาความเป็นไปแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมเห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไม่เห็นความสุข ความยินดีน้อยหนึ่งในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ไม่เห็นซึ่งอะไรๆ ในเบื้องต้น ท่ามกลาง หรือที่สุดในสังขารทั้งหลายเหล่านั้นซึ่งจะเข้าถึงความเป็นของไม่ควรถือเอา อุปมาเหมือนบุรุษไม่เห็นซึ่งที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ในเบื้องต้น ท่ามกลาง หรือที่สุด ในก้อนเหล็กแดงอันร้อนอยู่ตลอดวัน ที่เข้าถึงความเป็นของควรจับถือสักแห่งเดียวฉันใด บุคคลพิจารณาเห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายในสังขารทั้งหลายนั้น ย่อมไม่เห็นความสุข ความยินดีในสังขารเหลานั้นแม้น้อยหนึ่งฉันนั้น เมื่อบุคคลพิจารณาเห็นว่าเป็นของร้อนพร้อม ร้อนมาแต่ต้นตลอดโดยรวบ มีทุกข์มากมีคับแค้นมาก ถ้าใครมาเห็นได้ซึ่งความไม่เป็นไปแห่งสังขารทั้งหลายไซร้ ธรรมชาตินี้คือธรรมชาติเป็นที่ระงับแห่งสังขารทั้งปวง ธรรมชาติเป็นที่สลัดคืนแห่งอุปธิทั้งปวง ธรรมชาติเป็นที่สิ้นแห่งตัณหา ธรรมชาติเป็นที่ปราศจากเครื่องย้อม ธรรมชาติเป็นที่ระงับความกระหาย ธรรมชาติเป็นที่ดับทุกข์ ธรรมชาตินั้นเป็นที่สงบ เป็นของปราณีตดังนี้ ฐานที่ตั้งแห่งธรรมอันอุดมนี้คือ ศีล บุคคลตั้งมั่นในศีลแล้ว เมื่อกระทำในใจโดยชอบแล้ว จะอยู่ในที่ใดๆ ก็ตามปฏิบัติชอบแล้ว ย่อมทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานด้วยประการฉะนี้

เมื่อโยคาวจรตั้งธรรม 6 กอง มีขันธ์ 5 เป็นต้น มีปฏิจจสมุปบาทเป็นที่สุดได้เป็นพื้น คือพิจารณาให้รู้จักลักษณะแห่งธรรม 6 กอง ยึดหน่วงเอาธรรม 6 กองไว้เป็นอารมณ์ได้แล้ว ลำดับนั้นจึงเอาศีลวิสุทธิและจิตตวิสุทธิมาเป็นรากฐาน ศีลวิสิทธินั้นได้แก่ปาฏิโมกขสังวรศีล จิตตวิสุทธินั้นได้แก่อัฏฐสมาบัติ 8 ประการ เมื่อตั้งศีลวิสุทธิ และจิตตวิสุทธิเป็นรากฐานแล้ว ลำดับนั้นโยคาวจรพึงเจริญวิสุทธิทั้ง 5 สืบต่อไปโดยลำดับๆ เอาทิฏฐิวิสุทธิและกังขาวิตรณวิสุทธิเป็นเท้าซ้ายเท้าขวา เอามัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ และปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิเป็นมือซ้ายมือขวา เอาญาณทัสสนวิสุทธิเป็นศีรษะเถิด จึงจะอาจสามารถยกตนออกจากวัฏฏสงสารได้

ทิฏฐิวิสุทธินั่นคือปัญญาอันพิจารณาซึ่งนามและรูปโดยสามัญลักษณะ มีสภาวะเป็นปริณามธรรมมิได้เที่ยงแท้ มีปกติแปรผันเป็นต้น เป็นปัญญาเครื่องชำระตนให้บริสุทธิ์จากความเห็นผิดต่างๆ โยคาวจรเจ้าผู้ปรารถนาจะยังทิฏฐิวิสุทธิให้บริบูรณ์ พึงเข้าสู่ฌาณสมาบัติตามจิตประสงค์ ยกเว้นเสียแต่เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เพราะละเอียดเกินไป ปัญญาของโยคาวจรจะพิจารณาได้โดยยาก พึงเข้าแต่เพียงรูปฌาณ 4 อรูปฌาณ 3 ประการนั้นเถิด เมื่ออกจากฌาณสมาบัติอันใดอันหนึ่งแล้ว พึงพิจารณาองค์ฌาณ มีวิตกวิจารณ์เป็นต้น แล้วเจตสิกธรรมอันสัมปยุตต์ด้วยองค์ฌาณนั้นให้แจ้งชัดโดยลักษณะ กิจ ปัจจุปัฏฐานและอาสันนการณ์ แล้วพึงกำหนดกฏหมายว่า องค์ฌาณและธรรมอันสัมปยุตต์ด้วยองค์ฌาณนี้ล้วนแต่เป็นนามธรรม เพราะเป็นสิ่งที่น้อมไปสู่อารมณ์สิ้นด้วยกัน แล้วพึงกำหนดพิจารณาที่อยู่ของนามธรรม จนเห็นแจ้งว่า หทัยวัตถุ เป็นที่อยู่แห่งนามธรรม อุปมาเหมือนบุรุษเห็นอสรพิษภายในเรือน เมื่อติดตามสกัดดูก็รู้ว่าอสรพิษอยู่ที่นี่ๆ ฉันใด โยคาวจรผู้แสวงหาที่อยู่แห่งนามธรรมฉันนั้น ครั้นแล้วพึงพิจารณารูปธรรมสืบต่อไป จนเห็นแจ้งว่า หทัยวัตถุนั้นอาศัยซึ่งภูตรูปทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ แม้อุปาทานรูปอื่นๆ ก็อาศัยภูตรูปสิ้นด้วยกัน รูปธรรมนี้ย่อมเป็นสิ่งฉิบหายด้วยอันตรายต่างๆ มีหนาวร้อนเป็นต้น เมื่อโยคาวจรมาพิจารณารู้แจ้งซึ่งนามและรูปฉะนี้แล้ว พึงพิจารณาธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ให้เห็นแจ้งด้วยปัญญาโดยสังเขปหรือพิสดารก็ได้ ตามแต่ปัญญาของโยคาวจรจะพึงหยั่งรู้หยั่งเห็น ครั้นพิจารณาธาตุแจ่มแจ้งแล้ว พึงพิจารณาอาการ 32 ในร่างกาย มีเกสา โลมา เป็นต้น จนถึงมัตถลุงคังเป็นที่สุด ให้เห็นชัดด้วยปัญญา โดย วณโณ สี คนโธ กลิ่น รโส รส โอช ความซึมซาบ สณฐาโน สัณฐาน สั้นยาวใหญ่น้อย แล้วพึงประมวลรูปธรรมทั้งปวงมาพิจารณาในทีเดียวกันว่า รูปธรรมทั้งปวงล้วนมีลักษณะฉิบหายเหมือนกัน จะมั่น จะคง จะเที่ยง จะแท้ สักสิ่งหนึ่งก็มิได้มี เมื่อโยคาวจรเจ้าพิจารณาเห็นกองรูปดังนี้แล้ว อรูปธรรมทั้ง 2 คือจิต เจตสิก ก็ปรากฏแจ้งแก่พระโยคาวจรด้วยอำนาจทวาร คือ จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ เพราะว่าจิตและเจตสิกนี้มีทวารทั้ง 6 เป็นที่อาศัย เมื่อพิจารณาทวารทั้ง 6 แจ้งประจักษ์แล้ว ก็รู้จักจิตและเจตสิกอันอาศัยทวารทั้ง 6 นั้นแน่แท้ จิตที่อาศัยทวารทั้ง 6 นั้นจัดเป็นโลกีย์ 81 คือทวิปัญจวิญญาณ 10 มโนธาตุ 3 มโนวิญญาณธาตุ 68 และเจตสิกที่เกิดพร้อมกับโลกียจิต 81 คือผัสโส เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิต อินทรีย์ มนสิการ ทั้ง 7 นี้เป็นเจตสิกที่สาธารณะทั่วไปในจิตทั้งปวง การกล่าวดังนี้มิได้แปลกกันเพราะจิตทั้งปวงนั้น ถ้ามีเจตสิกอันทั่วไปแก่จิตทั้งปวงเกิดพร้อมย่อมมีเพียง 7 ประการเท่านี้

เมื่อโยคาวจรบุคคลมาพิจารณา นามและรูปอันกล่าวโดยสรุปคือ ขันธ์ 5 แจ้งชัดด้วยปัญญาญาณตามความเป็นจริงแล้ว ย่อมถอนความเห็นผิด และตัดความสงสัยในธรรมเสียได้ ย่อมรู้จักทางผิดหรือถูกความดำเนินและไม่ควรดำเนิน แจ่มแจ้งแก่ใจย่อมสามารถถอนอาลัยในโลกทั้งสามเสียได้ ไม่ใยดีติดอยู่ในโลกไหนๆ จิตใจของโยคาวจรย่อมหลุดพ้นจากอาสวกิเลส เป็นสมุจเฉทประหารได้โดยแน่นอนด้วยประการฉะนี้แล

23 - วิธีเจริญกรรมฐานภาวนา - ธรรมะบรรยาย - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

2
23 - วิธีเจริญกรรมฐานภาวนา - ธรรมะบรรยาย - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

จะแสดงวิธีเจริญกรรมฐานภาวนา เพื่อโยคาวจรกุลบุตรได้ศึกษาและปฏิบัติสืบไป โยคาวจรผู้ใดจะเจริญกรรมฐานภาวนา พึงตรวจดูจริตของตนให้รู้ชัด ว่า ตนเป็นคนมีจริตอย่างใดแน่นอนก่อนแล้วพึงเลือกเจริญกรรมฐานอันเป็นที่สบายแก่จริตนั้นๆ ดังได้แสดงไว้แล้วนั้นเถิด

อนึ่ง พึงทราบคำกำหนดความดังต่อไปนี้ไว้เป็นเบื้องต้นก่อน คือบริกรรมนิมิต หมายเอาอารมณ์ของกรรมฐานที่นำมากำหนดพิจารณา อุคคหนิมิต หมายเอาอารมณ์ของกรรมฐานอันปรากฏขึ้นในมดนทวาร ขณะที่กำลังทำการเจริญภาวนาอยู่อย่างชัดแจ้ง คล้ายเห็นด้วยตาเนื้อ ปฏิภาคนิมิต หมายเอาอารมณ์ของกรรมฐานอันปรกฏแจ่มแจ้งแก่ใจของผู้เจริญภาวนายิ่งขึ้นกว่าอุคคหนิมิต และพึงทราบลำดับแห่งภาวนาดังนี้ บริกรรมภาวนา หมายการเจริญกรรมฐานในระยะแรกเริ่มใช้สติประคองใจกำหนดพิจารณาในอารมณ์ กรรมฐานอันใดอันหนึ่ง อุปจารภาวนา หมายการเจริญกรรมฐานในขณะเมื่ออุคคหนิมิตเกิดปรากฏในมโนทวาร อัปปนาภาวนา หมายการเจริญภาวนาในขณะเมื่อปฏิภาคนิมิตปรากฏ จิตเป็นสมาธิแนบเนียน มีองค์ฌาณปรากฏขึ้นครบบริบูรณ์
บริกรรมภาวนาได้ทั่วไปในกรรมฐานทั้งปวง อุปจารภาวนาได้ในกรรมฐาน 10 ประการ คือ อนุสสติ 8 ตั้งแต่พุทธานุสสติ ถึงมรณัสสติ กับอาหาเรปฏิกูลสัญญาและจตุธาตุววัตถาน เพราะเป็นกรรมฐานสุขุมละเอียดยิ่งนัก ส่วนอัปปนาภาวนานั่นได้ในกรรมฐาน 30 คือ กสิณ 10 อสุภะ 10 อานาปานสติ 1 กายคตาสติ 1 พรหมวิหาร 4 และอรูปกรรมฐาน 4

กรรมฐาน 11 คืออสุภะ 10 กับกายคตาสติ 1 ให้สำเร็จแต่เพียง รูปาวจร ปฐมฌาณ พรหมวิหาร 3 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา ให้สำเร็จรูปาวจรฌาณทั้ง 4 ประการ อุเบกขาพรหมวิหาร ให้สำเร็จแต่บัญจมรูปาวจรฌาณอย่างเดียว อรูปกรรมฐาน 4 ให้สำเร็จแต่อรูปาวจรฌาณอย่างเดียวฯ

( 1 ) วิธีเจริญปฐวีกสิณ กุลบุตรผู้มีศรัทธาปรารถนาจะเจริญกรรมฐานภาวนา อันชื่อว่าปฐวีกสิณ พึงตัดปลิโพธกังวลห่วงใยน้อยใหญ่เสียให้สิ้นแล้ว ไปยังที่เงียบสงัด เพ่งพิจารณาดินที่ตนตกแต่งเป็นดวงกสิณเป็นอารมณ์ หรือจะเพ่งพิจารณาดินที่แผ่นดินหหรือที่ลานข้าวเป็นต้นเป็นอารมณ์ก็ได้ เมื่อจะพิจารณาดินที่มิได้ตกแต่งไว้เป็นดวงกสิณนั้น พึงกำหนดให้มีที่สุดโดยกลมเท่าตะแกรง กว้างคืบ 4 นิ้ว เป็นอย่างใหญ่หรือเล็กกว่ากำหนดนี้ แล้วพึงบริกรรมภาวนาว่าปฐวีๆ ดินๆ ดังนี้ร่ำไป ถ้ามีวาสนาบารมีเคยได้สั่งอบรมมาแต่ชาติก่อนๆ แล้ว ก็อาจได้สำเร็จฌาณ ถ้าหากวาสนาบารมีมิได้ ก็ยากที่จะสำเร็จฌาณด้วยการเพ่งแผ่นดินอย่างว่านี้ จำจะต้องทำเป็นดวงกสิณ เมื่อจะทำ พึงหาดินสีแดงดังแสงพระอาทิตย์แรกอุทัย มาทำ อย่าทำในที่คนสัญจรไปมาพลุกพล่าน พึงทำในที่สงัดเป็นที่ลับที่กำบัง ดวงกสิณนั้นจะทำตั้งไว้กะที่ทีเดียว หรือจะทำชนิดยกไปได้ก็ตาม ดินที่ทำดวงกสิณนั้น พึงชำระให้หมดจด ทำเป็นวงกลม กว้างคืบ 4 นิ้ว ขัดให้ราบเสมอดังหน้ากลอง พึงปัดกวาดที่นั้นให้เตียนสะอาด ปราศจากหยากเยื่อเฟื้อฝอยแล้วพึงชำระกายให้หมดเหงื่อไคล เมื่อจะนั่งภาวนา พึงนั่งบนตั่งที่มีเท้าสูง คืบ 4 นิ้ว นั่งห่างดวงกสิณออกไปประมาณ 2 ศอกคืบ พึงนั่งขัดสมาธิเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรงผินหน้าไปทางดวงกสิณ แล้วพึงพิจารณาโทษกามคุณต่าง ๆ และตั้งจิตไว้ให้ดีในฌาณธรรมอันเป็นอุบายที่จะยกตนออกจากกามคุณ และจะล่วงพ้นกองทุกข์ทั้งปวง แล้วพึงระลึกถึงพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ยังปรีดาปราโมทย์ให้เกิดขึ้น แล้วพึงทำจิตให้เคารพรักใคร่ในพิธีทางปฏิบัติให้มั่นใจว่าปฏิบัติดังนี้ ได้ชื่อว่าเนกขัมมปฏิบัติ พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทะเจ้าเป็นต้น จะได้ละเว้นหามิได้ ล้วนแต่ปฏิบัติดังนี้ทุกๆ พระองค์ ครั้นแล้วพึงจิตว่า เราจะได้เสวยสุขอันเกิดแต่วิเวกด้วยปฏิบัติอันนี้โดยแท้ ยังความอุตสาหะให้เกิดขึ้นแล้วจึงลืมจักษุขึ้นดูดวงกสิณเมื่อลืมจักษุขึ้นนั้น อย่าลืมขึ้นให้กว้างนัก จะลำบากจักษุ อนึ่งมณฑลกสิณจะปรากฏแจ้งเกินไป ครั้นลืมลืมจักษุขึ้นน้อยนักมณฑลกสิณก็จะปรากฏแจ้ง จิตที่จะถือเอากสิณนิมิตเป็นอารมณ์นั้น ก็จะย่อหย่อนท้อถอยเกียจคร้านไป เหตุฉะนี้จึงพึงลืมจักษุขนาดส่องเงาหน้าในกระจก อนึ่ง เมื่อแลดูดวงกสิณนั้นอย่าพิจารณาสี พึงกำหนดว่าสิ่งนี้เป็นดินเท่านั้น แต่สีดินนั้นจะละเสียก็มิได้ เพราะว่าสีดินกับดวงกสิณเนื่องกันอยู่ ดูดวงกสิณก็เป็นอันดูสีอยู่ด้วย เหตุฉะนี้ พึงรวมดวงกสิณกับสีเข้าด้วยกัน และดูดวงกสิณกับสีนั้นให้พร้อมกัน กำหนดว่า สิ่งนี้เป็นดิน แล้วจึงบริกรรมภาวนาว่า ปฐวีๆ ดินๆ ดังนี้ร่ำไป ร้อยครั้งพันครั้งเมื่อกระทำบริกรรมภาวนาว่าปฐวี ๆ อยู่นั้นอย่าลืมจักษุเป็นนิตย์ พึงลืมจักษุดูอยู่หน่อยหนึ่งแล้วหลับลงเสีย หลับลงสักหน่อย แล้วพึงลืมขึ้นดูอีก พึงปฏิบัติโดยทำนองนี้ไปจนกว่าจะได้อุคคหนิมิต ก็กสิณนิมิตอันเป็นอารมณ์ที่ตั้งแห่งจิต ในขณะที่ทำการบริกรรมว่าปฐวีนั้น ชื่อว่าบริกรรมภาวนา เมื่อตั้งจิตในกสิณนิมิต กระทำบริกรรมว่าปฐวีๆ นั้น ถ้ากสิณนิมิตมาปรากฏในมโนทวารหลับจักษุลงกสิณนิมิตก็ปรากฏอยู่ในมโนทวารดังลืมจักษุแล้วกาลใด ชื่อว่าได้อุคคหนิมิต ณ กาลนั้น เมื่อได้อุคคหนิมิตแล้ว พึงตั้งจิตอยู่ในอุคคหนิมิตนั้น กำหนดให้ยิ่งวิเศษขึ้นไป เมื่อปฏิบัติอยู่ดังนี้ ก็จะข่มนิวรณธรรมโดยลำดับๆ กิเลสก็จะสงบระงับจากสันดาน สมาธิก็จะแก่กล้าเป็นอุปจารสมาธิ ปฏิภาคนิมิตก็จะปรากฏขึ้นอุคคหนิมิตกับปฏิภาคนิมิต มีลักษณะต่างกัน คืออุคคหนิมิตยังประกอบด้วยกสิณโทษ คือยังปรากฏเป็นสีดินอยู่อย่างนั้น ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏบริสุทธิ์งดงามดังแว่นกระจก ที่บุคคลถอดออกจากฝักจากถุงฉะนั้น จำเดิมแต่ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นแล้ว นิวรณ์ทั้งสิ้นก็ระงับไปจิตก็ตั้งมั่นเป็นอุปจารสมาธิ สำเร็จเป็นกามาพจรสมาธิภาวนา เมื่อได้อุปจารสมาธิแล้ว ถ้าพากเพียรพยายามต่อขึ้นไปไม่หยุดหย่อน ก็จะได้สำเร็จอัปปนาสมาธิซึ่งเป็นรูปาวจรฌาณ และเมื่อกระทำเพียรจนบรรลุถึงอัปนาฌาณ เกิดขึ้นในสันดานแล้ว ก็พึงกำหนดไว้ว่า 1 เราประพฤติอิริยาบถอย่างนี้ๆ 2 อยู่ในเสนาสนะอย่างนี้ๆ 3 โภชนาหารอันเป็นที่สบายอย่างนี้ๆ จึงได้สำเร็จฌาณการที่ให้กำหนดไว้นี้ เผื่อว่าฌาณเสื่อมไปก็จะได้เจริญสืบต่อไปใหม่โดยวิธีเก่า ฌาณที่เสื่อมไปนั้น ก็จะเกิดขึ้นได้โดยง่ายในสันดานอีก ครั้นเมื่อได้สำเร็จปฐมฌาณแล้วพึงปฏิบัติในปฐมฌาณนั้นให้ชำนาญคล่อง แคล่วด้วยดีก่อนแล้วจึงเจริญทุติยฌาณสืบต่อขึ้นไป

ก็ปฐมฌาณที่ชำนาญคล่องแคล่วด้วยดี ต้องประกอบด้วยวสีทั้ง 5 คือ
 
( 1 ) อาวัชชนวสี ชำนาญคล่องแคล่วในการนึก ถ้าปรารถนาจะนึกถึงองค์ฌาณที่ตนได้ ก็นึกได้เร็วพลัน มิได้เนิ่นช้า มิต้องรอนานถึงชวนจิตที่ 4-5 ตกลง ยังภวังค์จิต 2-3 ขณะถึงองค์ฌาณที่ตนได้
(2) สมาปัชชนวสี คือชำนาญคล่องแคล่วในการที่จะเข้าฌาณอาจเข้าฌาณได้ในลำดับอาวัชชนจิต อันพิจารณาซึ่งอารมณ์คือปฏิภาคนิมิตมิได้เนิ่นช้า
(3) อธิษฐานวสี คือชำนาญในอันดำรงรักษาฌาณจิตไว้มิให้ตกภวังค์ ตั้งฌาณจิตไว้ได้ตามกำหนด ปรารถนาจะตั้งไว้นานเท่าใดก็ตั้งไว้ได้นานเท่านั้น
(4)วุฎฐานวสี คือชำนาญคล่องแคล่วในการออกฌาณ กำหนดไว้ว่าเวลานั้นๆ จะออกก็ออกได้ตามกำหนดไม่คลาดเวลาที่กำหนดไว้
(5) ปัจจเวกขณวสี คือชำนาญคล่องแคล่วในการพิจารณาองค์ฌาณที่ตนได้อย่างรวดเร็ว มิได้เนิ่นช้า ถ้าไม่ชำนาญไนปฐมฌาณแล้วอย่าพึงเจริญทุติยฌาณก่อน ต่อเมื่อชำนิชำนาญคล่องแคล่วในปฐมฌาณด้วยวสีทั้ง 5 ดังกล่าวแล้ว จึงควรเจริญทุติยฌาณสืบต่อขึ้นไป เมื่อชำนาญในทุติยฌาณจึงเจริญตติยฌาณ จตุตถฌาณ และปัญจมฌาณขึ้นไปตามลำดับ

องค์ของฌาณเป็นดังนี้ ปฐมฌาณมีองค์ 5 คือวิตก ความตรึกคิดมีลักษณะยกจิตขึ้นสู่อารมณ์เป็นองค์ที่ 1 วิจารณ์ ความพิจารณามีลักษณะไตร่ตรองอารมณ์เป็นองค์ที่ 2 ปิติ เจตสิกธรรมที่ยังกายและจิตใจให้อิ่มเต็มมีประเภท 5 คือ
 
(1) ขุททกาปิติ กายและจิตอิ่มจนขนพองชูชันทำให้น้ำตาไหล
(2) ขณิกาปิติ กายและจิตอิ่มมีแสงสว่างดังฟ้าแลบปรากฎในจักษุทวาร
(3) โอกกนติกาปิติ กายและจิตอิ่ม ปรากฏดั่งคลื่นและละลอกทำให้ไหวให้สั่น
(4) อุพเพงคาปิติ กายและจิตอิ่มและกายเบาเลื่อนลอยไปได้
(5) ผรณาปิติ กายและจิตอิ่ม เย็นสบายซาบซ่านทั่วสรรพางค์กาย ปิติทั้ง 5 นี้อันใดอันหนึ่งเป็นองค์ที่ 3 สุขอันเป็นไปในกายและจิต เป็นองค์ที่ 4 และเอกัคคตา ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านไปมา จัดเป็นองค์ครบ 5
ฌาณที่พร้อมด้วยองค์ 5 นี้ชื่อว่าปฐมฌาณฯ ทุตยฌาณ มีองค์ 3 คือปิติสุข เอกัคคตา ตติฌาณมีองค์ 2 คือสุข เอกัคคตา จตุตถฌาณมีองค์ 2 คือเอกัคคตา อุเบกขา นี้จัดโดยฌาณจุกกนัย ถ้าจัดโดยฌาณปัญจกนัยเป็นดังนี้ ปฐมฌาณมีองค์ 5 คือ วิตก วิจาร สุข เอกัคคตา ทุตติฌาณ มีองค์ 4 คือ วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา ตติยฌาณมีองค์ 3 คือปิติ สุข เอกัคคตา จตุตถฌาณมีองค์ 2 คือ สุข เอกัคคตา ปัญจมฌาณมีองค์ 2 คือ เอกัคคตาอุเบกขา

กุลบุตรผู้เจริญ กสิณนี้อาจได้สำเร็จฌาณสมาบัติโดยจตุกกนัย หรือปัญจกนัยดังกล่าวมานี้

(2) วิธีเจริญอาโปกสิณ โยคาวจรกุลบุตรผู้มีศรัทธาปรารถนาจะเจริญอาโปกสิณ ถ้าเป็นผู้มีวาสนาสั่งสมอาโปกสิณมาแต่ชาติก่อนๆ แล้ว ถึงจะมิได้ตกแต่งกสิณเลยเพียงแต่เพ่งดูน้ำในที่ใดที่หนึ่งเช่นในสระในบ่อ ก็อาจสำเร็จอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตโดยง่าย ถ้ากุลบุตรอันหาวาสนาในอาโปกสิณมิได้ พึงเจริญอาโปกสิณในปัจจุบันชาตินี้ ก็พึงทำเอาอาโปกสิณด้วยน้ำที่ใสบริสุทธ์เอาน้ำใส่ภาชนะ เช่นบาตรหรือขันให้เต็มเพียงขอบปากยกไปตั้งไว้ในที่กำบัง ตั้งม้าสี่เหลี่ยมสูงคืบ 4 นิ้ว กระทำพิธีทั้งปวงโดยทำนองที่กล่าวไว้ในวิธีเจริญปฐวีกสิณนั้นเถิด คำบริกรรมภาวนาในอาโปกสิณว่า อาโป ๆ น้ำ ๆ พึงบริกรรมดังนี้ร่ำไปร้อยครั้งพันครั้ง จนกว่าจะได้สำเร็จอุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต และอัปปนาฌาณ โดยลำดับ ก็อุคคหนิมิตในอาโปกสิณนี้ปรากฏดุจไหว ๆ กระเพื่อม ๆ อยู่ ถ้าน้ำนั้นประกอบด้วยกสิณโทษคือเจือปนด้วยเปลือกตมหรือฟอง ก็จะปรากฏในอุคคหนิมิตด้วย ส่วนปฏิภาคนิมิต ปรากฏปราศจากกสิณโทษ เป็นดุจกาบขั้วตาลแก้วมณีที่จะประดิษฐานในอากาศ มิฉะนั้นดุจมณฑลแว่นแก้วมณี เมื่อปฏิภาคนิมิตเกิดแล้วโยคาวจรกุลบุตรทำปฏิภาคนิมิตให้เป็นอารมณ์ บริกรรมไปว่า อาโป ๆ น้ำ ๆ ดังนี้ จะได้ถึงจตตุถฌาณหรือปัญจมฌาณตามลำดับ

(3) วิธีเจริญเตโชกสิณ โยคาวจรกุลบุตรผู้มีวาสนาบารมี เคยเจริญเตโชกสินมาแล้วในชาติก่อน เพียงแต่เพ่งเปลวไฟในที่ใดที่หนึ่ง บริกรรมภาวนาว่า เตโชๆ ไฟ ๆ ดังนี้ ก็อาจได้สำเร็จอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตโดยง่าย ถ้าผู้ไม่เคยบำเพ็ญมาแต่ชาติก่อน ปรารถนาจะเจริญเตโชกสิณ พึงหาไม้แก่นที่สนดีมาตากไว้ให้แห้ง บั่นออกไว้เป็นท่อนๆ แล้วนำไปใต้ต้นไม้ หรือที่ใดที่หนึ่งซึ่งเป็นที่สมควร แล้วกองฟืนเป็นกองๆ ดังจะอบบาตร จุดไฟเข้าให้รุ่งเรือง แล้วเอาเสื่อลำแพน หรือแผ่นหนังหรือแผ่นผ้า มาเจาะเป็นช่องกลมกว้างประมาณคืบ 4 นิ้ว แล้วเอาขึงไว้ตรงหน้า นั่งตามพิธีที่กล่าวไว้ในปฐวีกสิณแล้วตั้งจิตกำหนดว่า อันนี้เป็นเตโชธาตุ แล้วจึงบริกรรมว่า เตโชๆ ไฟๆ ดังนี้ร่ำไปจนกว่าจะได้สำเร็จอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต โดยลำดับไป

อุคคหนิมิตในเตโชกสิณนี้ ปรากฏดุจเปลวเพลิวลุกไหม้ไหว   ๆ อยู่เสมอ ถ้ามิได้ทำดวงกสิณพิจารณาไฟในเตาเป็นต้น เมื่ออุคคหนิมิตเกิดขึ้น กสิณโทษก็จะปรากฏด้วย ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏมิได้หวั่นไหว จะปรากฏดุจท่อนผ้ากำพลแดงอันประดิษฐานอยู่บนอากาศ หรือเหมือนกาบขั้วตาลทองคำฉะนั้น เมื่อปฏิภาคนิมิตปรากฏแล้ว โยคาวจรก็จะได้สำเร็จฌาณตามลำดับจนถึงจตุตถฌาณ ปัญจมฌาณ

(4) วิธีเจริญวาโยกสิณ ให้เพ่งลมที่พัดอันปรากฏอยู่ที่ยอดอ้อย ยอดไผ่ ยอดไม้ หรือปลายผมที่ถูกลมพัดไหวอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วพึงตั้งสติไว้ว่า ลมพัดต้องในที่นี้ หรือลมพัดเข้ามาในช่องหน้าต่าง หรือช่องฝา ถูกต้องกายในที่ใดก็พึงตั้งสติไว้ในที่นั้น แล้วพึงบริกรรมว่า วาโยๆ ลมๆ ดังนี้ร่ำไป จนกว่าจะสำเร็จอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในวาโยกสิณนี้ จะปรากฏไหว ๆ เหมือนไอแห่งข้าวปายาส อันบุคคลปลงลงจากเตาใหม่ๆ ปฏิภาคนิมิตจะปรากฏอยู่เป็นอันดีมิได้หวั่นไหว เมื่ออุคคหนิมิตเกิดแล้ว โยคาวจรกุลบุตรก็จะได้สำเร็จฌาณโดยลำดับ

(5) วิธีเจริญนีลกสิณ โยคาวจรกุลบุตรผู้มีศรัทธาปรารถนาจะเจริญนีลกสิณพึงพิจารณานิมิตสีเขียวเป็นอารมณ์ ถ้าเป็นผู้มีวาสนาบารมีเคยได้เจริญนีลกสิณมาแต่ชาติก่อนๆ แล้ว เพียงแต่เพ่งดูดอกไม้สีเขียวหรือผ้าเขียวเป็นต้น ก็อาจได้อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต ส่วนผู้พึ่งจะเจริญนีลกสิณในชาติปัจจุบันนี้ พึงทำดวงกสิณก่อน พึงเอาดอกไม้อย่างใดอย่างหนึ่งที่มีสีเขียวล้วนอย่างเดียว มาลำดับลงในผอบ หรือฝากล่องให้เสมอขอบปาก อย่าให้เกสรแลก้านปรากฏ ให้แลเห็นแต่กลีบสีเขียวอย่างเดียว หรือจะเอาผ้าเขียวขึงที่ปากผอบหรือฝากล่องทำให้เสมอดังหน้ากลองก็ได้ หรือจะเอาของที่เขียวเช่นคราม เป็นต้น มาทำเป็นดวงกสิณเหมือนอย่างปฐวีกสิณก็ได้

เมื่อทำดวงกสิณเสร็จแล้วพึงปฏิบัติพิธีดดยทำนองที่กล่าวไว้ในปฐวีกสิณนั้นเถิด พึงบริกรรมภาวนาว่านีลํๆ เขียวๆ ดังนี้ร่ำไป จนกว่าอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิตจะเกิดขึ้น อุคคหนิมิตในนีลกสิณนี้มีกสิณโทษอันปรากฏ ถ้ากสิณนั้นกระทำด้วยดอกไม้ก็เห็นเกสร-ก้าน และระหว่างกลีบปรากฏส่วนปฏิภาคนิมิตจะปรากฏดุจกาบขั้วตาลแก้วมณีตั้งอยู่ในอากาศ เมื่อปฏิภาคนิมิตเกิดแล้ว อุปจารฌาณและอัปปนาฌาณก็จะเกิดดังกล่าวแล้วในปฐมกสิณ

(6-7-8) วิธีเจริญปีตกสิณโลหิตกสิณ-โอทาตกสิณ วิธีเจริญกสิณทั้ง 3 นี้ เหมือนกับ นีลกสิณทุกอย่าง ปีตกสิณเพ่งสีเหลือง บริกรรมว่าปีตกํๆ เหลืองๆ โลหิตกสิณเพ่งสีแดง บริกรรมว่า โลหิตํๆ แดงๆ โอทาตกสิณ เพ่งสีขาว บริกรรมว่า โอทาตํๆ ขาวๆ ดังนี้ร่ำไป จนกว่าจะเกิดอุคคหนิมิตและปกิภาคนิมิต ลักษณะอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิตก็เหมือนในนีลกสิณ ต่างกันแต่สีอย่างเดียวเท่านั้น

(9) วิธีเจริญอาโลกกสิณ โยคาวจรกุลบุตรผู้เจริญอาโลกกสิณนี้ ถ้าเป็นผู้มีวาสนาบารมี เคยได้เจริญมาแต่ชาติก่อนๆ แล้วเพียงแต่เพ่งดูแสงพระจันทร์หรือแสงพระอาทิตย์ หรือช่องหน้าต่างเป็นต้นที่ปรากฏเป็นวงกลมอยู่ที่ฝาหรือที่พื้นนั้นๆ ก็อาจสำเร็จอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตโดยง่าย ส่วนโยคาวจรที่พึงจะเจริญกสิณในชาติปัจจุบันนี้ เมื่อจะเจริญต้องทำดวงกสิณก่อน พึงหาหม้อมาเจาะให้เป็นช่องกลมประมาณคืบ 4 นิ้ว เอาประทีปตามไว้ข้างใน ปิดปากหม้อเสียให้ดี ผินช่องหม้อไปทางฝา แสงสว่างที่ออกทางช่องหม้อก็จะปรากฏเป็นวงกลมอยู่ที่ฝา พึงนั่งพิจารณาตามวิธีที่กล่าวไว้ในปฐวีกสิณ บริกรรมว่า อาโลโกๆ แสงสว่างๆ ดังนี้ร่ำไป จนกว่าจะได้สำเร็จอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในอาโลกกสิณนี้ ปรากฏดุจวงกลมอันปรากฏที่ฝานั่นแล ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏผ่องใสเป็นแท่งทึบ ดังดวงแห่งแสงสว่างฉะนั้น

(10) วิธีเจริญอากาศกสิณ โยคาวจรกุลบุตรผู้ปรารถนาจะเจริญอากาศกสิณนี้ ถ้าเป็นผู้มีวาสนาบารมี เคยสั่งสมมาแล้วแต่ชาติก่อน เพียงแต่เพ่งดูช่องฝา ช่องดาน หรือช่องหน้าต่างเป็นต้น ก็อาจสำเร็จอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิตโดยง่าย ถ้าไม่มีวาสนาบารมีในกสิณ ข้อนี้มาก่อนต้องทำดวงกสิณก่อน เมื่อจะทำดวงกสิณ พึงเจาะฝาเจาะแผ่นหนังหรือเสื่อลำแพนให้เป็นวงกว้างคืบ 4 นิ้ว ปฏิบัติการทั้งปวง โดยทำนองที่กล่าวไว้ในปฐวีกสิณบริกรรมว่า อากาโสๆ อากาศๆ ดังนี้ร่ำไปจนกว่าจะเกิดอุคคหนิมิต และปรากฏรูปวงกลมอากาศ แต่มีที่สุดฝาเป็นต้นเจือปนอยู่บ้าง ส่วนปฏิภาคนิมิต ปรากฏเป็นวงกลมอากาศเท่ากับวงกสิณเด่นอยู่ และสามารถแผ่ออกให้ใหญ่ได้ตามต้องการ

(11) วิธีเจริญอุทธุมาตกะอสุภกรรมฐาน โยคาวจรกุลบุตร ผู้มีศรัทธาปรารถนาจะเจริญกรรมฐานนี้ พึงไปสู่ที่พิจารณาอุทธุมาตกะอสุภนิมิตอย่าไปใต้ลม พึงไปเหนือลม ถ้าทางข้างเหนือลมมีรั้วและหนามกั้นอยู่ หรือมีโคลนตมเป็นต้น ก็พึงเอาผ้าหรือมือปิดจมูกไป เมื่อไปถึงแล้วอย่าเพ่อและดูอสุภนิมิตก่อน พึงกำหนดทิศก่อน ยืนอยู่ในทิศใดเห็นซากอสุภะไม่ถนัด น้ำจิตไม่ควรแก่ภาวนากรรม พึงเว้นทิศนั้นเสีย อย่ายืนทิศนั้น พึงไปยืนในทิศที่เห็นซากอสุภะถนัด น้ำจิตก็ควรแก่กรรมฐาน อนึ่งอย่ายืนในที่ใต้ลม กลิ่นอสุภะจะเบียดเบียน อย่ายืนข้างเหนือลมหม่อมนุษย์ที่สิงอยู่ในซากอสุภะจะโกรธเคือง พึงหลีกเลี่ยงเสียสักหน่อย อนึ่งอย่าใกล้นักไกลนัก ยืนไกลนักวากอสุภะไม่ปรากฏแจ้ง ยืนใกล้นักจะไม่สบายเพราะกลิ่นอสุภะและปฏิกูลด้วยซากศพ ยืนชิดเท้านัก ชิดศีรษะนักจะไม่เห็นซากอสุภะหมดทั้งกาย พึงยืนในที่ท่ามกลางตัวอสุภะในที่ที่สบาย เมื่อยืนอยู่ดังนี้ ถ้าก้อนศิลาจอมปลวกต้นไม้ หรือกอหญ้าเป็นต้น ปรากฏแก่จักษุ จะเล็กใหญ่ ขาวดำ ยาวสั้น สูงต่ำอย่างใด ก็พึงกำหนดรู้อย่างนั้นๆ แล้วต่อไปพึงกำหนดอุทธุมาตกะอสุภะนี้ โดยอาการ 6 อย่าง คือ สี เภท สัณฐาน ทิศ ที่ตั้งอยู่ในปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย กำหนดสัณฐานอสุภะนี้ เป็นร่างกายของคนดำ คนขาวเป็นต้น กำหนดเภทนั้น คือกำหนดว่าซากอสุภะนี้เป็นร่างกายของคนที่ตั้งอยู่ในปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย กำหนดสัณฐานนั้นคือ กำหนดว่า นี่เป็นสัณฐานศีรษะ-ท้อง-สะเอว-เป็นต้น กำหนดทิศนั้นคือ กำหนดว่า ในซากอสุภะนี้มีทิศ 2 คือ ทิศเบื้องต่ำ-เบื้องบน ท่านกายตั้งแต่นาภีลงมาเป็นทิศเบื้องต่ำ ตั้งแต่นาภีขึ้นไปเป็นทิศเบื้องบนกำหนดที่ตั้งนั้น คือกำหนดว่ามืออยู่ข้างนี้ เท้าอยู่ข้างนี้ ศีรษะอยู่ข้างนี้ ท่ามกลางกายอยู่ที่นี้ กำหนดปริเฉทนั้นคือกำหนดว่า ซากอสุภะนี้มีกำหนดในเบื้องต่ำด้วยพื้นเท้า มีกำหนดในเบื้องบนคือปลายผม มีกำหนดในเบื้องขวางด้วยหนังเต็มไปด้วยเครื่องเน่า 31 ส่วน โยคาวจรพึงกำหนดพิจารณาอุทธุมาตกะ อสุภนิมิตนี้ ได้เฉพาะแต่ซากอสุภะ อันเป็นเพศเดียวกับตน คือถ้าเป็นชาย ก็พึงพิจารณาเพศชายอย่างเดียว

เมื่อพิจารณาอุทธุมาตกอสุภะนั้น จะนั่งหรือยืนก็ได้ แล้วพึงพิจารณาให้เห็นอานิสงส์ในอสุภกรรมฐานพึงสำคัญประหนึ่งดวงแก้ว ตั้งไว้ซึ่งความเคารพรักใคร่ยิ่งนัก ผูกจิตไว้ในอารมณ์คืออสุภะนั้นไว้ให้มั่นด้วยคิดว่าอาตมาจะได้พ้นชาติ ชรา มรณทุกข์ด้วยวิธีปฏิบัติดังนี้แล้ว พึงลืมจักษุขึ้นแลดูอสุภะ ถือเอาเป็นนิมิต แล้วเจริญบริกรรมภาวนาไปว่า อุทธุมาตกํ ปฏิกูลํ ซากศพพองขึ้น เป็นของน่าเกลียดด้งนี้ร่ำไป ร้อยครั้ง พันครั้ง ลืมจักษุดูแล้วพึงหลับ-จักษุพิจารณา ทำอยู่ดังนี้เรื่อยไป จนเมื่อหลับจักษุดู ก็เห็นอสุภะเหมือนเมื่อลืมจักษุดูเมื่อใด ชื่อว่าได้อุคคหนิมิตในกาลเมื่อนั้น ครั้นได้อุคคหนิมิตแล้ว ถ้าไม่ละความเพียรพยายามก็จะได้ปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตปรากฏเห็นเป็นของพึงเกลียดพึงกลัว และแปลกประหลาดยิ่งนัก ปกิภาคนิมิตปราฏกดุจบุรุษมีกายอันอ้วนพี กินอาหารอิ่มแล้วนอนอยู่ฉะนั้น เมื่อได้ปฏิภาคนิมิตแล้ว นิวรณธรรมทั้ง 5 มีกามฉันทะเป็นต้น ก็ปราศจากสันดานสำเร็จอุปจารฌาณ และอัปปนาฌาณ และความชำนาญแคล่วคล่องในฌาณโดยลำดับไปฯ

มีต่อ......

3
ต่อ......

คนเรามีหลักใจต้องมีหลักทรัพย์ เมื่อมีหลักทรัพย์กับมีหลักธรรมก็ชุ่มเย็น สมชีวิตา เลี้ยงชีพให้รู้จักพอดี ความมีประมาณเสมอ รู้จักเวล่ำเวลา วันหนึ่งทานวันละเท่าไร วันละสามมื้อหรือสี่มื้อ แต่ดูทุกวันนี้มันไม่ใช่สามมื้อสี่มื้อนะ มันร้อยมื้อร้อยครั้ง เดินไปนี้จิ๊บ ๆ เดินไปนั้นจั๊บ ๆ อันนั้นหวานอันนี้คาวเรื่อย อันนั้นผลไม้ ลูกนั้นดี ลูกนั้นมาจากเมืองนอกนะ ลูกนี้มาจากเมืองนอกนะ เป็นบ้างเมืองนอกกันไปหมด เห่อเมืองนอกกัน เมืองในถูกมองข้าม เมืองของตัวเพื่อเป็นเนื้อเป็นหนังตัวเอง ไม่สนใจสิ่งใดก็ตามถ้ามาจากเมืองนอกแล้ว โฮ้ โน้นอยู่ในครรภ์โน้นยังไม่ลืมตา ก็จะโดดผางออกมาจากครรภ์แม่นั่นน่ะ มันเก่งขนาดไหนเก่งกระทั่งเด็กอยู่ครรภ์ ท้องแม่หนังแม่จะแตกไม่สนใจ ขอให้ได้เห็นของมาจากเมืองนอกซื้อของเมืองนอกเถอะ
   พากันตั้งเนื้อตั้งตัว บ้านเมืองของเราเป็นบ้านของไทย บ้านของไทยให้ต่างคนต่างรักสงวน ต่างรักษาเนื้อหนังของตนอย่าให้เหลือตั้งแต่โครงกระดูก ให้กาฝากมากัดมากินมาไชกินไปหมด กาฝากมีอยู่ต้นไม้ต้นใด ไม้ต้นนั้นต้องฉิบหายวายปวงไม่นานเลย ยิ่งต้นไหนมีกาฝากมาก ๆ ต้นไม้ต้นนั้นเราชี้นิ้วได้เลยว่าไม่กี่ปีตายแน่ ๆ หรือไม่กี่เดือนตาย เพราะกาฝากเกิดจากกิ่งไม้ แต่มันเป็นเนื้อเป็นหนังของมัน เป็นดอกเป็นใบเป็นกิ่งเป็นก้านเป็นผลของมันเอง แต่มันดูดซึมเอาอาหารจากต้นไม้ต้นนั้น ต้นไม้ต้นนั้นไม่ได้เรื่องอะไร มีแต่ถูกเขาดูดซึมไปตลอดเวลาไม่นานก็ตาย
   นี่ก็หมือนกัน เราก็เป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น ทำไมจึงไม่รักไม่สงวนเนื้อหนังของตนเอง เห่อตั้งแต่เมืองนอกเป็นบ้าไปหมด อะไรก็ของมาจากเมืองนอก ไม่ได้ลืมตาก็ตาม พอเขาบอกมาจากเมืองนอก ตาบอดมันก็คว้าเอา จะเอาของเมืองนอกมันเป็นบ้าขนาดนั้น นี่แหละความเห่ออย่างนี้ไม่มีเนื้อมีหนังติดตัว ต่อไปจะเหลือตั้งแต่ร่างนะ จะว่าไม่บอก หลวงตาบัวพูดให้อย่างชัด ๆ หลวงตาบัวก็อยู่ในเมืองไทยและเรียนธรรม การเรียนธรรมปฏิบัติธรรมไม่เรียนโลกจะเรียนอะไร เพราะธรรมกับโลกประสานและกระเทือนถึงกันอยู่ตลอดเวลา ทำไมจะไม่รู้เรื่องความผิดความถูกของมนุษย์ที่อยู่ด้วยกันล่ะ ลองพิจารณาเรื่องเหล่านี้ดูบ้าง นี่เราพูดเรื่องความเห่อ ๆ ไม่เข้าเรื่องเข้าราว ไม่เข้าหลักเข้าเกณฑ์ ความเห่อจะพาตัวและบ้านเมืองล่มจมก็ควรกระตุกบังเหียนบ้างคนเรา ไม่งั้นจมแน่ไม่อาจสงสัย
   ให้รักให้สงวน อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม อย่าลืมเนื้อลืมตัว ของ ๆ ตัวมีอะไร สนฺตุฏฺฐี ยินดีตามมีตามได้ ของที่เกิดเองทำเองนั้นเป็นของดี เอ้า ทำลงไป ถ้าเป็นควายก็ควายอยู่ในคอกของเราเกิดมาตัวใดขายได้ราคาเท่าไร ไม่ต้องหักต้นทุน เป็นกำไรล้วน ๆ ถ้าไปซื้อมา สมมติว่าซื้อร้อยบาท ขายร้อยห้าสิบบาท ก็ต้องหักออกเสียร้อยบาท นี้เป็นต้นทุน ได้กำไรห้าสิบบาท นี่มันต้องได้หักเสมอ ถ้าเป็นควายที่เกิดในคอกของเรา ทางภาษาอีสานเขาเรียกว่า ควายลูกคอก ขายเท่าไรได้เงินเท่านั้น ไม่ต้องหักค่าต้นทุนที่ซื้อมาเท่าไร ๆ เพราะไม่ได้ซื้อ เนื่องจากเกิดกับตัวเอง เป็นสมบัติก้นถุงของสกุลเสียเอง
   นี่ของ ๆ เราที่พยายามผลิตขึ้นมา ได้มากน้อยเท่าไรก็เป็นของเรา คนไทยเป็นคนอันเดียวกัน เป็นเนื้อเป็นหนังอันเดียวกัน ชีวิตจิตใจฝากเป็นฝากตายด้วยกัน ไม่ว่าอยู่ภาคใดก็คือคนสมบูรณ์แบบด้วยกันทั้งนั้น มีพ่อมีแม่ พ่อแม่เป็นคน ลูกเกิดมาเป็นคน ไม่ว่าอยู่ภาคใดเป็นคนด้วยกัน หัวใจมนุษย์ด้วยกัน เมื่อมีความรักสงวนซึ่งกันและกัน มีความสามัคคีซึ่งกันและกัน ก็เป็นเนื้อเป็นหนังของตนขึ้นมา ชาติก็มั่นคง
   ผู้ที่ผลิตผู้ที่ทำ เมื่อเห็นมีรายได้ขึ้นบ้างก็มีแก่ใจคนเรา ทำอะไรลงไปไม่มีใครสนับสนุนก็เจ๊ง ย่อมหมดกำลังใจคนเรา แล้วจะมีอะไรเหลือ มันเจ๊งไปทั้งนั้นแหละ ถ้ามีใครสนับสนุน ก็มีกำลังใจคนเรา การส่งเสริมเนื้อหนังของตนเองควรส่งเสริมอย่ามองข้ามหัวของตัวไปจะเป็นการเหยียบหัวตัวเองลงไป อย่าลืมเนื้อลืมตัวซึ่งเคยเป็นอยู่แล้ว ลืมมากที่เดียว แม้แต่ของทำในเมืองไทยก็ต้องเอาตราเมืองนอกมาตี ฟังดูซิ ตีตราทำในโน้นอิงก์แลนด์อิงก์เลิน อิงบ้ามาจากไหนก็ไม่รู้แหละ ไม่อย่างนั้นมันไม่ซื้อ มันเห่อกัน เห่อหาอะไร จะเหาะเหินเดินฟ้าทั้ง ๆ ที่ไม่มีปีก ไม่อายเมืองนอกเขาบ้างเหรอ
   คนไทยเราไปที่ไหน มักได้ยินจากคนเมืองนอกเสมอว่า คนไทยแต่งตัวโก้หรู บางรายก็สงสัย หรือเขาใส่ปัญหาคนไทยเราก็ไม่ทราบได้ ว่าเมืองไทยคงเป็นเมืองเจริญมาก คนไทยจึงมีแต่ผู้แต่งตัวโก้ๆ หรู ๆ กันทั้งนั้น
   วันนี้มีเวลาที่จะพูด เมื่อเรื่องมาสัมผัสเราก็พูด เขาบอกว่าเมืองไทยเข้าไปแทรกเมืองไหนเขารู้ทันที เพราะการแต่งเนื้อแต่งตัวหรูหราที่สุดเลย เขาว่างี้ แล้วการที่ติดหนี้ติดสินเมืองนอกพะรุงพะรังก็คือเมืองไทยเป็นเบอร์หนึ่ง บางรายเขาว่าอย่างนี้ ไอ้เราอยากจะมุดลงดินไปในขณะนั้นแหละเมื่อได้ยิน พระก็มีหูมีตาเหมือนกับฆราวาส ทำไมจะไม่ได้ยิน มีใจเหมือนกันทำไมจะไม่คิด เราต้องคิด เราก็ละอายด้วยเพราะเราเป็นคนไทยคนหนึ่ง เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราควรคิดด้วยกัน ไม่ควรภูมิใจว่าตัวมั่งมี และแต่งตัวอวดโลกเขาได้ท่าเดียว ควรคิดถึงคนไทยทั้งประเทศด้วยอาจได้แก้ไขในสิ่งที่ควรแก้ไข เมืองไทยอาจมีเนื้อมีหนังขึ้นบ้างไม่มีแต่หนังหุ้มห่อกระดูกดังที่เป็นอยู่ ซึ่งเป็นที่น่าอับอายเมืองอื่นเขา
   สมชีวิตา เลี้ยงชีพพอประมาณ การจับจ่ายใช้สอยอย่าฟุ่มเฟือยจนเกินเนื้อเกินตัว เสื้อผ้ากางเกงเครื่องนุ่งห่มใช้สอยให้พอเหมาะสมกับตน นั้นแหละเป็นคนที่งาม งามลึกซึ่ง งามโดยหลักธรรมชาติ ไม่ได้งามด้วยความเคลือบแฝงตกแต่งร้อยแปด แต่ไม่สนใจตกแต่งใจที่สกปรกรกรุงรังด้วยความห้อยโหนโจนทะยาน
   ความแต่งเนื้อแต่งตัวเลยเถิดเลยเหตุเลยผล ดูแล้วน่าทุเรศในสายตาสุภาพชนผู้มีศีลธรรม มันจะกลายเป็นลิงแต่งตัวไป ลิงแต่งตัวเป็นยังไง คนแต่งตัวก็ไม่เป็นไร ไม่ตื่นไม่สะดุดใจนัก พอลิงแต่งตัวนี้ดู อู้ย ตัวของมันเองไม่ใช่เล่นนะลิงน่ะ พอเขาแต่งตัวให้เรียบร้อยมันมองดูมันนี่ อู้ฮู้ ใส่หมวกแก๊ปให้แล้วมันเหมือนจะเหาะโน่นนะลิง กิริยาอาการหลุกหลิก ๆ ทั้งจะเหาะจะโดด ราวกับเป็นโลกใหม่ขึ้นมาในตัวของมัน
   คนเราก็เหมือนกัน พอแต่งตัวด้วยเครื่องสำอางชนิดต่าง ๆ อย่างหรูหราก็เหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า นั่นละคนลืมเนื้อลืมตัวไม่ดูเจ้าของบ้างเลย ดูตั้งแต่ข้างนอก อยากให้คนอื่นเขามองเราสนใจในเรา อยากให้คนอื่นเขามองเราเป็นจุดที่เด่น มันเด่นด้วยความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เด่นด้วยเขาหัวเราะเยาะก็ไม่รู้ เราไม่ได้มองดูหลายแง่บ้าง การมองดูหัวใจคน คนก็มีหัวใจ เราไม่ได้ไปเอาหัวใจเขามาไว้ในกำมือเรานี่นะ  จึงไม่ทราบว่าเขามองแบบไหนเขาคิดแบบไหนกับเรา
   หัวใจของคนมีสิทธิ์คิดได้ เราต้องคิดทั้งหัวใจคนทั้งหัวใจเราด้วย หัวใจเพื่อนฝูงทั่ว ๆ ไป ทั้งเมืองนอกเมืองนาเมืองไทยดูให้ตลอดทั่วถึง เทียบสัดเทียบส่วนได้พอประมาณ แล้วเราก็ดำเนินการทำมาหาเลี้ยงชีพ เครื่องใช้สอยทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปด้วยความพยายามพอเหมาะพอสม สมชื่อว่าเราเป็นเมืองพุทธให้รู้จักว่า สนฺตุฏฺฐี ยินดีตามมีตามได้ ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินเนื้อเกินตัว
   กลฺยาณมิตฺตตา  ให้พยายามคบเพื่อนที่ดีงาม คำว่าเพื่อนนั้นมีทั้งภายนอกภายใน เพื่อนภายนอกก็คือเพื่อนปาปมิตร คนชั่วกิริยาแสดงออกมาทางกายก็ชั่ว พูดออกมาทางวาจาก็ชั่วเพราะใจมันชั่ว คนประเภทนั้นให้พยายามหลบหลีกปลีกตัวอย่าเข้าชิดสนิทสนมมากนัก มันเสียตัวเราเอง  นั่นพาลภายนอกยังพอหลบหลีกได้ ไอ้พาลภายในคือหัวใจของเราเองนี้มันสำคัญ หลบหลีกยากวันหนึ่งมันคิดได้กี่แง่กี่ทางที่จะสังหารตัวเองให้เกิดความเสียหายวุ่นวายไปตามนั้นนะ มันมีกี่แง่กี่กระทงหัวใจเรา ให้ดูตัวนี้ตัวพาลนี่ คิดข้อไหนขึ้นมาไม่ดีให้พยายามแก้ไขข้อนั้นให้ดี เมื่อแก้ไขจุดนั้นได้แล้วต่อไปก็จะมีแต่เหตุแต่ผลระบายออกมาทางกาย ทางวาจา เพราะออกมาจากทางใจที่ได้รับการอบรม และฝึกฝนเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นคนดี นี่แหละบัณฑิตคือผู้ฉลาดในทางธรรม ประพฤติตนให้เป็นความร่มเย็นแก่ตนและผู้อื่น ท่านเรียกว่านักปราชญ์บัณฑิต
   เราพยายามแก้ไขสิ่งที่ไม่ดีของเราซึ่งเป็นพาลนั้นออกเสียให้กลายเป็นนักปราชญ์บัณฑิตขึ้นมาภายในตน อยู่ที่ไหนก็ร่มเย็นเป็นสุข นี่แหละพรปีใหม่ที่ให้ท่านทั้งหลายในวันนี้ ขอให้นำไปพินิจพิจารณา
   ในเบื้องต้นก็ได้พูดถึงเรื่องธรรมของฆราวาส ที่จะเปลี่ยนสภาพจากความเป็นปีเก่ากลายเป็นปีใหม่ให้เป็นคนดีขึ้นมาตามปีใหม่ว่า
   อุฏฺฐานสมฺปทา  ให้มีความขยันหมั่นเพียร อย่าขี้เกียจขี้คร้านในการงานที่ชอบและเป็นประโยชน์
   ข้อสอง อารกฺขสมฺปทา  สมบัติมีมากน้อยให้พยายามเก็บหอมรอมริบ อย่าใช้แบบสุรุ่ยสุร่าย ใช้อะไรก็ดีให้มีเหตุมีผลเป็นเครื่องค้ำประกัน ผู้นั้นจะมีหลักทรัพย์เพราะมีหลักใจ
   ข้อสาม  สมชีวิตา การเลี้ยงชีพพอประมาณ ไม่ฟุ่มเฟือยเกินไป ไม่ฝืดเคืองเกินไป ทั้ง ๆ ที่สิ่งของมีอยู่มาก และคนในครอบครัวมีจำนวนมาก จะทำเพียงนิดเดียวก็ฝืดเคืองเกินไป ของมีอยู่ก็ทำให้พอเหมาะพอสม
   กลฺยาณมิตฺตตา ให้คบเพื่อนอันดีงาม อย่าคบกับพวกปาปมิตร
   ในสี่อย่างนี้แหละเป็นสิ่งที่จำเป็น ที่เราจะต้องได้พินิจพิจารณาและปฏิบัติตามด้วยกันเพื่อความเป็นคนดีทั้งปีใหม่นี้และปีใหม่หน้า
   ในอวสานแห่งการแสดงธรรมนี้ ขออำนวยพรให้ท่านทั้งหลายมีความสุขกายสบายใจและประพฤติตนให้เป็นสัมมาบุคคลโดยทั่วถึงกัน
   
   เอาละแค่นี้ เอวํ

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๑ มกราคม  พุทธศักราช ๒๕๒๔

หลักธรรมคือหลักใจ 1 - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

4
หลักธรรมคือหลักใจ 1 - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

วันนี้เป็นวันปีใหม่ ขึ้นปีใหม่วันนี้ ขึ้นปีใหม่ก็มีความหมายสำหรับเราผู้ต้องการความสุขความเจริญ หากเคยประพฤติตัวไม่ดีอย่างไรมาแต่ก่อนหรือปีก่อน ๆ ก็พยายามแก้ไขเปลี่ยนแปลงในปีใหม่นี้ ให้กลายเป็นคนใหม่ขึ้นขึ้นมา จากคนเก่าที่เคยประพฤติตัวไม่ดีให้กลายเป็นคนใหม่ขึ้นมาอย่างน่าชื่นชม ผู้ประพฤติตัวดีในปีใหม่นี้ก็เป็นคนดีของปีใหม่ และพยามยามประพฤติให้ดีเพื่อเป็นคนดีทั้งปีใหม่นี้และปีใหม่ที่จะมาถึงในปีหน้า จนเป็นคนดีประจำปีของทุก ๆปีไป คนที่ประพฤติตัวดีดังกล่าวนี้เป็นคนที่หาได้ยาก
   หลักแห่งความอยู่เย็นเป็นสุขของมนุษย์เราก็คือหลักธรรม ใครมีหลักธรรม ใครมีธรรมเป็นหลักใจ ผู้นั้นก็มีหลักความประพฤติ มีหลักเป็นที่อยู่ที่ไป ที่ประกอบหน้าที่การงานตลอดความประพฤติในด้านต่าง ๆถ้ามีหลักธรรมเป็นหลักใจ ความประพฤติไม่เหลวไหล หน้าที่การงานก็ดีมีเหตุผลเป็นเครื่องรับรองเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า งานนี้เป็นงานดีชอบธรรมที่เกิดประโยชน์แก่ตนและส่วนรวม ไม่ใช่งานฉิบหายวายปวงทั้งตนและผู้อื่น ผู้มีธรรมเป็นหลักใจย่อมเป็นผู้สะอาดทั้งตนและหน้าที่การงานผลของงานก็ชุ่มเย็นแผ่กระจายไปอย่างกว้างขวางตามอำนาจหน้าที่ของผู้มีธรรมในใจ มีธรรมเป็นหลักใจ
   ผู้มีธรรมย่อมคำนึงถึงเหตุถึงผล คือความผิดถูกดีชั่วอยู่เสมอ คนไม่คำนึงถึงความผิดถูกดีชั่ว ประพฤติตามอำเภอใจซึ่งเต็มไปด้วยความอยากความทะเยอทะยาน หาความพอดีและความสงบไม่ได้นั้นจะเป็นผู้เหลวแหลกแหวกแนวตลอดไป จนกระทั่งวันตายก็แก้ตัวไม่ได้เพราะไม่สนใจจะแก้ตัวเอง คนประเภทนี้เป็นคนหลักลอยหาที่ยึดที่เกระไม่ได้ ทั้งเป็นอยู่และตายไป ราวกับขอนซุงลอยตามน้ำนั่นแล ไม่มีความหมายอันใดในตัวเลย ดังนั้นหลักธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรนำมาเป็นหลักใจของชาวพุทธเรา
   ในประเทศไทยเรา อย่างน้อย ๘๐ เปอร์เซ็นถือศาสนาพุทธ แต่เวลาถูกถามพระพุทธเป็นอย่างไร  พระธรรมเป็นอย่างไร พระสงฆ์เป็นอย่างไร.ไม่รู้ ถ้าถามถึงเรื่องสถานที่ที่จะก่อความฉิบหายวายปวงล้มเหลวแก่มนุษย์นั้น.รู้กันแทบทั้งนั้น นั่นมันศาสนาพุทธอะไรก็ไม่รู้ สถานที่ใดเป็นสถานที่ทำคนให้เสียวัตถุสิ่งใดที่จะทำคนให้เสีย สิ่งเหล่านั้นรู้กันและชอบทำกันเป็นเนื้อเป็นหนัง ซึ่งการทำนั้นเป็นการขัดแย้งต่อธรรมเป็นการทำลายธรรม และทำลายคนไปในตัวทั้งที่รู้ ๆ กันอยู่นั่นแล
   ความไม่มีธรรมจึงหาที่หวังไม่ได้ แต่มนุษย์ก็ยังหวังกันเต็มแผ่นดิน หวังกันแบบลม ๆ แล้ง ๆ หาสิ่งพึงใจตอบแทนไม่มีก็ยังหวังกัน ทั้งนี้เพราะโลกหากพากันสร้างความหวังแบบบนี้มานาน จึงไม่มีใครสะดุดใจคิดพอให้ทราบข้อเท็จจริง และแก้ไขอันจะยังผลให้สมหวังกันเท่าที่ควร
   ปีใหม่ขึ้นมาก็เป็นคนเก่านั้น แล้วแล้วผ่านไปเป็นปีใหม่อีกก็เป็นคนเก่านั้น ไม่สนใจที่จะแก้ตนเองให้เป็นไปในทางที่ถูกที่ดี ก็หาความหวังไม่ได้คนเรา ทั้ง ๆ ที่เกิดมาเต็มไปด้วยความหวังด้วยกัน เราไม่ใช่ไม่หวังทุกวันเวลาอิริยาบทหวังด้วยกันทุกคน ไม่ว่าเฒ่าแก่ชราเพศใดวัยใด มีความหวังด้วยกัน หวังความสุขความเจริญและหวังในสิ่งที่ตนพึงใจ แต่ทำไมถึงได้พลาดไป ๆ ก็เพราะเหตุที่จะทำให้สมหวังไม่มีในความประพฤติ การกระทำของตัวสิ่งที่พึงหวังอันเป็นสิ่งดีงาม อันเป็นความสุข ก็กลายเป็นความทุกข์ไปเสีย เพราะเหตุแห่งการกระทำนั้นเป็นความทุกข์ สุขจึงไม่กล้าอาจเอื้อมแทรกแซงได้ ความหวังอันพึงใจจึงไม่ปรากฏ
   ด้ายเหตุนี้การประพฤติตัว การรักษาตัว จึงเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งกว่าการปฏิบัติรักษาสิ่งอื่นใดในโลก สมบัติเงินทองข้าวของเราหามาได้ เราจับจ่ายไปได้เป็นผลประโยชน์ ถ้าเจ้าของมีความฉลาดตามเหตุผลหลักธรรมเสียอย่างเดียว แต่การปฏิบัติรักษาเจ้าของให้มีความฉลาดสำหรับตัวและหน้าที่ที่เกียวข้องกับสมบัติเงินทองบริษัทบริวาร นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะฉะนั้นการรักษาตนจึงควรถือเป็นข้อหนักแน่นยิ่งกว่าการรักษาวสิ่งใด การรักสงวนสิ่งอื่นใดก็ไม่เหมือนรักตนสงวนตน เพื่อเป็นพื้นฐานแห่งความดีและความมั่นคงทั้งหลาย
   คนเราถ้าไม่รักตนโดยชอบธรรมถูกธรรมเสียอย่างเดียว อะไรที่เกี่ยวข้องกับตนก็เหลวไหลไปได้ ไม่ว่าจะมีสมบัติเงินทองเป็นจำนวนล้าน ๆ บาท สมบัติเหล่านั้นจะไม่มีคุณค่าอะไรสำหรับคน ๆ นั้น นอกจากสมบัติทั้งหลายนั้นจะกลายมาเป็นฟืนเป็นไฟเผาลนคนที่หาเหตุผลไม่ได้ให้ฉิบหายวายปวงไปถ่ายเดียว ทั้ง ๆ ที่หยิ่งว่าตนมีเงินมีทองมากนั้นหละ เพราะไม่มีธรรมเป็นเครื่องค้ำประกันคุณภาพของคนไว้ สมบัติก็บรรลัย ตัวเองก็เหลวแหลกหาความดีงามไม่ได้
   ธรรมเป็นเหมือนกับเบรค รถมีเบรค มีทั้งคันเร่ง พวงมาลัย ต้องการจะขับขี่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็หมุนพวงมาลัย ต้องการจะเร่งในสถานที่ควรเร่งก็เหยียบคันเร่งลงไป ต้องการจะรอหรือจะหยุดในสถานที่ควรรอ ควรหยุดก็เหยียบเบรคลงไป รถให้ความสะดวกแก่ผู้ขับขี่ที่รู้จักการใช้รถเป็นอย่างดีและปลอดภัย
   ตัวเราเองก็มีคนขับรถคือใจ คอยระวังและเหยียบคันเร่ง เหยียบเบรค หมุนพวงมาลัย ทางกาย วาจา ใจ ให้หมุนดำเนินไปในทางที่ถูกต้องดีงาม คอยเร่งในการทำงานที่ชอบ และคอยเหยียบเบรคไว้ไม่ให้ทำความผิดอยู่เสมอ
   คนที่ขับรถภายนอกเขาก็ต้องเรียนวิชาขับรถมาก่อน เรียนจนสอบได้ตามกฎจราจรจริง ๆ ไม่ได้สอบแบบทุกวันนี้นะ ซึ่งเอาเงินไปยื่นให้ ตบตากินแล้วปล่อยไปเลย จะขับเหยียบหัวคนทั้งแผ่นดินก็ตามแกเถอะ ฉันได้เงินแล้วเป็นพอ ไม่เกี่ยวเรื่องอื่น ๆ เพราะฉะนั้นคนขับขี่รถส่วนมามีแต่ตนตาบอด ขับไม่มีทางเอกทางโท ขับบึ่งไปเลย ชนกันแหลกแตกกระจาย เวลาฉิบหายก็คนนั้นแหละไม่ใช่อะไรฉิบหาย รถฉิบหายก็คือรถของคน มาขึ้นอยู่กับคนเป็นผู้ฉิบหาย นี่เพราะอะไร เพราะใบขับขี่ตาบอด ไม่สนใจกับกฎจราจร ขับกันแบบตาบอดและชนเอา ๆ ตายพินาศฉิบหายวันหนึ่งกี่ศพไม่พรรณนา สิ่งของสมบัติฉิบหายเป็นเรื่องเล็กน้อย ถือเป็นธรรมด๊า ธรรมดา
   กฎจราจรคือกฎแห่งความปลอดภัย ถ้าสนใจและปฏิบัติตามกฎจราจรแล้วความปลอดภัยมีมาก เราอยากจะพูดว่า 95 % ทั้งนี้เว้นแต่เหตุสุดวิสัย เช่นยางระเบิดเป็นต้น แต่นี่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น อวดเก่งยิ่งกว่ากฎจราจร แล้วก็โดนเอา ๆ นี่เราเทียบการขับขี่ยวดยานพาหนะภานอกเพื่อความปลอดภัย ต้องขับขี่ตามกฎจราจร ผู้ที่จะขับรถก็ต้องได้ศึกษามาด้วยดีในการขับรถ
   เราขับตัวเราคือปฏิบัติตัวเราตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยไร้ทุกข์ เราก็ต้องปฏิบัติตามกฎแห่งศีลธรรม อันใดที่ควรไม่ควร งานใดที่ควรให้มีความขยันหมั่นเพียร เปรียบเหมือนกับเหยียบคันเร่ง ด้วยความอุตส่าห์พยายาม ไม่เกียจคร้านขี้คร้านอ่อนแอ มีความขยันหมั่นเพียร ในหน้าที่การงานที่ชอบนั้น ๆ จนเป็นผลสำเร็จ สิ่งใดไม่ควร รีบเหยียบเบรคห้าล้อตัวเองไม่ให้ทำ และหมุนพวงมาลัยไปตามสายของงานที่เป็นประโยชน์  และถนัดกับจริตนิสัยของตน ชื่อว่าขับขี่ตนโดยชอบ หรือปฏิบัติตนโดยชอบ
   ดังพระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า อุฏฺฐานสัมปทา อย่าขี้เกียจเพราะท้องปากไม่ได้ขี้เกียจ ท้องปากถึงเวลาหิวมันหิว ถึงเวลาง่วงมันง่วง อยากหลับอยากนอน หิวกระหายเป็นไปได้ทุกอย่างทุกเวลา ทั้งหนาวทั้งร้อนเต็มอยู่ในร่างกายนี้ทั้งนั้น ต้องหามาเยียวยารักษา สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้ขี้เกียจเหมือนคนความหิวถึงเวลาหิวมันก็หิว โรคจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ สกลกายทั้งหมดนี้เป็นเรือนแห่งโรค มันจะเกิดขึ้นในอวัยะส่วนใดก็ได้ ถ้าไม่มียารักษาก็ต้องตาย ยามาจากไหน ถ้าไม่มาจากความวิ่งเต้นขวนขวาย ความวิ่งเต้นขวานขวายที่เป็นไปด้วยความขี้เกียจ ขี้คร้าน จะทันกับความจำเป็นแห่งธาตุขันธ์ได้อย่าไร 
   ธาตุขันธ์ของเราเต็มไปด้วยโรคด้วยภัย ด้วยความกังวลวุ่นวายที่จะต้องดูแลรักษาอยู่ตอลดเวลา ถ้าขี้เกียจขี้คร้านก็ไม่ทันกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่จะรักษาตัวเองให้แคล้วคลาดปลอดภัยและสมบูรณ์พูนผลจนถึงอายุขัย ก็ต้องมีความขยันหมั่นเพียร และขับขี่คือบังคับตนในทางที่ถูกที่ดี ทางจิตใจก็มีความสุขความสบาย ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรม มีหลักธรรมเป็นหลักใจ กายวาจาก็เคลื่อนไหวไปตามธรรมที่ได้อบรมมาเรียบร้อยแล้ว เปรียบเหมือนกับคนขับขี่รถซึ่งได้เรียนหลักวิชากฏจราจรมาด้วยดีแล้วก็ปลอดภัย
   นี่เราก็เรียนหลักวิชาจากธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ให้ความปลอดภัย ร้อยทั้งร้อยถ้าปฏิบัติตามธรรมแล้วย่อมปลอดภัย หมุนกายวาจาของเราให้เป็นไปตามใจ ใจหมุนให้เป็นไปตามธรรมคือความถูกต้องดีงาม คน ๆ นั้นก็มีความสุขความเจริญเพราะความมีหลักเกณฑ์ตามหลักธรรมการขับตัวเอง การบังคับตัวเอง ขับขี่ตัวเองเหมือนกับเขาขับรถตามกฎจราจร ย่อมปลอดภัยไร้โทษ
   คนขับรถมือดีก็คือขับไม่ผิดไม่พลาด รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวควรเร่งก็เร่ง ควรรอก็รอ ควรหยุดก็หยุด ควรเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็เลี้ยวไปตามเหตุผลที่ควรเลี้ยว นี่เราจะแยกไปทางไหน หน้าที่การงานไปทางไหนเห็นว่าเป็นผลประโยชน์แก่ตนและส่วนรวม เราก็แยกไปเหมือนกับหมุนพวงมาลัย เพราะฉะนั้น การงานจึงมีในโลกมากมายตามแต่ความถนัดของผู้ต้องการ ความขยันหมั่นเพียรเป็นสิ่งสำคัญมาก ให้มีความขยันหมั่นเพียรในการงานที่ชอบ ผลจะเป็นที่พอใจ ไม่อด ๆ อยาก ๆ ขาด ๆ เขิน ๆ สะเทินน้ำสะเทินบกดังคนขี้เกียจทั้งหลายเผชิญกัน
   เวลาได้มาแล้วให้เก็บหอมรอมริบ อย่าสุรุ่ยสุร่าย อย่าใช้ฟุ่มเฟือยจนเกินเหตุ เกินผล เกินเนื้อเกินตัว นั่นเป็นของไม่ดี ทรัพย์สมบัติเสียไปยังไม่เท่าใจที่เสียไป ใจที่เสียไปแล้วแก้ได้ยากสมบัติเงินทองเสียไปมากน้อยไม่เป็นไร ถ้ามีเหตุผลในการจับจ่าย จับจ่ายสิ่งนั้นไปเพื่อผลประโยชน์อย่างนั้น จับจ่ายเงินไปจำนวนเท่านั้น เพื่อผลประโยชน์อย่างนั้น และเป็นผลประโยชน์ตามเหตุผลที่คาดเอาไว้ไม่ผิดพลาด ชื่อว่ารู้จักการจ่ายทรัพย์ ย่อมไม่อับจนทนทุกข์
   เพราะเงินมีไว้ก็เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตน เงินไปแลกเปลี่ยนสิ่งใดมา สิ่งนั้นก็เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตน ไม่ใช่แลกเปลี่ยนมาแล้วมาทำลายตนเอง เช่นเอาไปซื้อยาเสพติดมากิน ซื้อเหล้าซื้อยาอะไรเหล่านี้มากิน อันนี้กินแล้วเกิดความมึนเมายังไม่แล้ว ยังทำตัวบุคคลให้เสียอีก เงินก็เสียไป ใจก็เสีย บุคคลนั้นก็เสีย นี้เรียกว่าจ่ายเพื่อทำลาย มิใช่จ่ายเพื่อความจำเป็นเห็นผลประโยชน์ในการจ่ายทรัพย์ เหล่านี้ผู้มีธรรมย่อมไม่ทำ ผู้ไม่มีธรรมทำได้วันยังค่ำ ทำได้จนหมดเนื้อหมดตัว และทำได้จนวันตาย นี่ผิดกันไหม มนุษย์เรา มนุษย์เหมือนกันนั้นแหละ มันอยู่ที่ใจที่ได้รับการอบรมทางที่ถูกที่ดีหรือไม่ได้รับการอบรม ต่างกันตรงนี้มนุษย์เรา
   ผู้ได้รับการอบรมย่อมจะรู้ในสิ่งที่ควรไม่ควร ผู้ไม่ได้รับการอบรมหรือคนดื้อด้านสันดานหยาบเสียอย่างเดียวก็ไม่มีศาสนา ไม่มีครูมีอาจารย์ ไม่ยอมฟังเสียงใคร ถ้าเป็นโรคก็ไม่ฟังเสียงยาไม่ฟังเสียงหมอ คอยแต่จะบึ่งเข้าห้องไอ.ซี.ยู.อย่างเดียว คนประเภทนี้พระพุทธเจ้าท่านว่า ปทปรมะ ไม่มีทาง อบรมสั่งสอนได้ท่านตัดสะพานเสีย คำว่าตัดสะพานคือไม่แนะนำสั่งสอนต่อไป เหมือนมนุษย์มนา เทวดา อินทร์ พรหมทั้งหลาย ปล่อยตามสภาพเหมือนกับคนไข้ที่ไม่มีทางรอดแล้วก็เข้าห้อง ไอ.ซี.ยู. นี่ก็เป็นอย่างนั้น
   นี่เป็นปีใหม่ เราต้องรับปีใหม่ จะรับด้วยวิธีการใด ที่ถูกต้อง รับด้วยความประพฤติตัวดี แก้ไขสิ่งที่ไม่ดีให้ดี ขึ้นมาดัดแผลงใหม่ แก้ไขใหม่ให้เป็นคนใหม่ขึ้นมาในคน ๆ เก่านั่นแหละ แต่ก่อนเคยชั่วก็กลับตัวให้ดี เคยดีแล้วก็ให้ดีเยี่ยมขึ้นไป นี่แหละเป็นพรของพวกเราทั้งหลาย ให้พยายามปฏิบัติตัวอย่างนี้
   คำว่าธรรมเป็นหลักใจคืออะไร หลักธรรมอันแท้จริงก็คือ พระพุทธจ้า พระธรรม พระสงฆ์ นี่แหละ แก่นแห่งธรรมรากเหง้าเค้ามูลแห่งธรรม คือพระพุทธจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธเจ้าท่านเป็นศาสดาเอกสอนโลก โลกทั้งสามนี้พระพุทธเจ้าเป็นครูทั้งนั้น ทำไมพระพุทธเจ้าก็เป็นคน ๆ หนึ่งเหมือนกันกับมนุษย์เรา เหตุใดท่านจึงได้เป็นครูของโลกทั้งสามได้ เราเพียงเป็นครูสอนเราคนเดียวยังไม่ได้เรื่องจะว่าไง สอนให้ไปอย่างนี้มันเถลไถลอย่างนั้นเสีย สอนให้เป็นอย่างนั้นมันกลับเถลไถลไปอย่างนี้เสีย หรือจะให้ยกตัวอย่างเหรอ
   ยกตัวอย่างคนเถลไถล เอาฝ่ายผู้ชายก่อนนะ ถ้าเอาฝ่ายผู้หญิงก่อนเดี๋ยวเขาจะหาว่าหลวงตาบัวนี้เข้ากับผู้ชายมากไป แล้วเหยียบย่ำทำลายผู้หญิง หลวงตาบัวไม่เหยียบย่ำใคร พูดตรง ๆ เอ้า นี่พ่ออีหนูเอาเงินนี้ไปจ่ายตลาดให้หน่อย วันนี้ยุ่งงานมาก ไม่ได้ไปแล้ว เมียเอาเงินยื่นใส่มือพ่ออีหนู พ่ออีหนูไปก็ไปเจอเขาเล่นการพนัน แล้วก็เอาเงินที่เมียมอบให้ไปจ่ายตลาดใส่การพนันเสร็จ เข้าบ้านไม่ได้กลัวเมียตีหน้าแข้งเอา นั่นคือความเถลไถล เมียไม่ได้บอกให้ไปเล่นไฮโลไฮเลอะไรกันนั่นน่ะ ให้ไปซื้อของตลาด แล้วเอาเงินไปเล่นการพนันโน้นเสีย แล้วเข้าบ้านไม่ได้ กลัวแม่อีหนูตีขาเอา จะว่าไง ไม่ว่าแต่แม่อีหนูพ่ออีหนูก็ฟาดเหมือนกันถ้าแม่อีหนูทำยังงั้นนะ นี่คือความเถลไถลไม่ตรงตามเหตุตามผลอันเป็นความถูกต้องดีงาม ที่จะทำความไว้วางใจและความร่มเย็นให้แก่ครอบครัว กลับไปทำความเดือดร้อนแก่ครอบครัวเพราะความเถลไถลนั้นแหละ
   เงินจำนวนนั้นเอาไปซื้อสิ่งของมาทำอาหารการบริโภคในครอบครัวก็สบายไปมื้อหนึ่ง ๆ วันหนึ่ง ๆ แต่ทีนี้เอาไปทำอย่างนั้นเสีย ทำให้เกิดความเดือดร้อนไปทั้งครอบครัว ถึงขนาดพ่ออีหนูเข้าบ้านไม่ได้ แม่อีหนูก็เดือดร้อน ถึงจะได้ตีหน้าแข้งพ่อไอ้หนูผู้ทำผิดก็ตาม ก็ยังไม่พ้นความเดือดร้อนความไม่ไว้ใจกันอยู่นั่นเอง นี้แหละคือทางไม่ดี ให้รู้กันเสีย เรายกตัวอย่างมาให้ดูย่อ ๆ ที่ว่าสอนตนคนเดียวก็ไม่ได้นั้น ไม่ได้อย่างนี้เอง ฟังเอา ส่วนพระพุทธเจ้าทรงสอนสัตว์ได้ตั้งสามภพ จึงต่างกับพวกเราอยู่มากราวฟ้ากับดิน
   เงินมีมากมีน้อย ให้จับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่เป็นประโยชน์จะจ่ายไปแต่ละสตางค์อย่าจ่ายด้วยความลืมตัว ให้จ่ายด้วยความมีเหตุมีผล จ่ายด้วยความจำเป็น อย่าจ่ายด้วยนิสัยสุรุ่ยสุร่าย นั่นมันเป็นการทำลายตัวและทรัพย์สิน การสจับจ่ายด้วยความจำเป็นนั้นเป็นความเหมาะสมอย่างยิ่ง  ไม่ค่อยผิดพลาดตลอดไป การแลกเปลี่ยนเอาสิ่งนั้นมา สิ่งนั้นเราไม่มี เรามีสิ่งนี้ แต่เราต้องการสิ่งนั้นเพื่อประโยชน์อย่างนั้น ๆ แล้วเรานำสิ่งนี้เปลี่ยนเอามา ซื้อเอามาได้ นี้ชื่อว่ามีเหตุมีผลและมีความจำเป็นจ่ายมากจ่ายน้อยก็ไม่เสียหาย ถ้าจ่ายด้วยเหตุด้วยผลและความจำเป็นตามหลักธรรมดังที่กล่าวมา
   ให้จ่ายด้วยความคำนึงเสมอ อย่าจ่ายด้วยความลืมเนื้อ ลืมตัว จ่ายจนเป็นนิสัย จ่ายจนไม่รู้จักคำว่าเสียดาย นั่นท่านเรียกว่า บ้าจ่าย ออกจากบ้าจ่ายแล้วก็ใจรั่ว ลงได้ใจรั่วแล้วเก็บอะไรไม่อยู่ เหมือนกับภาชนะรั่วนั่นแล เอาไปตักน้ำซิ อย่าว่าเพียงน้ำในบึงในบ่อนี้เลย ไปตักน้ำมหาสมุทรก็ไม่อยู่ ไม่ขัง เอาตะกร้าไปตักน้ำมันไหลออกหมด นี้ก็เหมือนกัน คนใจรั่วจะเอาเงินให้เป็นแสน ๆ ให้กี่สิบล้านร้อยล้านก็เถอะ ไม่มีเหลือเลยฉิบหายหมดเพราะใจรั่วเก็บไม่อยู่ นี่แลโทษแห่งความเป็นคนบ้าจ่าย โทษแห่งความใจรั่วเป็นอย่างนี้ ใครไม่อยากเป็นบ้า อย่าทำอย่างนั้น
   อย่าประพฤติตัวให้เป็นคนใจรั่ว อะไร ๆ ผ่านมาคว้าหมด ๆ เงินแทนที่จะมีไว้ใช้ได้สองวันสามวัน แต่ใช้วันเดียวขณะเดียว ไม่พอใช้ด้วยซ้ำไป เพราะความใจรั่วมันสังหารแหลกในพริบตาเดียว นี่แลคนเราถ้าเลยเขตของธรรมแล้วเป็นอย่างนี้ หาชิ้นดีไม่ได้
   ธรรมท่านบอกว่า อารกฺสมฺปทา   ให้เก็บหอมรอมริบ สิ่งไหนที่ควรจะจับจ่ายก็ให้จับจ่ายโดยทางเหตุผล เก็บไว้เพราะอะไรก็ให้มีเหตุผล ที่เก็บไว้เก็บไว้เพื่อความจำเป็นในกาลข้างหน้า ไม่ว่าตัวเราหรือครอบครัว หากเกิดความจำเป็นขึ้นมาอย่างไรแล้วจะได้เอาเงินจำนวนที่เก็บไว้นี้ เพื่อรักษาตัวและผู้เกี่ยวข้อง ที่จำเป็นจ่ายไปเวลานี้จ่ายไปด้วยความจำเป็นอย่างนี้ ๆ ก็รู้ไว้ ธรรมท่านบอกว่าไม่ให้เหลือเฟือ ไม่ให้ใช้ฟุ่มเฟือยแบบลืมเนื้อลืมตัว ไม่ให้เก็บไว้แบบตระหนี่แกะไม่ออก แม้ตัวเองจะตายก็ไม่ยอมจ่ายค่าหยูกค่ายา แต่ก่อนเงินเราเป็นเงินตรา เหรียญตราจนเข้าสนิมเขาเรียกเป็นกาบปลี เป็นยางปลี ดำปี๋ ดำเป็นสนิมไปเลย เก็บไว้ไม่มีจ่ายสักที เพราะผีตัวตระหนี่มันหึงหวงมาก ตามแล้วยังมาเป็นเปรตเป็นผีเฝ้าถุงเงินอยู่นั้นอีกแหละ นั่นมันเกินเหตุเกินผลของโลกไป เพราะความตระหนี่ถี่เหนียวบีบบังคับ ตายไปแล้วยังมาหวงอยู่อีก นั้นเกินประมาณความพอดี ไม่ถูกธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น การเก็บที่ดี การจับจ่ายใช้สอยอะไรก็ดี ให้มีเหตุมีผลเป็นธรรมคุ้มครองรักษาอยู่เสมอ จะเก็บพอดี จะจ่ายพอดีมีความสุข นี่แลกการประพฤติตัว การมีหลักใจ ไม่ให้เป็นคนใจรั่ว ควรปฏิบัติตัวและสิ่งเกี่ยวข้องตามหลักธรรมดังที่กล่าวมา

มีต่อ.....

5
พระประวัติ - สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร องค์สกลมมหาสังฆปรินายกนั้น
ทรงสามารถมากทั้งในทางคันถธุระและวิปัสสนาธุระ อย่างยากที่จะหาพระมหาเถระร่วมสมัยรูปใด
ได้เข้าถึงทั้งทางปริยัติ และปฏิบัติเช่นพระองค์ท่าน พระคุณท่านทรงทราบทั้งทางศกสมัยและปรสมัย
ทั้งทางโลกและทางธรรม ประกอบไปด้วยพระสีลาจารวัตรอันงาม ทรงมีความอ่อนน้อมถ่อมพระองค์
อย่างสุภาพราบเรียบ ทั้งยังทรงไว้ซึ่งพรหมวิหารธรรม สมกับความเป็นผู้ใหญ่โดยแท้
นอกเหนือไปจากพระอารมณ์ขัน อันน่าสำเหนียกอีกด้วย

พระวัจนะทั้งที่ทรงเทศนาสั่งสอน และที่ทรงพระนิพนธ์ เพื่อแผ่ธรรมนั้น นับว่าน่าจับใจ
หากเป็นไปอย่างเรียบๆ อันผู้อ่านต้องตั้งใจ และรู้จักอ่านระหว่างบรรทัดด้วย จึงจะเข้าถึงสาระ
ที่ต้องพระประสงค์จะสื่อถึง หากคนไทยร่วมสมัย ยังสยบยอมกับโลกาภิวัตน์มากเกินไป
จนพุทธศาสนา กลายไปจากเนื้อหาสาระอย่างน่าเสียดาย

สมเด็จพระญาณสังวร พระฉายาว่า"สุวัฑฒโน" พระนามเดิมว่า เจริญ พระสกุล "คชวัตร"
ประสูติที่บ้านเลขที่ 367ตำบลบ้านเหนืออำเภอเมืองจังหวัดกาญจนบุรี
เมื่อวันศุกร์ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 3 ตุลาคมพ.ศ.2456
 
สมเด็จพระญาณสังวรฯได้เข้าศึกษาชั้นประถมศึกษาเมื่อมีอายุได้ 7 ขวบ ที่โรงเรียนประชาบาล
วัดเทวสังฆารามซึ่งอยู่ใกล้บ้าน ทรงเรียนที่ศาลาวัดจนจบชั้นสูงสุด คือประถม 3  ถ้าจะเรียนต่อ
ระดับมัธยม  ต้องย้ายโรงเรียนไปเรียนที่ วัดไชยชุมพลชนะสงคราม( วัดไต้ )
ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด แต่ครูที่โรงเรียนวัดเทวสังฆาราม ชวนให้เรียนต่อที่โรงเรียน
เพราะเปิดชั้นระดับประถมปีที่ 4 ( เท่ากับชั้น ม.1 ) 
จึงทรงเรียนที่โรงเรียนเดิม พ.ศ.2468  ทรงสอบได้เป็นลูกเสือเอก
ต้องฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อเตรียมการเข้าซ้อม ร่วมกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎฯ
ที่จะเสด็จพระราชดำเนิน มาซ้อมรบเสือป่าที่นครปฐม
แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎทรงสวรรคตก่อน
 
ขณะเรียนที่โรงเรียน เคยรับเสด็จฯเจ้านายหลายครั้ง เช่น
สมเด็จพระปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธ์วรเดช
สมเด็จพระญาณสังวรฯ เรียนจนถึงชั้นประถม 5 ก็ทรงถึงทางตัน
เพราะเมื่อจบแล้วก็ไม่ทราบว่าจะไปเรียนต่อที่ไหน จึงออกจากโรงเรียน

เมื่อ พ.ศ.2469 มีน้าของท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดเทวสังฆาราม
โยมป้าจึงชักชวนให้บวชเณรแก้บน จึงบรรชาเป็นสามเณรเมื่อมีอายุได้ 14 ปี
มีพระครูอดุลสมณกิจ ( ดี พุทธโชติ ) เจ้าอาวาทวัดเหนือเป็นพระอุปัชฌาย์
ทรงจำพรรษาอยู่ที่วัด เพราะคุ้นเคยกับ หลวงพ่อและพระเณร
เพราะทรงเรียนหนังสือ อยู่ในวัดมาตั้งแต่เล็ก

ทรงศึกษาธรรมสวดมนต์ จนเมื่อออกพรรษา หลวงพ่อชวนให้ไปเรียนภาษาบาลี
ที่วัดเสน่หา จังหวัดนครปฐม เพื่อต่อไปจะได้กลับไปช่วยสอนที่วัด ในปี พ.ศ.2470

ทรงศึกษาไวยากรณ์ที่วัดเสน่หา โดยมีพระสังวรวินัย(อาจ) เจ้าอาวาสขณะนั้น
และมีอาจารย์ถวายการสอน เป็นพระเปรียญ มาจากวัดมกุฏกษัตริยาราม
ได้ทรงเรียนแปลธรรมบท ใน พ.ศ.2472 อีกพรรษาหนึ่ง
แล้วเสด็จกลับไปประทับที่วัดเทวสังฆาราม

เมื่อเสด็จไปแสดงพระธรรมเทศนา
ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระครูสังวรวินัยหลวงพ่อวัดเหนือ
ได้นำสมเด็จฯ มาฝากเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
โดยได้อยู่ในความดูแลของ พระครูพุทธมนต์ปรีชา ได้รับประทานฉายา
จากเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้าว่า  " สุวัฑฒโน"
ได้ทรงปฏิบัติตามระเบียบของวัด สวดมนต์ ศึกษาพระปริยัติธรรม
ทรงสามารถสอบได้ดังนี้

- พ.ศ.2472 พระชนมายุ 17 ปี สอบได้นักธรรมตรี
- พ.ศ.2473 พระชนมายุ 18 ปี สอบได้นักธรรมโท และเปรียญ 3 ประโยค
- พ.ศ.2475 พระชนมายุ 20 ปี สอบได้นักธรรมเอก และเปรียญ 4 ประโยค
  เมื่อ พ.ศ.2474 เป็นสามเณรองค์เดียวที่ได้รับพระราชทานผ้าไตร
จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ที่เสด็จพระราชดำเนินมาทอดกฐิน ณ วัดบวรนิเวศฯ

เมื่อมีพระชนมายุครบอุปสมบท
จึงเสด็จฯ มาอุปสมบท ที่วัดเทวสังฆาราม
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนพ.ศ.2476 โดยมี
พระครูอดุลยสมณกิจ ( ดี พุทธโชติ ) เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม เป็นพระอุปัชฌาย์
พระครูวินฐสมาจารย์ ( เหรียญ ) เจ้าอาวาสวัดศรีอุปราราม ( วัดหนองบัว )เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระปลัดหรุง เจ้าอาวาสวัดทุ่งสมอ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

         เมื่ออุปสมบทแล้ว จำพรรษาอยู่ที่วัดเทวสังฆาราม
จนออกพรรษา จึงเสด็จกลับวัดบวรนิเวศวิหาร ทรงอุปสมบทซ้ำ
เป็นพระธรรมยุต ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร
สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์
และเสด็จกลับมาอยู่วัดเหนืออีก 2 ปี ทรงสอบปริยัติธรรมได้ทุกปี ดังนี้

- พ.ศ.2476 พระชนมายุ 21 ปี สอบได้เปรียญ 5 ประโยค
- พ.ศ.2477 พระชนมายุ 22 ปี สอบได้เปรียญ 6 ประโยค
- พ.ศ.2478 พระชนมายุ 23 ปี สอบได้เปรียญ 7 ประโยค
- พ.ศ.2481 พระชนมายุ 26 ปี สอบได้เปรียญ 8 ประโยค
- พ.ศ.2484 พระชนมายุ 29 ปี สอบได้เปรียญ 9 ประโยค

สมเด็จพระญาณสังวรฯ มีภารทางการงาน และการศึกษา
ตั้งแต่ยังเป็นพระเปรียญตรี เปรียญโท และเมื่อมีวิทยฐานะ
เข้าเกณฑ์เป็นกรรมการ ตรวจข้อสอบนักธรรมและบาลี
ก็ได้รับการแต่งตั้ง เป็นกรรมการ ตรวจธรรมและบาลีสนามหลวงเรื่อยมา
คือตั้งแต่ นักธรรมตรี โท เอก ประโยค ป.ธ.3 - ป.ธ.9
นอกจากนั้นยังมีภารกิจ ในการเผยแผ่ศาสนาในต่างประเทศ
เสด็จฯประเทศต่างๆ มากมายหลายประเทศ
 
การหนังสือ สมเด็จพระญาณสังวรฯ
ได้เรียบเรียงหนังสือต่างๆไว้มาก
ทั้งประเภทตำราทางการศึกษา ธรรมกถา
ธรรมเทศนา และสารคดีอื่นๆ

สมณศักดิ์

- พ.ศ. 2490 ทรงเป็นพระราชาคณะสามัญที่พระโสภณคณาจารย์
- พ.ศ. 2495 ทรงเป็นพระราชาคณะในพระราชทินนามเดิม
- พ.ศ. 2498 ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นเทพในพระราชทินนามเดิม
- พ.ศ. 2499 ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่พระธรรมวราภรณ์
- พ.ศ. 2504 ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรองที่พระศาสนโสภณ
- พ.ศ. 2515 ทรงเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญษณสังวรฯ
- พ.ศ. 2532 ทรงได้รับการสถาปนาเป็น

สมเด็จพระญารสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 19

พระประวัติ - สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

6
คําคมธรรมะ ข้อคิดดีๆ - 1 - 5 - ท่าน ว.วชิรเมธี

๑. สำคัญที่ใจ

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา
มนสา เจ ปทุฏฺเฐน ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ จกฺกํว วหโต ปทํ.

ธรรมทั้งหลายเริ่มต้นที่ใจ
ใจประเสริฐที่สุด ใจเป็นผู้สร้างสรรค์
หากใจไม่ดี การพูดหรือการทำ
ก็พลอยไม่ดีตามไปด้วย
เพราะความที่ใจไม่ดีนั้นเป็นเหตุ
ความทุกข์ก็ติดตามมา
ดังหนึ่งล้อเกวียนหมุนเวียนตามรอยเท้าโค

๒. สำคัญที่จิต

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา
มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ สุขมเนฺวติ ฉายาว อนุปายินี.

ธรรมทั้งหลายเริ่มต้นที่ใจ
ใจประเสริฐที่สุด ใจเป็นผู้สร้างสรรค์
หากใจดี ใจผ่องใส การพูดหรือการทำ
ก็พลอยดีตามไปด้วย
เพราะความที่ใจดีนั้นเป็นเหตุ
ความสุขก็ติดตามมาดังหนึ่งเงาตามตน

๓.ไม่จองเวร

อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม
เย จ ตํ อุปนยฺหนฺติ เวรํ เตสํ น สมฺมติ.
อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม
เย จ ตํ นูปนยฺหนฺติ เวรํ เตสูปสมฺมติ
.
บุคคลใดผูกเวรว่า
“มันผู้นี้ ได้ด่าเรา
มันผู้น้ี ได้ทำร้ายเรา
มันผู้นี้ ได้เอาชนะเรา
มันผู้นี้ ได้ขโมยของของเรา
เวรของผู้นั้น ย่อมไม่ระงับ
ส่วนบุคคลผู้ใด มิได้ผูกเวรเช่นนั้น
เวรของผู้นั้น ย่อมระงับลงได้”

๔. ให้อภัย

น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
อเวเรน จ สมฺมนฺติ เอส ธมฺโม สนนฺตโน.

แต่ไหนแต่ไรมาในหล้านี้
เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร
แต่ระงับได้ด้วยการไม่จองเวร
นี่เป็นสัจธรรม

๕.รักตัวกลัวตายคล้ายกัน

สพฺเพ ตสนฺติ ทณฺฑสฺส สพฺเพ ภายนฺติ มจฺจุโน
อตฺตานํ อุปมํ กตฺวา น หเนยฺย น ฆาตเย.

สรรพสัตว์หวาดกลัวต่อการลงทัณฑ์
ประหวั่นพรั่นพรึงต่อความตาย
เอาใจเขามาใส่ใจเราอย่างนี้แล้ว
ไม่ควรฆ่าเอง ไม่ควรใช้ใครให้ไปฆ่า

คําคมธรรมะ ข้อคิดดีๆ - 1 - 5 - ท่าน ว.วชิรเมธี

7
พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ นำไปสู่ความพ้นทุกข์ - หลวงปู่บุดดา ถาวโร

..........ลำดับนี้ตั้งใจนมัสการคุณพระรัตนตรัยด้วยกายพระนาม วจีพระนาม มโนพระนาม โดยสัจจะเคารพแล้ว น้อมพระธรรมเทศนาคำสอนพระผู้มีพระภาคเจ้ามาแสดง เพิ่มพูนปัญญาบารมีของชาวพุทธทั้งหลาย ได้มาเจริญบารมีของพระพุทธเจ้า มาเจริญคุณพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ให้เป็นไป เพื่อนำไปสู่ความตรัสรู้

จะเป็นทศบารมีก็ตาม ทศอุปบารมีก็ตาม ทศปรมัตถบารมีก็ตาม นำจิตใจของชาวพุทธทั้งหลายเข้าสู่ในภูมิธรรม จะได้เจริญมนุษยธรรมทั้งภายในและภายนอก เจริญเทวธรรมทั้งภายในและภายนอก เจริญพรหมธรรมทั้งภายในและภายนอก เจริญทั้งโลกุตตรธรรมภายในและภายนอกควบคู่กันไป

..........ในสมัยอดีตก็ดี มนุษยโลกต้องมีคนสองจำพวก ในมนุษยโลกนี้จะเป็นสัตว์เหล่าใดก็ตาม ถ้าพวกสร้างบารมีต้องมีสัมมาทิฏฐิเกิดกับจิตของพวกมนุษยโลกนั่นเอง ถ้าสวรรคเทวโลกก็ต้องมีสองพวก มีสัมมาทิฏฐิเกิดกับจิตพวกสวรรคเทวโลก พวกพรหมโลกก็มีสองพวก นี่มีสัมมาทิฏฐินั่นเองจะเข้าสู่ภูมิธรรม คือไม่มีโทษมีแต่บุญกุศลนำไปสู่โลกุตตรภูมิ

ถ้าถึงโลกุตตรธรรมแล้วนำเข้าสู่ในอริยมรรคสี่ อริยผลสี่นั่นเองจึงพ้นโทษไป โทษราคะของมนุษย์ก็ดี ของสวรรคเทวโลกก็ดี ของพรหมโลกก็ดี พอไปถึงโลกุตตรภูมิแล้ว ราคะย่อมไม่มีอำนาจอะไร โทสะไม่มีอำนาจอะไร โมหะไม่มีอำนาจอะไรเลย

ส่วนมนุษยโลกก็รอดตัวได้เพราะสัมมาทิฏฐิ พ้นจากราคะโทสะและโมหะ ส่วนสวรรคเทวโลกก็พ้นรอดตัวได้ก็เพราะสัมมาทิฏฐิ ได้อธิษฐานบารมีธรรมให้พ้นจากราคะ โทสะ โมหะได้ พวกพรหมโลกเขาก็มีอธิษฐานบารมีให้พ้นจากราคะ โทสะ โมหะได้ เพราะว่าราคะก็ดี โทสะก็ดี โมหะก็ดี นำพวกมิจฉาทิฏฐิไปสู่อบายภูมิ ไปเกิดในยมโลกแล้วก็เสวยแต่ความทุกข์ทั้งนั้น เป็นทุวิชชาโนไม่ควรเจริญ

ส่วนมนุษยโลกที่ดี สวรรคโลก พรหมโลกที่ดี เจริญสัมมาทิฏฐิเป็นสุวิชชา สุวิชชานี้เป็นไปเพื่อทางสวรรค์ ทางนิพพาน เมื่อได้พบโลกุตตรธรรมของพระอริยเจ้าแล้ว ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าก็ดี จากพระสาวกก็ดี สัมมาทิฏฐิในอริยมรรคนั่นเองจึงทำให้พระอริยเจ้าพ้นจากราคะ โทสะ โมหะ สังโยชน์ขาดไปนั่นเอง อวิชชาสังโยชน์ อวิชชานุสัย อวิชชาสวะ ย่อมรบกวนพระอริยเจ้าไม่ได้

พระอริยเจ้ามีทั้งภิกษุ สามเณรที่ได้ผ่านไปแล้ว มีทั้งอุบาสก อุบาสิกาที่ผ่านไปแล้ว ที่ยังอยู่เจริญสัมมาทิฏฐิ สุวิชชา คือให้เว้นจากทุวิชชา จะเข้าสู่ในอริยมรรคหนึ่ง อริยผลหนึ่งแล้ว สังโยชน์ย่อมขาดไปสาม ถ้าเจริญต่อไป ราคะสังโยชน์ต้องขาด ปฏิฆะสังโยชน์ต้องขาด ยังเหลือแต่รูปฌานและอรูปฌาน มานะ อุทธัจจะ อวิชชายังเหลืออยู่ห้าตัว

ถ้าเจริญอริยมรรคขั้นที่สี่ให้สมบูรณ์แล้วย่อมหมดไป อวิชชาสวะ อวิชชาสังโยชน์ อวิชชานุสัยหมดแล้วไม่มี จิตก็ว่าง ว่างจากราคะ ว่างจากโทสะ ว่างจากโมหะ ว่างจากอาสวะด้วย สังโยชน์ด้วย อนุสัยด้วย ที่จิตอย่างเคยเป็นมนุษยโลกยังข้องอยู่ในบุญในกุศลก็ว่างไป ยังข้องอยู่ในสวรรคเทวโลกก็หมดไป ข้องอยู่ในพรหมโลกก็หมดไป ข้องอยู่ในอาสวะทั้งสี่ ข้องอยู่ในสังโยชน์ทั้งสิบ ข้องอยู่ในอนุสัยเจ็ด ย่อมหมดไปสิ้นไปทั้งราคะโทสะและโมหะ ทุวิชชาโนก็หมดไปสิ้นไป เหลือแต่สุวิชชา

ให้เจริญมรรคสี่ ผลสี่ ให้ถึงนิพพาน ถึงสังขตธรรม อสังขตธรรม วิราคธรรม โลกธรรมทั้งสอง คือไม่มีราคะไปหาจิตนั่นเอง เป็นวิราคะนั่นเอง เมื่อจิตว่างจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ว่างตาม ชาวมนุษย์ที่ดีก็ต้องไปสู่โลกุตตระ ชาวสวรรค์ที่ดีก็ไปสู่โลกุตตระนั่นเอง ชาวสวรรค์พรหมโลกก็ไปสู่โลกุตตรธรรมนั่นเอง

จึงไม่ให้มีราคะมารบกวน โทสะมารบกวน โมหะมารบกวน พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีอยู่ในมนุษยโลก สวรรคเทวโลก พรหมโลก ไปถึงโลกุตตระแล้วไม่มีความเกิด ไม่มีความแก่ ไม่มีความเจ็บ ไม่มีความตาย ได้เสวยแต่อสังขตธรรม วิราคธรรม

..........ขอให้ชาวพุทธทั้งหลายได้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ทุกข์ทางตา ทางหู ทางจมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าได้มี ทุกข์ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ก็ไม่มี ไม่มีภายนอกหกก็ไม่มีความทุกข์ ภายในหกก็ไม่มีความทุกข์ พวกมนุษย์อดีตก็พ้นทุกข์แล้ว พวกมนุษย์ปัจจุบันก็พ้นทุกข์ไปแล้ว ยังแต่จะมาอนาคต

พระพุทธเจ้าที่จะมาอนาคตก็มาเห็นราคะนี่เองเป็นโทษ โทสะนี่เอง โมหะนี่เองเป็นโทษ ก็มาแสดงให้หมู่มนุษย์และเทวดาและพรหมทั้งหลาย ให้เสียสละราคะ โทสะ โมหะเสียแล้ว ได้เข้าสู่ในอริยมรรคสี่ อริยผลสี่ ได้เสวยสังขตธรรม อสังขตธรรม วิราคธรรม โลกธรรมทั้งสอง

ศาสนาของพระพุทธเจ้าอดีตก็ไม่ตาย ปัจจุบันก็ไม่ตาย อนาคตก็ไม่ตาย แต่สัตวโลกนั่นนะอดีตเขาก็เกิดตาย ปัจจุบันเขาก็เกิดตาย อนาคตเขาก็เกิดตาย เขาจึงได้เป็นทุกข์ ทุกข์เพราะความเกิด ทุกข์เพราะความตาย เพราะเกิดมามีราคะ โทสะ โมหะ จึงได้เป็นทุกข์ทั้งเกิดและตาย

..........ขอให้ชาวพุทธทั้งหลายเห็นโทษความเกิดความตายเป็นทุกข์ ให้เห็นโทษราคะ โทสะ โมหะ ให้เห็นคุณสังขตธรรม อสังขตธรรม ให้เห็นคุณวิราคธรรม ให้เห็นคุณของพระพุทธคุณพ้นทุกข์แล้ว คุณของพระธรรมพ้นทุกข์แล้ว คุณของพระสงฆ์พ้นทุกข์แล้ว ให้จิตใจของพี่น้องชาวพุทธได้เสวยพุทธคุณพ้นทุกข์ ธรรมคุณพ้นทุกข์ สังฆคุณพ้นทุกข์ ให้เจริญแต่มรรค ผล นิพพาน ให้เจริญแต่เพียงสังขตะ อสังขตะ และวิราคธรรมด้วยความสวัสดี

พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ นำไปสู่ความพ้นทุกข์ - หลวงปู่บุดดา ถาวโร

Pages: [1] 2 3 ... 10