Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
3
07 - ศูนย์พุทธโลก ที่เชื่อมสามัคคี และมีดีให้เขาฯ 2-พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม
4
06 - ศูนย์พุทธโลก ที่เชื่อมสามัคคี และมีดีให้เขาฯ 1-พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม
7
ต่อ......

คำว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นพระดำรัสของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ดำรัสว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ก็เพราะเหตุว่า จะบัญญัติชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไรก็บัญญัติไม่ถูกทั้งนั้น  เพราะในขณะจิตรู้ในสิ่งนั้น  ก็มีเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น มันอยู่เหนือสมมติบัญญัติ  อะไรที่เราสมมติบัญญัติชื่อมันได้อยู่สิ่งนั้นก็ไม่ใช่สัจจธรรม เพราะเป็นเพียงสมมติ
   ความรู้จริงเห็นจริงมันอยู่เหนือสมมติบัญญัติ ขอให้ท่านสังเกตดูตรงนี้ให้ดี  ถ้าหากว่ามีภูมิจิตภูมิธรรมเกิดขึ้นแล้ว  ความรู้ธรรมะในขั้นละเอียดของจิตนั้นเป็นแต่เพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งปรากฏการณ์ให้รู้อยู่ตลอดเวลา ไม่มีสิ่งที่เราจะไปสมมติบัญญัติ จิตก็นิ่งเด่นอยู่เฉย ๆ ภูมิความรู้จะเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ
   ทีนี้มีปัญหาว่า ภูมิความรู้นั้นมาจากไหน มาจากจิต จิตที่มีปัญญาอันละเอียด เฉียบแหลม  สามารถปรุงความรู้ขึ้นมา  ความรู้อันนั้นคือปัญญาที่เกิดขึ้นจากจิตตัวที่นิ่งเด่นอยู่นั้น คือตัวพุทธะ ผู้รู้ ผู้รู้เท่าเอาทัน คือไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รู้อะไรขึ้นมาก็เฉย รู้อะไรขึ้นมาก็เฉย  เพราะมันเป็นภูมิปัญญาของจิตที่ฝึกอบรมอยู่แล้ว จิตจึงไม่หวั่นไหว ไม่ติดในสิ่งเหล่านั้น ในขณะนั้นเป็นจิตที่บริสุทธิ์สะอาด ไม่มีตัณหา ไม่มีกิเลส  ไม่มีอุปาทาน จิตจึงมีปรากฏการณ์อย่างนั้น ถ้าหากว่าจิตของท่านผู้ใดเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดกาลไม่ผันแปร ก็ได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ พึงสังเกตทำความเข้าใจอย่างนี้
   ถ้าหากเราทำอย่างนี้ได้บ่อย ๆ แม้ว่าเราออกจากการปฏิบัตินั่งสมาธิหลับตามา มามองดูโลก และเข้าสู่สังคมในเมื่อเราประสบอารมณ์ต่าง ๆ ในสังคม นี่เราจะต้องกระทบกระเทือนหรือรับผิดชอบอยู่นั้น  ความรู้สึกของเราแต่เพียงว่า  “สักแต่ว่า”  พูดก็สักแต่ว่าพูด คิดก็สักแต่ว่าคิด  ทำสักแต่ว่าทำ  อันนี้คือสมาธิในภูมิธรรม ในอริยมรรค  แม้ออกมาจากการนั่งหลับตาสมาธิแล้ว  สมาธิก็ยังมีปรากฏอยู่ตลอดเวลาที่ตัวสติที่มีกำลังกล้าและเข้มแข็งนั้นเอง จึงดูคล้ายกับจิตมีความสงบอยู่ตลอดเวลา ส่วนที่สงบก็ปรากฏอยู่ ส่วนที่ออกมาบงการทำงานก็มีปรากฏอยู่  นี่คือสมาธิตามแนวทางของพระพุทธเจ้า ทำสมาธิเป็นแล้วมีภูมิจิต ภูมิธรรม  สามารถรู้ธรรมเห็นธรรมแล้ว เราสามารถเอาภูมิจิต ภูมิธรรมนั้นมาประกอบประโยชน์ตามวิถีทางของชาวโลก ตามวิถีทางของการครองชีพครองบ้านครองเรือนอย่างสบาย
   ถ้าสมาธิอันใด บำเพ็ญดีแล้ว ปฏิบัติดีแล้ว คืออยู่ในขั้นดี ตามความนิยมของผู้ปฏิบัติ มีภูมิสมาธิสงบดี มีภูมิธรรมที่เกิดขึ้น เกิดเบื่อหน่ายต่อครอบครัว เกิดเบื่อหน่ายต่อโลก ไม่เอาไหน ไม่อยากจะเข้าสู่สังคม ไม่อยากจะทำประโยชน์แก่ใคร ๆ อยากจะปลีกตัวหนีไปอยู่ป่าเสียคนเดียว  อะไรทำนองนี้  สมาธิอันนั้นอย่าเพิ่งไปเชื่อ ให้พิจารณาให้รอบคอบ
   ถ้าหากพระพุทธเจ้าสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า มีสมาธิมีสติปัญญาดี  เมื่อสำเร็จแล้วเกิดความเบื่อหน่ายต่อโลกไม่อยากอยู่กับโลก ไม่อยากโปรดโลก แต่พระองค์หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ตอนต้น ๆ แรก ๆ นั้นมาพิจารณาว่า ธรรมะที่ทรงตรัสรู้นี้เป็นของละเอียดสุขุม ยากที่เวไนยสัตว์จะรู้ตามเห็นตามได้ บางครั้งก็รู้สึกท้อแท้ในพระทัย ไม่อยากจะแสดงกลัวจะไม่มีผู้รู้ทันหรือรู้ตาม จนกระทั่งมีผู้กล่าวว่า มีท้าวมหาพรหมลงมาอาราธนาให้พระองค์ทรงแสดงธรรม ความจริงท้าวมหาพรหมที่ลงมาอาราธนานั้น  ก็คือพรหมวิหารที่อยู่ในพระทัยของพระองค์นั่นแหละ มากระตุ้นเตือนพระองค์ให้รู้สึกสำนึกในจารีตประเพณีของผู้ที่เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ที่เป็นพระพุทธเจ้าต้องมีเมตตา  กรุณา  มุทิตา  อุเบกขา  ในบรรดาเวไนยสัตว์ทั้งหลาย  เมื่อพระองค์ตัดสินพระทัยแสดงพระธรรมเทศนาแก่เวไนยสัตว์ คุณธรรมข้อนั้นจึงได้ชื่อว่า  พระมหากรุณาคุณ เป็นพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ข้อหนึ่งในบรรดาพระคุณทั้ง ๓ ประการ แล้วพระองค์ก็ทรงทำประโยชน์แก่โลกอย่างกว้างขวาง  จนสามารถประดิษฐานพระพุทธศาสนาลงในชมพูทวีป แล้วแผ่ขยายกว้างขวางมาสู่เมืองไทยเรา  เราได้เป็นทายาทประพฤติปฏิบัติมาทุกวันนี้ ก็เพราะค่าที่พระพุทธเจ้าสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วมิได้เบื่อหน่ายต่อการที่จะทำประโยชน์แก่โลกนั่นเอง
   เพราะฉะนั้น ผู้มีภูมิจิต  ภูมิธรรม  หรือมีความรู้แจ้งเห็นจริง  ในธรรมะที่ควรรู้  ควรเห็น  จึงไม่มีทางที่จะเบื่อหน่ายต่อโลก  แต่ไม่ยึดถือโลกด้วยอำนาจของกิเลส  จะมีก็มีแต่ความเมตตา  มีความหวังดี อย่างเช่นหัวหน้าคณะของท่านได้ชักชวนท่านมาฟังเทศน์ฟังธรรม  รับการอบรมสมาธิอยู่  ก็เพราะแต่ละท่านมีภูมิจิต  ภูมิธรรม  ที่จะต้องทำประโยชน์แก่ชาวโลกและตนเองตามสมควร  อันนี้คือวิถีความรู้สึกภายในจิตของผู้ปฏิบัติ ต้องเป็นอย่างนั้น
   ถ้าจะพูดให้ชัด ๆ ลงไป ถ้าหากว่าพ่อบ้านนั่งสมาธิภาวนาเป็น มีภูมิจิต  ภูมิธรรม เบื่อหน่ายต่อครอบครัวอยากจะหนีจากครอบครัว อันนั้นก็ยังไม่ถูกต้อง แม่บ้านภาวนาเป็นแล้ว  มีภูมิจิต  ภูมิธรรม เกิดเบื่อหน่ายที่จะทำกับข้าวกับปลา หุงข้าวหุงปลาให้ครอบครัวรับประทานอันนั้นก็ไม่ชอบด้วยเหตุผล  ในเมื่อบำเพ็ญภาวนาเป็น รู้ธรรม เห็นธรรม  มีภูมิจิต  ภูมิธรรมดี  จะต้องมีความรู้สึกสำนึกในหน้าที่รับผิดชอบ อันเป็นกิจวัตรประจำวันดียิ่งขึ้น
   ยกตัวอย่างเช่น  นางกุลธิดา  ซึ่งเป็นลูกสาวของเศรษฐีและเป็นพระโสดาบันตั้งแต่ยังเด็กยังเล็ก บังเอิญเพราะผลกรรมบันดาลให้ไปเป็นภรรยาของนายพรานที่ดักสัตว์ป่ามาขายในท้องตลาด  ทั้ง ๆ ที่ท่านผู้นั้นเป็นพระโสดาบัน เวลาสามีจะเข้าป่าไปจับสัตว์ ท่านก็เตรียมเสบียงอาหารให้ เตรียมเครื่องมือให้ แต่ภายในจิตของท่านไม่ได้คิดให้เขาไปจับสัตว์มาได้มาก ๆ จนกระทั่งมีพระสังฆาจารย์ตั้งเป็นปัญหาถามกันขึ้นมา การที่พระโสดาบันทำเช่นนั้น  จะไม่ผิดคุณธรรมของพระโสดาบันหรือ พระอรรถกถาจารย์ก็แก้ว่า ไม่ผิด  เพราะท่านปฏิบัติไปตามหน้าที่ของภรรยาที่ดี อันนี้คือเป็นคติตัวอย่าง
   เพราะฉะนั้น  ผู้ใดสำเร็จภูมิธรรม แม้จะได้ความเชื่อมั่นในการปฏิบัติของตน  หรือมีภูมิจิต  ภูมิธรรม ตามสมควรก็ตาม คือได้เป็นอริยบุคคล อย่างที่ไม่มีใครรู้ก็ตาม  ย่อมจะมีความตระหนักในหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบเป็นอย่างดี  จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบ
   ในเมื่อจิตใจตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ  มีความเห็นชอบแล้วก็มีศีล  สมาธิ  ปัญญา  เป็นเครื่องประคับประคองจิต  จิตก็ดำเนินไปสู่ภูมิจิต  ภูมิธรรม  ที่ถูกต้อง  จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบ  ด้วยประการฉะนี้
   ต่อนี้ไปขอได้โปรดทำความสงบจิต  พิจารณาธรรมตามที่ตนเคยรู้เคยเห็นมาแล้ว  การพิจารณาธรรมนั้น  สิ่งใดที่เราพิจารณาแล้ว ทำให้เราเกิดผล  เกิดความรู้  ความเห็นขึ้นมา  ก็ให้พิจารณาอันนั้นซ้ำ ๆ ซาก ๆ บ่อย ๆ  ย้ำอยู่ที่ของเก่านั้นแหละ  อย่าไปเปลี่ยน  เพื่อทำให้ชำนิชำนาญเพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริง  แล้วภูมิจิต  ภูมิธรรม  จะค่อยขยายเป็นวงกว้างขึ้นเป็นลำดับ ๆ
   ใครจับโน่นวางนี่ ไม่เป็นหลักฐานมั่นคงแล้ว จิตของเราก็จะกลายเป็นจิตที่ยึดหลักหรือยึดวิหารธรรมไม่แน่นอน  การปฏิบัติก็จะไม่ประสบผลเท่าที่ควร  เพราะฉะนั้น  ใครยึดหลักอะไรเป็นเครื่องปฏิบัติ  ก็ยึดให้มั่นคงลงไป เราจะพิจารณาหลาย ๆ อย่าง  ในเมื่อความรู้ความเห็นเกิดขึ้น ก็อยู่ในลักษณะเดียวกันนั่นแหละ อยู่ในลักษณะความรู้ความเห็นว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันเดียวเท่านั้น  เอาสิ่ง ๆ เดียวเป็นเครื่องหมายแห่งความไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตาบ่อย ๆ เข้า  เมื่อจิตรู้ซึ้งเห็นจริงในอย่างเดียวเท่านั้น มันก็ถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นไปเอง  กิเลสตัณหามันก็ค่อยหมดไปเอง  เพราะฉะนั้น จงยึดหลักให้มั่นคง
   สมาธินี่เราสามารถทำได้ทุกอิริยาบถ  หลับตาก็ทำได้ ลืมตาก็ทำได้ นอนก็ทำได้ เพียงเราไม่นึกอะไร บริกรรมภาวนาในใจ เราก็กำหนดไว้ที่ใจ  ว่ารู้อะไรแล้วก็ตาม จะตามรู้ให้มันทัน  ความคิด คิดอะไรขึ้นมารู้ทัน  รู้ให้ทัน  เราทำอะไรก็ให้ทันการกระทำของเรา  คิดอะไรก็ให้ทันความคิดของเรา พูดอะไรให้ทันคำพูดของเรา ให้มีสติอยู่ตลอดเวลา อันนี้เป็นการทำสมาธิ  ไม่ต้องบริกรรมภาวนาอะไรก็ได้  สำคัญอยู่ที่การทำสติ
   เช่นอย่างท่านที่สอนว่า  นั่งหนอ  นอนหนอ  ยืนหนอ  เดินหนอ  ก้าวย่างหนอ  อะไรต่าง ๆ  นั่นเป็นการทำสติ เป็นการปฏิบัติสมาธิ อย่าเอาไปเถียงกัน นั่นแหละคือการทำสติ  หลักมหาสติปัฏฐานที่ว่า ก้าวไปก็รู้  ถอยกลับก็รู้  คู้ เหยียดก็รู้  นึกคิดอะไรก็รู้  รู้อยู่ตลอดเวลามันก็เหมือนกันนั่นแหละ  อย่าไปเถียงกัน  การปฏิบัติถ้ามัวไปเถียงกัน  นักปฏิบัติชาวพุทธ  แทนที่จะช่วยกันทำความเจริญ  กลับไปทะเลาะกันเพราะความคิดเห็นไม่ตรงกัน  อันนั้นมันเป็นวิธีการ  แต่ผลที่เกิดขึ้นภายในเราจะรู้จริงเห็นจริงนั้นมันเหมือนกันหมด
   และอีกอย่างหนึ่ง  อาตมาก็ไม่เข้าข้างใครหรอกนะมีผู้กล่าวว่า  สอนให้ทำจิตให้ว่างเป็นมิจฉาทิฏฐิ  ท่านคงจะเคยได้ยิน  ใครปฏิบัติทำจิตให้ว่างเป็นมิจฉาทิฏฐิ  สอนคนให้ทำจิตให้ว่างก็เป็นมิฉาทิฏฐิ  อันนี้เราไม่ได้ตำหนิใคร  แต่ถ้าผู้สอนใช้คำว่า จงทำจิตให้ว่าง  แล้วท่านจะสำเร็จนิพพานในช่วงที่จิตว่าง  โดยไม่ชี้แจงเหตุผล  อันนี้ก็ชวนให้ผู้ฟังเข้าใจผิดเหมือนกัน
   ความจริงนั้น  นักภาวนานี่  ถ้าจิตไม่ว่างแล้ว ภูมิธรรมจะไม่เกิด  เช่นสมมติว่า  เราอยากจะรู้ว่าอนิจจังคืออะไร  อธิษฐานจิตของเรา  แล้วบริกรรมภาวนา แล้วพิจารณา ถ้าในขณะที่เรานึกว่า คืออะไร  ๆ ๆ อยู่นั่น  เราจะไม่รู้ว่าอนิจจังคืออะไร  เมื่อจิตอยากจะรู้อยากจะเห็นปล่อยวางปุ๊บ อยู่ในลักษณะที่ว่าง พอว่างเมื่อไรแล้ว คำว่า อนิจจังคืออะไรจะเกิดขึ้น  เพราะฉะนั้น  นักทำสมาธินี่ถ้าไม่สามารถที่จะทำจิตให้ว่างเป็นหนึ่งเมื่อไรแล้ว  จะไม่เกิดภูมิความรู้ขึ้นมา อย่างน้อยก็ต้องมีอาการวูบวาบ  แล้วว่างพักหนึ่ง  แล้วจึงจะเกิดภูมิความรู้ขึ้นมา จะรู้อะไรก็ตาม  ถ้าตราบใดยังมีความอยากรู้อยากเห็นอยู่  จะไม่มีทางรู้เห็นได้เลย  นอกจากเราจะเดาคาดคะเนเอาเอง  ความรู้จริงเห็นจริงจะไม่เกิดขึ้น  อันนี้ขอให้ทำความเข้าใจอย่างนี้
   ถ้าใครสามารถทำจิตให้ว่างได้เป็นดีที่สุด  ในขณะที่เราอยากรู้อยากเห็นอะไรนั้น เช่นสมมติว่าเราอยากจะถามตัวเองว่าสังขารคืออะไร  ก่อนที่เราจะรู้ว่าสังขารคืออะไร  เราจะต้องคิดหาเหตุผลเสียก่อนว่าสังขารนี้คืออะไร มีลักษณะอย่างไร  มีเท่าไร  อะไรทำนองนี้  ตามแบบปริยัติของเรา  ทีนี้เมื่อเราพิจารณาค้นคว้าไป บางครั้งสังขารมันเป็นอย่างนี้ใช่ไหม  เพราะอย่างนี้จึงเรียกว่าสังขารเพราะมันปรุงเพราะมันแต่ง  เพราะมันไม่มีทางที่จะยับยั้งในการที่ปรุงแต่งต่าง ๆ เราคิดของเราไปอย่างนี้  ในช่วงนั้น  ถ้ามันจะรู้จริงแล้ว  จิตของเราจะวูบวาบไปสู่ความสงบว่างนิดหนึ่ง  แล้วจึงจะเกิดเป็นความรู้ขึ้นมา  พอว่างปุ๊บจิตนิ่งอยู่พักหนึ่ง  พอเกิดจิตไหวขึ้นมานิดหนึ่งจะมีคำตอบขึ้นมาว่า  จิตสังขาร  ตัวสังขารที่แท้จริงคือการปรุงของจิต  มันจะบอกขึ้นมาอย่างนี้  ใครเป็นผู้บอก  จิตของเราที่ว่างนั่นแหละบอกขึ้นมา  มันเป็นภูมิรู้  ภูมิธรรม  ที่เราอาศัยสัญญา  หรืออะไรต่าง ๆ  ที่พิจารณานั้น  เป็นแนวทางปฏิบัติ  เป็นภาคปฏิบัติ
   เช่นอย่างเราจะพิจารณาว่า  ผม  ขน  เล็บ  ฟัน  หนัง  เนื้อ  เอ็น  กระดูกของเรานี่  มันเป็นของปฏิกูล  น่าเกลียดโสโครก  เราก็นึกเอา ๆ ว่าเอา ๆ  ทีนี้ถ้าจิตมันรู้จริงขึ้นมา  มันจะหยุดว่า หยุดนึก  นิ่ง  ความนิ่งของจิตคือความว่าง พอว่างอยู่สักพักหนึ่งมันจะเกิดความรู้ขึ้นมา  บางทีเกิดเป็นนิมิตให้มองเห็นสิ่งซึ่งเป็นปฏิกูล  น่าเกลียด  เน่าเปื่อย  ผุพังขึ้นมา  บางทีมันจะรู้แต่เพียงว่า  ใจน้อมนึกรู้ขึ้นมาว่าเป็นจริงอย่างนั้นเท่านั้น  แล้วแต่อุปนิสัยของท่านผู้ใด
   เพราะฉะนั้น  การปฏิบัติธรรมนี่  เราจะเกณฑ์ให้ภูมิจิต  ภูมิธรรมนี่เดินไปแบบเดียวกัน  รู้อย่างเดียวกัน  เห็นอย่างเดียวกัน  ก็ไม่ได้  แม้แต่ผู้ที่ยังไม่เคยภาวนา  ไม่เคยทำสมาธิ  อาตมาเคยถามคนที่เข้าโรงพยาบาลผ่าตัดที่ถูกวางยาสลบ  เคยถามเขาบางคน  ถามว่าในขณะที่ถูกวางยาสลบนั้น  ความรู้สึกไปอยู่ที่ไหน ไม่รู้  ไม่ทราบว่ามันไปอยู่ที่ไหน  แต่บางคนเมื่อถามแล้วเขาบอกว่า  ในขณะที่ถูกวางยาสลบนั้น จิตมีอาการวูบ ๆ ๆ ๆ ไป แล้วก็ออกจากร่างไปลอยอยู่ต่างหาก  แล้วก็ส่งกระแสมารู้ว่าหมอเขาทำอะไรกับร่างกาย  มันรู้อยู่ตลอดเวลา  บางทีมันก็มองเห็นโครงกระดูกของตัวเองขึ้นมา  นี่พื้นฐานของจิตดั้งเดิมนั้นต่างหาก
   อย่างบางท่านมาบริกรรมภาวนาเข้านิดหน่อย  จิตสงบ สว่าง ก็รู้ธรรม เห็นธรรมไปอย่างสบายๆ  บางท่านบริกรรมภาวนาตั้ง ๕-๖ ปี  จิตไม่เคยสงบเป็นสมาธิก็มี แต่เพราะอาศัยศรัทธาความเชื่อมั่นในการปฏิบัติ   ก็ทำไปไม่หยุดหย่อน  เราจะไปเกณฑ์ไม่ได้
   ลักษณะสังเกตของการทำสมาธิ  ถ้าหากว่าเราทำสมาธิที่ถูกต้อง  หรือภูมิจิตที่เป็นสมาธิที่ถูกต้องนั้น จะมีลักษณะบ่งบอกว่า  สมาธิจะต้องทำกายให้เบา  ทำจิตให้เบา  เบาจนบางครั้งรู้สึกว่าไม่มีกาย  นี่ลักษณะของสมาธิที่ถูกต้อง  และเมื่อเลิกปฏิบัติออกจากสมาธิมาแล้วก็ทำให้กายเบาตลอดเวลา แม้จะลุกจากที่นั่ง  อาการเหน็บชาหรืออะไรต่าง ๆ จะไม่ปรากฏ  พอจิตออกจากสมาธิ  ลุกขึ้นมาก็เดินไปได้เลย  ไม่ต้องมาดัดแข้งดัดขา   อันนี้คือสมาธิที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง
   ที่นี้สมาธิบางอย่าง  พอลืมตาขึ้นออกจากที่นั่งปฏิบัติแล้ว  บางท่านถึงกับให้คนอื่นนวดเส้นนวดเอ็นก่อน  อันนี้ไม่ถูกต้องแน่  สมาธิแบบนี้  เหมือนกับมีอำนาจอะไรสักอย่างหนึ่งบังคับ  จะเรียกว่าอำนาจสะกดจิตก็ได้  การสะกดจิตมีหลายอย่าง  สะกดด้วยอำนาจคาถาอาคม  คำบริกรรมภาวนาก็มี  อย่างคนที่ปลุกพระ  พอเอาพระใส่มือภาวนา  นะ  มะ  พะ  ธะ  แล้วก็สั่น  ๆ  นี่ถูกอำนาจสะกดจิตแล้ว  อำนาจอะไร  อำนาจคาถา   บริกรรมภาวนา
   คาถาในทางไสยศาสตร์บางอย่าง  บริกรรมภาวนาแล้วจะเกิดปีติอย่างแรง  อาการสั่นนั้นคืออาการปีติ ทีนี้ปีติเกิดขึ้นอย่างแรงไม่มีขอบเขต  มันก็มีอำนาจบังคับจิตของเรา  บางทีบังคับจิตของเราให้ไปดูโน่นดูนี่  อะไรที่ไหนต่าง ๆ อะไรทำนองนั้น   ถ้าใครทำได้ก็ดีอยู่หรอก  แต่อย่าไปหลง  ให้มันรู้เท่า
 “ถ้าหากว่าเราทำสมาธิที่ถูกต้อง  หรือภูมิจิตที่มีสมาธิที่ถูกต้องนั้น  จะมีลักษณะบ่งบอกว่าสมาธิจะต้องทำกายให้เบา  ทำจิตให้เบา  เบาจนบางครั้งรู้สึกว่าไม่มีกาย  นี่ลักษณะของสมาธิที่ถูกต้อง”

“คัมภีร์พระธรรมอยู่ที่ไหน  อยู่ที่กายกับใจ …….
ศึกษาธรรมะอย่าไปศึกษาไกลตัว แม้แต่พระพุทธเจ้า
ก็สอนให้พิจารณา ความเกิด ความแก่  ความเจ็บ  ความตาย”

คัมภีร์ธรรม
แสดงธรรมที่กระทรวงศึกษาธิการ
เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๑

คัมภีร์ธรรม - หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

8
คัมภีร์ธรรม - หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

คัมภีร์พระธรรมอยู่ที่ไหน  อยู่ที่กายกับใจ การปฏิบัติธรรมต้องอาศัยกายกับใจเป็นหลัก   สติก็ดี  สัมปชัญญะก็ดีก็เป็นกิริยาของใจทั้งนั้น  กาย คือ อาการ ๓๒ ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อายตนะที่มีอยู่ก็เป็นเครื่องรู้ของใจคือเป็นวัตถุเรียกว่า  รูปธรรม  รูปธรรมเป็นเครื่องรู้ของใจ
   ในเมื่อใจรู้ทันความเป็นจริงของรูปธรรมและรู้ทันอาการของรูปธรรม สติสัมปชัญญะก็ดีขึ้น  สติสัมปชัญญะเป็นตัวการที่สามารถประคับประคองใจของเราให้ดำเนินไปสู่สมาธิและภูมิจิตภูมิธรรม  เพราะฉะนั้น  เราต้องพยายามรู้คัมภีร์ธรรมของเราให้ชัดเจน
   กายเป็นเครื่องรู้ของจิต ทีนี้จิตอ่านกาย เราจะต้องอ่านตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมาทีเดียว พอตื่นเช้าขึ้นมา เราจะต้องคิดว่าเราจะทำอะไรเกี่ยวกับร่างกายบ้าง บางทีเรายังไม่ได้นึก ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำ แต่มันเตือนเราแล้ว ทุกข์มันเกิด มันเกิดอยู่ที่ไหน คนเรานี่เมื่อรับประทานแล้วก็มีการขับถ่าย ตื่นเช้ามา ทุกข์มันก็แสดงออกมาให้ปรากฏ ทุกข์เพราะอุจจาระ ปัสสาวะอะไรต่าง ๆ นอกจากนั้น เราจะทำอะไรเกี่ยวกับร่างกายบ้าง ล้างหน้า  แปรงฟัน หาอาหารให้มันรับประทานบ้าง บางทีเจ็บหัว ปวดท้อง ก็ต้องหายาเพื่อรักษาพยาบาลบ้าง  เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องศึกษาให้รู้
   ศึกษาธรรมะอย่าไปศึกษาไกลตัว  แม้แต่พระพุทธเจ้าก็สอนให้พิจารณาความเกิด ความแก่ ความเจ็บ  ความตาย
   ไม่รู้จะให้พิจารณาทำไม  ใครเกิดมาแล้วก็ต้องมีเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย กันทั้งนั้น
   ความจริง  การพิจารณาความเกิดนั้น ก็เพื่อให้เรารู้ว่าเราเกิดมาเพราะอะไร อาศัยอะไรทำให้เราเกิด กิเลส  ตัณหา  อุปาทาน  กรรม  ตัววิบากกรรมที่เราทำเอาไว้ นั่นแหละ ตัวกิเลสที่อยู่ในจิตของเรา เรายังตัดไม่ขาด เมื่อไรมันอยู่ในจิตใจของเรา มันก็บันดาลให้เราไปเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีวันจบสิ้น  นี่คือเหตุปัจจัยของการเกิดเพราะอาศัยการเกิดอย่างเดียวเท่านั้นแหละ ความแก่มันก็ประดังมา ความเจ็บมันก็ประดังเข้ามา ผลสุดท้าย เมื่อสิ้นอายุขัย ก็ต้องสลายตัวคือตาย
   ทีนี้ที่ให้พิจารณานั้นก็เพื่อจะได้รู้เท่าทัน ให้รู้จิต ให้จิตของเรารู้ตามสภาพความเป็นจริง  รับรู้สภาพความเป็นจริงว่า เมื่อเรามีเกิดแล้ว  เราต้องแก่  ต้องเจ็บ  ต้องตาย
   เมื่อจิตยอมรับรู้สภาพความเป็นจริง  ก็จะรู้ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้ใครจะพอใจก็ตาม ไม่พอใจก็ตาม เขาก็จะมีสภาพเป็นไปตามธรรมชาตินั้น เมื่อจิตยอมรับแล้ว ผู้พิจารณารู้ทันแล้ว จะไม่รู้สึกตื่นตกใจในเมื่อเหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านั้นเกิดขึ้น ถ้าหากยังมีกิเลสอยู่ ยังไม่หมดกิเลส เพราะอาศัยความดีที่เรารู้ทันความเกิด  แก่ เจ็บ ตาย เราก็จะไม่หวาดหวั่นต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ก็แสดงว่าผู้นั้นมีใจเป็นพื้นฐานที่มั่นคงด้วยคุณธรรม ถ้าหากมันจะเกิดมีการตายขึ้นมา และยังมีกิเลสอยู่ เพราะเชื่อว่าเราจะต้องมาเกิดใหม่อีก เขาจะมีความภูมิใจขึ้นมาว่า ดีเหมือนกัน  ตายไปแล้วจะได้ใช้ชาติ ใช้ภพ ให้มันหมดสิ้นไป  ตายไปแล้วจะได้เกิดดีกว่าเก่า
   อย่างเช่นพระอุปัชฌายะของอาตมา อยู่ที่วัดสระปทุมท่านเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถร(หนู)  คู่ของท่านอาจารย์เสาร์ตอนนั้นเขามาทิ้งระเบิด ท่านไม่ยอมลงไปสู่ที่หลบภัยท่านก็นั่งอยู่บนกุฏิของท่าน ตำรวจต้องมาอุ้มเอา ท่านก็ถามว่า “จะเอาฉันไปไหน” ตำรวจก็บอกว่า “เอาไปหลบภัย”  “ภัยที่ไหน”  ตำรวจบอกว่า “เขาจะมาทิ้งระเบิด” ท่านบอกว่า “มาทิ้งระเบิดตายแล้วเกิดใหม่ดีกว่า “ท่านว่าอย่างนั้น
   อันนี้คือท่านผู้ที่มีความมั่นใจในคุณความดีที่ท่านได้บำเพ็ญมาแล้ว  เพราะฉะนั้น  เราทุกคนที่เราหวั่นกลัวสารพัด กลัวต่อเหตุการณ์ของโลก กลัวต่อเหตุการณ์ส่วนตัว กลัวต่อภัยของบ้านเมือง ที่เราต้องกลัวอย่างนั้นเพราะเหตุว่าเรายังมีความดี หรือยังไม่เชื่อมั่นว่ามีความดีพอเพียงที่จะช่วยอุดหนุนวิญญาณของเราให้ไปสู่สุคติได้เพราะฉะนั้นเราจึงกลัว หากเรามีความดีพร้อม ก็ไม่มีอะไรที่น่ากลัว ไฟนรกก็ไม่น่ากลัว อะไร ๆ ก็ไม่น่ากลัวทั้งนั้น ถ้าเรามั่นใจว่า ถ้าเราตายจริง  เราไปเกิดเอาใหม่ดีกว่า  เหมือนเจ้าคุณปัญญาฯ ท่านว่า มันก็หมดกลัวกันเท่านั้นเอง
   เข้าไปในพระบรมมหาราชวัง  วิธีการของท่านก็มีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เสร็จแล้วเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวรถวายพระพุทธมนต์ เสร็จแล้วเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวรถวายพระธรรมเทศนา  พอถวายพระธรรมเทศนาจบ ก็มีการนั่งสมาธิ ดังนั้น วันนี้เราก็คุยกันมาพอสมควร  เรามานั่งสมาธิกันจะดีไหม
   แต่ละครั้งที่ไปร่วมพิธีการดูเหมือนจะไม่เคยเว้นจากการทำสมาธิ เพราะฉะนั้น ณ โอกาสนี้ ท่านทั้งหลายก็ได้ศึกษาธรรมะตามตำรับตำรามาพอสมควร แล้วหลายๆ ท่านก็ได้ตั้งใจนั่งปฏิบัติทำสมาธิมามากพอสมควร จึงขอเชิญชวนบรรดาท่านทั้งหลายจงกำหนดจิตทำสมาธิตามแบบที่ตนเคยชำนิชำนาญมาแล้ว จงกำหนดจดจ้องลงที่จิตของตัวเอง  ทำความรู้สึกภายในจิตว่า  พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ประชุมพร้อมอยู่ที่จิตของเราแล้ว  แล้วก็กำหนดอารมณ์ของใจ อะไรก็ได้ที่เราเคยชำนาญมาแล้ว
   ที่ว่าพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์  ประชุมพร้อมลงที่ใจนั้น  ก็เพราะเหตุว่า พระพุทธเจ้า มาจากคำว่า  “พุทโธ”  พุทโธ แปลว่า ผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบาน  ผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบาน  เป็นกิริยาของใจ  แม้ว่าใครก็ตาม  ถ้ามีสติสัมปชัญญะ ควบคุมความรู้สึกนึกคิดของตนเองอยู่ตลอดเวลา  คือทำความรู้สึกสำนึกในผิดชอบชั่วดีอยู่ในจิตในใจตลอดเวลา  ผู้นั้นชื่อว่ามีพุทธะอยู่ในจิต การพยายามประคับประคองความรู้สึกเช่นนั้นไว้ตลอดเวลา ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปกับการกำหนดรู้เช่นนั้น ผู้นั้นชื่อว่ามีพระธรรม  คือการทรงไว้ซึ่งความดี  ผู้มีสติ สัมปชัญญะประคับประคองความรู้สึกของตัวเองอยู่  ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบ  ผู้นั้นมีคุณของพระสงฆ์อยู่ในใจ  พระพุทธเจ้าก็ดี  พระธรรมก็ดี  พระสงฆ์ก็ดี  เป็นกิริยาของใจและเป็นคุณธรรมของใจ
   แต่ละอย่างๆ เป็นคุณธรรมแต่ละอย่างซึ่งบังเกิดขึ้นเป็นเจตสิกบังเกิดขึ้นเป็นของผู้ปฏิบัติ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้า พระธรรม  พระสงฆ์  จึงอยู่ที่จิตของเราตลอดเวลาถ้าเรามีความมุ่งหมายที่จะปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา
   การปฏิบัติธรรมสำคัญที่การสำรวมจิตเป็นใหญ่เพราะพื้นฐานแห่งความดีความชั่วย่อมเกิดที่จิต  ถ้าจิตดวงนี้ปราศจากสติเป็นเครื่องคุ้มครองหรือประคับประคองเมื่อไร  เมื่อนั้นจิตดวงนี้จะต้องมีความเผลอ ไปนึกสร้างบาปอกุศลขึ้นใส่ตัว ถ้ามีสติสัมปชัญญะประคับประคองอยู่ตลอดเวลา จะไม่มีโอกาสเผลอไปสร้างบาปสร้างกรรมขึ้นใส่ตัวเลย เพราะฉะนั้น การอบรมจิตให้มีสติจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม
   การปฏิบัติธรรมนั้น  ถ้าพูดถึงวิธีการแล้วก็มีหลายแบบหลายอย่าง เพราะพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมหรือชี้แนวทางปฏิบัตินั้น  ย่อมทรงอนุโลมตามอุปนิสัยของผู้รับฟังหรือผู้ปฏิบัติ ท่านทั้งหลายจึงอย่าไปยึดวิธีการให้มากให้พยายามกำหนดรู้เหตุผล  ซึ่งจะเกิดขึ้นภายจิตของเราเอง เช่นอย่างวิธีการปฏิบัติด้วยการบริกรรมพุทโธก็ดี กำหนดยุบหนอพองหนอก็ดี กำหนดลมหายใจเข้าออกสั้นยาวก็ดี หรือกำหนดลงไปในกายจุดใดจุดหนึ่งให้มองเห็นกระดูกชัดเจนก็ดี หรือวิธีการที่นอกเหนือไปกว่านั้นเช่น  การเพ่งอสุภะหรือเพ่งกสิณ อะไรต่าง ๆ ก็ดี แต่ละอย่าง ๆ เป็นอุบายเพื่อทำจิตให้สงบเป็นสมาธิทั้งนั้น อย่าไปสงสัยหรือลังเลในสิ่งเหล่านั้น  ขอให้ยึดสภาพความเป็นจริงในสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายในจิตของท่าน
   ถ้าพูดถึงทางที่จะดำเนินไปสู่ความเป็นสมาธิ  ใครจะภาวนาแบบไหน อย่างไรก็ตามในเมื่อจิตสงบลงไปเป็นสมาธิแล้วจะต้องอาศัยการดำเนินตามองค์ฌาน คือ มี  วิตก วิจาร  ปีติ  สุข  เอกัคคตา  จะนอกเหนือไปจากนี้ไม่ได้ สำหรับผู้ที่จะทำสมาธิเพื่อความชำนิชำนาญ
   บางครั้งบางคราวผู้ภาวนาอาจจะมีจิตมีอาการวูบลงไป  แล้วก็ไปสงบ นิ่ง สว่าง อันนี้ช่วงระหว่างวิตก วิจาร  จนกระทั่งจิตวิ่งเข้าไปสู่อัปปนาสมาธิ พวกนี้มีสติกำหนดไม่ทัน เป็นลักษณะของสมาธิที่เกิดขึ้นอย่างฟลุคๆ  ซึ่งผู้ปฏิบัติยังไม่ชำนาญในการทำสมาธิ จึงมีอาการวูบวาบแล้วก็วูบลงไป โดยที่ผู้ปฏิบัติกำหนดไม่ทันว่าจิตได้ผ่านอะไรบ้าง ไปรู้สึกตัวเอาต่อเมื่อจิตนิ่ง  สว่าง  เป็นสมาธิแล้วอันนี้ก็อยู่ในลักษณะที่จิตเป็นสมาธิเหมือนกัน  แต่หากยังไม่มีความชำนิชำนาญ
   ทีนี้บางทีบางท่านบริกรรมภาวนา จิตอาจจะไม่เคยสงบเป็นอัปปนาสมาธิสักที  เพียงแต่สงบลงไปเป็นอุปจารสมาธิ  คือมีอาการเคลิ้ม ๆ ลงไป แล้วก็สว่าง จิตยังมีความรู้สึกสัมพันธ์กับร่างกายอยู่ แล้วก็มีความมุ่งหมายที่จะทำจิตให้ไปถึงอัปปนาสมาธิ  อันนี้ที่เรียกว่าสงบ  นิ่งลงไปแล้วร่างกายตนตัวไม่ปรากฏในความรู้สึก  ทั้ง ๆ ที่ทำไม่ได้ ก็พยายามที่จะทำอยู่อย่างนั้น  เพราะไปหลงเชื่อคำว่าต้องทำจิตให้เป็นอัปปนาสมาธิ
   ถ้าหากท่านใดปฏิบัติแล้วภูมิจิตมีลักษณะดังที่ว่า  ก็ไม่ต้องไปมุ่งหมายที่จะเอาอัปปนาสมาธิ พอทำจิตให้สงบเป็นอุปจารสมาธิบ่อย ๆ แล้วประคับประคองจิตให้อยู่ในแนวทางพิจารณาพระไตรลักษณ์ คือพิจารณากายกับความรู้สึก น้อมไปสู่พระไตรลักษณ์  คือ อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตาได้  ก็รีบกำหนดพิจารณาทันที ไม่ต้องไปคอยให้เป็นอัปปนาสมาธิ ปฏิบัติในทำนองนี้ก็จะเกิดผลกับผู้ปฏิบัติเหมือนกัน  ถ้าหากเราจะไปคอยให้จิตเป็นอัปปนาสมาธิเข้าฌานให้ชำนิชำนาญก่อน และจึงจะไปพิจารณาพระไตรลักษณ์ แล้วจึงจะยกจิตขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนา  ถ้าหากว่าชั่วชีวิตนี้เราทำอย่างนั้นไม่ได้ เราจะมิตายเปล่าหรือ
   การทำจิตให้สงบนิ่งขั้นอัปปนา  หรือเข้าฌานได้อย่างชำนิชำนาญนั้น  ผลประโยชน์ก็เพียงทำให้เกิดความชำนาญในการเข้าฌาน  ชำนาญในการทำสมาธิ  ทำให้เกิดอิทธิฤทธิ์  แต่เหตุผลนั้นยังไม่เพียงพอ  เพราะท่านอาจารย์เทสก์ท่านว่า “จิตที่เป็นสมาธิอยู่ในฌานนั้นเป็นสมาธิที่โง่  เพราะจิตที่เป็นฌานจะต้องเพ่งอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น อาการที่เรียกว่าความรู้  ภูมิจิต  ภูมิธรรม ย่อมไม่เกิดขึ้น”  ครูบาอาจารย์ท่านก็ยืนยันว่าสมาธิในฌานเป็นสมาธิที่โง่
   แม้โดยหลัก  ท่านว่าถ้าจิตไปติดในฌานก็เป็นสมาธิขั้นสมถะเท่านั้น อย่างดีก็ให้เกิดอภิญญา  สามารถที่จะทำฤทธิ์ต่าง ๆ ได้ สามารถที่จะรู้ใจของคนอื่น สามารถที่จะรู้สิ่งที่ปิดบังซ่อนเร้นอยู่ภายใน  ซึ่งเราไม่สามารถที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่า  แต่เหตุผลที่จะทำให้หมดกิเลสนั้นยังไม่มี ผู้สำเร็จฌานแล้ว  จะต้องมาเวียนว่ายตายเกิดเพราะจิตไม่มีปัญญา ลักษณะของการรู้จริง  เห็นจริง  ที่เรียกว่าอภิญญา  รู้ใจคนอื่น  รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า รู้เรื่องในอดีตที่ล่วงมาแล้วนาน ๆ เป็นลักษณะอย่างนี้ ไม่ได้จัดเข้าในลักษณะของปัญญาที่จะเอาตัวรอดจากอำนาจของกิเลส เพราะฉะนั้น สมาธิในฌานจึงเป็นสมาธิที่ไม่สามารถที่จะทำผู้ปฏิบัติให้สำเร็จมรรคผลนิพพานได้ ถึงจะมีบ้างก็มีจำนวนน้อย
   แต่สมาธิที่อยู่ในอริยมรรค คือจิตสงบ ประชุมลงพร้อมที่จิต  หรืออริยมรรคประชุมลงพร้อมที่จิตนั้นสามารถทำจิตให้ดำรงมั่นคงอยู่ในความเป็นกลาง  เมื่อจิตมีอริยมรรคประคับประคองอยู่ที่จิต  จิตเป็นอริยมรรค  อริยมรรคเป็นจิต  แม้จะอยู่ในระดับสมาธิขั้นอ่อน ๆ จิตจะมีสติสัมปชัญญะรู้เท่าทันเหตุการณ์  อะไรเกิดขึ้นก็รู้  รู้แล้วไม่ยึดถือปล่อยวางไป อาการที่จะเสวยอารมณ์ขณะที่รู้เห็นอะไรนั้นไม่มี คือจิตไม่มีอาการซึมซาบเข้าไปในสิ่งที่รู้นั่น  เพราะไม่มีความยึด
   ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  เพราะสิ่งที่รู้เห็นนั้นเป็นภูมิปัญญาของจิต  ซึ่งถูกอริยมรรคคือ ศีล สมาธิ ปัญญา  ประชุมพร้อมลงแล้ว  สามารถปฏิวัติภูมิจิตภูมิธรรมเข้าไปสู่ขั้นสูงเป็นลำดับ ๆ ซึ่งจิตในลักษณะอย่างนี้ ในขั้นต้นจะรู้อะไรก็ตาม สมมติกันว่ารู้ธรรมก็แล้วกัน  อารมณ์ก็คือธรรม  ธรรมก็คืออารมณ์นั่นเอง ในเมื่อรู้อะไรขึ้นมาแล้ว ในตอนต้น ๆ ยังมีสมมติบัญญัติเรียกกันได้ว่าอะไรอยู่ ในตอนนี้เป็นภูมิความรู้ของจิต  ซึ่งอยู่ในลักษณะอุปจารสมาธิในขั้นอ่อน ๆ ซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติในขณะที่จิตสงบลงไปแล้ว  ความรู้สึกในภายนอกยังมีอยู่แต่จิตยังอยู่ในลักษณะแห่งความสงบ  แล้วก็มีภูมิจิตภูมิธรรมเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา  แม้ในบางครั้งจะพูดอยู่หรือทำอะไรอยู่ก็ตาม  ลักษณะของความสงบของจิตมันมีอยู่ภูมิรู้  สิ่งต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นตลอดเวลา  แต่ว่าสามารถจะทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ในขณะนั้น  อันนี้เรียกว่าเป็นภูมิจิตที่มีอริยมรรคประชุมพร้อมลงที่จิต
   ถ้าหากในขณะท่านผู้ปฏิบัติที่ภูมิจิตมีลักษณะอย่างนั้น เมื่อทำสมาธิให้สงบละเอียดลงไป   คือทำในขณะที่ปราศจากสิ่งรบกวน เช่น นั่งสมาธิอยู่ในห้องพระคนเดียวเป็นต้น  เมื่อจิตสงบลงไปอย่างละเอียดแล้ว  เมื่อเกิดภูมิความรู้ขึ้นมาภายในจิตนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะปรากฏเป็นจิตนิ่ง  สงบ  สว่างไสว  และสิ่งที่ให้รู้ก็มีปรากฏการณ์เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ความรู้ในขั้นละเอียดนั้น  ไม่มีอะไรที่มีความสำคัญมั่นหมาย สมมติบัญญัติเรียกชื่อสิ่งนั้นว่าอะไร อันนี้เป็นภูมิจิตภูมิธรรมที่เกิดขึ้นในระดับสูง ระดับละเอียดซึ่งอยู่เหนือสมมติบัญญัติ ซึ่งเราเรียกว่า สัจจธรรม บังเกิดขึ้นภายในจิตของผู้ปฏิบัติ ตัวจิตของท่านผู้นั้นก็เป็นสัจจธรรม เครื่องรู้ของจิตที่เกิดขึ้นก็เป็นสัจจธรรม  เพราะฉะนั้น  สัจจธรรมกับสัจจธรรม เมื่อมาบรรจบกันเข้าจึงเรียกชื่อกันไม่ถูก  มีแต่สิ่งที่เกิดขึ้น ดับไป  เกิดขึ้น  ดับไป อยู่อย่างนั้น  และตรงกับคำในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรที่ว่า  ยังกิญจิ  สมุทยธัมมัง  สัพพันตัง  นิโรธะธัมมันติ  สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นก็มีความดับไปเป็นธรรมดา  ทำไมจึงว่าอย่างนั้น ทำไมจึงว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

มีต่อ......

9
ต่อ......

อย่าไปหา อย่าไปคาดไปหมายที่อื่นที่ใด อย่าไปหาตะครุบเงา เงามันอยู่กับตัวกับเราแท้ๆ ไปหาตะครุบเงาทำไม ของจริงมีอยู่กับเรา เงานั้นเป็นของจริงเมื่อไรมันเป็นของเทียม เทียมขึ้นมากับตัวของเราเองจึงเรียกว่าเงา ความสำคัญว่ามรรคผลนิพพานอยู่ที่นั่นที่นี่ นั่นแหละเงา ตัวจริงอยู่ที่นี่ กิเลสมันเป็นยังไงไม่พากันคิดบ้าง กิเลสมันไปอยู่สมัยโน้นสมัยนี้ที่โน่นที่นี่เมื่อไร เราเคยเห็นไหม มันไปอยู่กับต้นไม้ ภูเขา อยู่กับดินฟ้าอากาศที่ไหน หรืออยู่กับดินน้ำลมไฟที่ไหน ไม่อยู่ไม่มี อย่าไปตะครุบเงา  เพราะมันอยู่ที่หัวใจเรานี้ตลอดเวลาอกาลิโก  มันมีกาลมีสมัยเมื่อไรกิเลส มันครอบอยู่ที่หัวใจสัตว์โลกนี้ต่างหาก  มันมิได้ไปเที่ยวครอบดินฟ้าอากาศ ต้นไม้ ภูเขา ลม ไฟ ที่ไหนนี่  เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้บำเพ็ญธรรมเพื่อแก้กิเลส จะไปมัวหากาลสถานที่เวล่ำเวลาที่ไหนมันถึงจะทันกิเลส มันมีอยู่ตรงไหนก็ฟาดฟันกันลงไปตรงนั้นแหละ มันถึงจะทันกันและแก้กันได้

สติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร เป็นต้น นี่คือธรรมเครื่องแก้กิเลสทุกประเภทจงเร่งลงไปให้พอกัน ทุกข์ก็ยอมรับว่าทุกข์เพราะเราทำงานทำไมจะว่าเราทุกข์ การเข้าสู่สงครามต่อสู้กับกิเลสทำไมจะไม่ทุกข์ ก็ต้องทุกข์และยอมรับกันบ้างซิ ถ้าจะเชื่อธรรมของพระพุทธเจ้าก็ต้องยอมรับทุกข์เพราะความเพียรมากน้อยไปตามเหตุการณ์ พระพุทธเจ้าก็เคยทุกข์มาแล้วอย่างแสนสาหัส ไม่ใช่ผู้ล้างมือคอยเปิบแล้วมาสั่งสอนพวกเราให้ปฏิบัติเพื่อรับทุกข์แต่ฝ่ายเดียว อย่างนี้ไม่เคยมีในพระโอวาท ฉะนั้นจงอย่าพากันอุตริคิดและทำแบบล้างมือเปิบ  จะพากันคว้าน้ำเหลวเรื่อยไป

พระพุทธเจ้าในสมัยล้างมือเปิบ พระสาวกในสมัยล้างมือเปิบมีที่ไหน องค์ไหนก็แทบสลบไสลหรือถึงขั้นสลบไสลมีมากมายทีเดียว เพราะความทุกข์ความลำบากในการประกอบความพากเพียรจึงได้เป็นผู้วิเศษขึ้นมา ท่านวิเศษขึ้นมาด้วยวิธีการเหล่านี้ เหนื่อยหนักขนาดไหนก็สู้ ขึ้นชื่อว่าเป็นนักรบแล้วไม่ถอย นี่ทางของศาสดาทางของสาวกที่เป็นสรณะของพวกเราท่านดำเนินอย่างนี้ เราจะคิดอุตริดำเนินแบบไหนกัน ท่านเคยสำเร็จผลด้วยวิธีใด ท่านก็นำวิธีนั้นมาสอนพวกเรา เพราะทางอื่นที่เห็นว่าดีและสะดวกกว่าที่ทรงดำเนินมาแล้วไม่มี ใครจะฉลาดยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าพระสาวกท่านที่นำธรรมมาสั่งสอนโลกล่ะ ท่านฉลาดแหลมคมขนาดไหน ทรงเลือกเฟ้นด้วยพระปรีชาหมดแล้วว่าทางใดเหมาะทางใดไม่เหมาะ นอกจากทางคือมัชฌิมาปฏิปทานี้เท่านั้น เป็นทางที่เหมาะสมกับการแก้กิเลสอย่างยิ่ง จึงได้ประทานทางเหล่านี้ไว้ให้พวกเราได้ประพฤติปฏิบัติเรื่อยมา

ฉะนั้นจึงขอย้ำอีกครั้งว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่ที่ไหน ถ้าไม่อยู่ที่หัวใจดวงรู้ๆ อยู่เวลานี้ แก้ออกซิ เปิดออกซิ ความมืดมนอนธการอันเป็นตัวกิเลสครอบงำหัวใจนั้นแล ที่ปิดบังความสว่างกระจ่างแจ้งแห่งธรรมทั้งหลายซึ่งอยู่ภายในใจดวงเดียวกัน พอเปิดออกมากน้อยก็เริ่มแสดงความสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมา เมื่อเปิดออกเต็มที่ไม่มีกิเลสตัวใดเหลืออยู่แล้วความมืดก็ไม่มี แล้วจะถามหาความสว่างภายในใจที่ไหนกันอีก อาโลโก อุทปาทิ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ท่านว่าสว่างโร่อยู่ทั้งกลางวันกลางคืนนั้นได้แก่อะไร ก็ได้แก่ เอโก ธมฺโม ซึ่งมีอยู่ภายในใจดวงเดียวนั้นแล และไม่มีคำว่ามืดว่าสว่างเหมือนวันคืนปีเดือน ถ้าลงจิตดวงนั้นได้สว่างเต็มที่แล้ว ไม่มีกิเลสตัวใดเข้าไปครอบงำได้อีกเลย ธรรมที่กล่าวมานี้อยู่ที่ใจ อย่าไปคาดไปหมายเหมือนคนตาบอด ทั้งที่มัชฌิมาปฏิปทาอันทันสมัยกับกิเลสทุกประเภท มีอยู่กับตัวกับใจของนักปฏิบัติด้วยกันทุกคน

สิ่งที่ปกคลุมหุ้มห่อทั้งภายนอกภายในก็เคยได้อธิบายให้ฟังแล้ว รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส แต่ละอย่างๆ เป็นสิ่งที่ใจจะยึดจะถือได้ เพราะอำนาจของกิเลสพาให้รักให้ชังให้เกลียดให้โกรธ ให้สำคัญมั่นหมาย ให้ยึดให้ถือ เกลียดก็ติดได้ โกรธก็ติดได้ รักก็ติดได้ ชังก็ติดได้ เพราะเป็นเรื่องของกิเลสด้วยกัน มันติดกันได้ง่ายๆ ความไม่เกลียด ไม่โกรธ ไม่รัก ไม่ชัง นี้คือธรรม

เวลานี้เราจะพิจารณาให้ถึงแก่นแห่งความจริง คือไม่รัก ไม่ชัง  ไม่เกลียด ไม่โกรธ  เพราะทราบตามความจริงทุกสิ่งทุกอย่างแล้วว่า การเป็นไปด้วยความรัก ความชัง ความเกลียด ความโกรธนั้น คือความเป็นไปของนักโทษหรือผู้ต้องหาอยู่โดยดี นี่แหละธรรมแท้เป็นอย่างนี้  ความรัก  ความชัง  ความเกลียด ความโกรธเป็นของปลอมทั้งนั้น ซึ่งแทรกอยู่ภายในจิต ไม่ใช่เป็นของจริงของแท้ จึงชำระออกได้ แต่มันทำสัตว์โลกให้ได้รับความทุกข์ความลำบากเป็นประจำ  ความรักก็ดี ความชังก็ดี ความเกลียดก็ดี ความโกรธก็ดี มีแต่สิ่งนำความทุกข์มาให้ด้วยกันทั้งนั้น พลิกขณะหนึ่งก็เป็นอย่างหนึ่ง พลิกขณะหนึ่งก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง  ตลบตะแลงไปได้ร้อยสันพันนัยของกิเลส  ไม่มีอะไรจะแหลมคมยิ่งกว่ากิเลส ถ้าไม่ใช้สติปัญญาให้แหลมคมกว่ามันก็ไม่มีทางแก้มันได้  ฉะนั้นจงผลิตสติธรรมปัญญาธรรมให้เพียงพอ และฟัดกันลงตรงนี้

นอกจากความปกปิดกำบังภายนอกให้ยึดให้ถือให้งมงายแล้ว มันยังมีในขันธ์เรานี้อีก เช่น รูปคือร่างกายนี้ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ความสุข ความทุกข์ เฉยๆ มีอยู่ทั้งทางร่างกายและจิตใจ จนกระทั่งถึงวิญญาณ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องปกปิดกำบังธรรมในใจได้ทั้งนั้น  เพราะกิเลสถือเป็นเครื่องมือได้ทั้งหมด และสิ่งเหล่านี้เป็นวิบากของกิเลส เกิดขึ้นมาจากอำนาจของกิเลส วิบากของกิเลสก็คือร่างกายนี้ สัญญา สังขาร วิญญาณก็เป็นเครื่องมือของกิเลส ถูกกิเลสผลักดันออกมาให้สำคัญมั่นหมายต่างๆ มันเป็นเครื่องปกปิดกำบังมรรคผลนิพพานได้ทั้งนั้น  เพราะฉะนั้นจึงต้องเปิดให้รู้ให้เห็นความจริงด้วยสติปัญญา แล้วปล่อยวางกันไปเป็นลำดับ ว่ารูปมีอะไรในรูปนี้ เปิดเข้าไป นี่คือกองป่าช้าผีดิบทั้งสัตว์ทั้งคน ทั้งหญิงทั้งชาย พิจารณาให้เห็นตามความจริงนี้แล้วมันก็เปิดของมันเอง ปล่อยวางของมันเอง  เมื่อปล่อยวางเข้าไปก็เห็นชัดแจ้งเข้าไปเรื่อยๆ แล้วใจจะไปติดที่ตรงไหน

เมื่อพิจารณารอบขอบชิดหมดแล้ว ใจก็เปิดเผยเต็มที่เป็นธรรมชาติของตัวเอง จะถามหาที่ไหนมรรคผลนิพพานน่ะ เหมือนกับเรามาถึงวัดป่าบ้านตาดนี้แล้ว จะไปถามหาวัดป่าบ้านตาดที่ไหนกันอีก ผู้อยากมาวัดป่าบ้านตาด เมื่อมาถึงแล้วจะอยากไปวัดป่าบ้านตาดที่ไหนกันอีก มันก็หมดความอยากไปเอง  ความอยากของธรรมก็คืออยากเพื่ออิ่มพอนั่นเอง ไม่ได้เหมือนความอยากของกิเลสซึ่งหาความอิ่มพอไม่ได้ ความอยากของธรรมมีความอิ่มพอได้ พอถึงที่แล้วก็หายอยากเป็นลำดับ ถึงจุดไหนก็หายอยากจุดนั้น ถึงที่สุดวิมุตติหลุดพ้นแล้วหายอยากโดยประการทั้งปวง แม้นิพพานก็ไม่อยากไป อยากไปหาอะไร นิพพานคืออะไรก็รู้เห็นอย่างประจักษ์ใจอยู่แล้วนี่

การภาวนาอย่าส่งจิตออกข้างนอก จงรู้อยู่ภายในนี่ ถ้าส่งออกภายนอกก็ส่งไปเทียบเคียงในเหตุในผลในอรรถในธรรม เพราะเป็นธรรมทั้งข้างนอกข้างใน ถ้าจิตผู้พิจารณานี้เป็นธรรม เป็นธรรมเครื่องแก้ได้ทั้งข้างนอกข้างใน เช่นเดียวกับสมุทัยมีได้ทั้งภายนอกภายใน คิดให้เป็นกิเลสเป็นได้ทั้งนั้น ข้างนอกก็เป็นได้ข้างในก็เป็นได้ คิดให้เป็นธรรมข้างนอกก็เป็นธรรมข้างในก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้น ผู้มีสติปัญญาจึงได้ประโยชน์ไปโดยลำดับไม่ขาดทุน เกิดประโยชน์ไปโดยตลอด ไม่ว่าจะพิจารณาข้างนอกไม่ว่าจะพิจารณาข้างใน เป็นประโยชน์ทั้งนั้น ถ้าพิจารณาให้เป็นกิเลสมันก็เป็นกิเลสไปหมด ไม่เป็นธรรมได้เลย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการคิดการพิจารณาให้เป็นโทษหรือเป็นธรรม

อยู่ด้วยกันมาก็นาน เป็นยังไงบ้างการภาวนา มันทำไมไม่ได้เรื่องได้ราว สอนก็สอนถูกจุดที่หมายทุกแง่ทุกมุมอยู่แล้ว ทำไมผู้ปฏิบัติถึงไม่เป็นไปในธรรมทั้งหลายที่อยากให้เป็นไป ก็แสดงว่ามันไม่เป็นไปตามที่สอนนี้ซิ ถ้าเป็นไปตามที่สอนผลที่พึงหวังจะไปไหนพ้นวะ เพราะไม่ได้ด้นเดาเกาหมัดมาสอนนี่ ไม่ได้อวดนะพูดตามความจริง เพราะฉะนั้นการเสาะแสวงหาครูอาจารย์ที่ถูกต้องแม่นยำในการให้โอวาทสั่งสอน จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากทีเดียว ผู้ศึกษาผู้ปฏิบัติทั้งหลายจะปราศจากครูอาจารย์ที่ดีไม่ได้ เรายอมรับร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ความอยากอยากเท่าไรก็อยากไปเถิด เมื่อดำเนินไม่ถูกก็ไม่ได้ผล ต้องมีผู้ให้คำแนะนำอุบายวิธีต่างๆ ในการปฏิบัติจึงจะเข้าใจ และให้จริงจังต่อสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง นำไปประพฤติปฏิบัติจริงๆ ผลจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน

นี่ถ้าปฏิบัติจริงจังต้องปรากฏผล สมาธิจะไปไหนพ้นวะ ความฟุ้งซ่าน อะไรพาให้ฟุ้งซ่าน ก็รู้อยู่แล้วว่ากิเลสพาให้ฟุ้งซ่าน มันฟุ้งซ่านไปกับอะไรที่ไหน ตั้งหน้าตั้งตาพิจารณาเข้าตรงนั้นเข้าจุดนั้น บังคับจิตสติลงที่จุดนั้น เอ๊า เป็นก็เป็น ตายก็ตาย ฟาดกันลงที่จุดนั้นด้วยสติปัญญา ถ้าใช้ปัญญาก็ใช้อยู่ที่นั่น ถ้าใช้สติก็จ่อบังคับกันที่จุดนั้น มันจะเหาะเหินเดินฟ้าไปไหนจิตนี่ เอ๊า สมมุติว่าบริกรรมก็ให้ถี่ยิบ เช่น บริกรรมธรรมบทใด สำหรับผู้ฝึกหัดเบื้องต้น ถ้าบริกรรมห่างๆ ไม่ถี่มันแทรกได้ความคิดน่ะ ปรุงแต่งออกมาได้ จงขยับคำบริกรรมเข้าไป ความตั้งใจมีอยู่ขยับเข้าจนถี่ยิบ ถี่ยิบขนาดไหนก็มีความตั้งใจอยู่ที่นั้น ต้องรู้เหตุรู้ผลของมัน มันจะเป็นยังไงจิตนี้ มันต้องรู้ทำไมไม่รู้ นี่เคยทำมาแล้วไม่ใช่มาพูดเฉยๆ บังคับให้สงบจนได้ นอกจะได้รับประโยชน์จากวิธีนั้นแล้วยังเป็นคติเครื่องสอนตนต่อไปอีก

ทำอะไรถ้าไม่ถึงเหตุถึงผล ถึงพริกถึงขิง มันก็ไม่ทราบเหตุทราบผลได้ชัดเจนประจักษ์กับตัว มันก็เหลาะๆ แหละๆ เหลวๆ ไหลๆ อยู่นั้นแหละ วันนี้ก็อย่างนั้น วันหน้าก็อย่างนั้น วันไหนก็วันนั้น มืดกับแจ้งก็อย่างนั้น ก็เราไม่จริงไม่จังกับสิ่งที่ควรจะจริงจังมันก็ไม่เกิดผลเกิดประโยชน์อะไร เมื่ออยู่ไปนานทำไปนานโดยวิธีเหลาะแหละ ใจก็ด้าน กลายเป็นหลักปักขี้ควายเหลวไป ฝึกไม่ขึ้น ฟิตไม่กระดิกหู พอคิดถึงภาวนาชำระกิเลส เลยอ่อนปวกเปียกต่อหน้าต่อตาเจ้าของแบบไม่อาย นักปฏิบัติคนนั้นตายทิ้งเปล่าๆ ไม่มีกุสลาติดตัวบ้างเลย นอกจากอกุสลาเต็มใจไม่มีใครกล้าแข่ง นี่โทษแห่งความอ่อนแอ จงดูให้เต็มตา คิดให้ถึงใจ รีบปราบมันให้เรียบราบด้วยกุสลาปัญญาเสียแต่บัดนี้ จะภูมิใจในตัวเองทั้งอยู่ทั้งไปหายสงสัย ตายร่มไม้ ชายเขา ในป่า ในถ้ำ หรือในที่ใดๆ ก็ตายแบบหายห่วง เพราะกุสลาปัญญาพอตัวแล้วไม่หวังพึ่งใคร

พระพุทธเจ้า พระสาวกท่าน ตายแบบกุสลาปรีชาญาณเต็มองค์ จึงไม่ปรากฏว่ามีใครไปกุสลามาติกาให้ท่านในเวลาตาย ส่วนพวกเราแห่กันไปกุสลาจนป่าเลิกเมืองเลิก แต่ไม่ทราบว่าได้ความฉลาดมากน้อยแค่ไหน ผู้เทศน์โง่จึงไม่อาจวินิจฉัยได้ในเรื่องเหล่านี้

เอาซินักปฏิบัติธรรม เอาให้รู้แจ้งแทงทะลุธรรม ฟันกิเลสให้แตกกระเจิงจากใจอย่าให้เหลือเป็นเชื้อทุกข์ต่อไปอีก ธรรมจะประจักษ์ใจในขณะที่กิเลสแตกกระจายไม่สงสัย ผู้นี้แลผู้จะนำศาสนธรรมออกประกาศได้อย่างองอาจกล้าหาญและกว้างขวางต่อหมู่ชน ครั้งพุทธกาลท่านสอนด้วยความรู้ประเภทนี้แล ผลประโยชน์แก่โลกจึงมากมายไม่อาจคณนาได้ การสอนตนให้แม่นยำในธรรมทั้งหลายแล้ว สอนคนอื่นก็สอนด้วยความแน่ใจ และสอนตามความจริงแห่งธรรม ที่สำคัญอันดับแรกได้แก่การสอนคน คนแรกคือตัวเรานี่แล มันสอนยากอย่างยิ่ง ไม่มีสอนอะไรยากยิ่งกว่าการสอนคนคือเรา จงพยายามสอน พยายามฝึกฝนทรมานคนคนนี้ให้ได้  ถ้าสอนคนคือเราได้เป็นที่แน่ใจแล้ว การสอนคนอื่นก็ง่ายเพราะไม่ต้องด้นต้องเดา แต่การปฏิบัติตามของคนอื่นนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งอาจจะยากเหมือนกับเราก็ได้  ง่ายกว่าเราก็ได้ ตามแต่ภูมินิสัยวาสนาที่สั่งสมมามากน้อยต่างกัน

หลักสำคัญจงถือเราเป็นตัวประกันในคุณธรรมไว้ก่อน ด้วยการปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง แม้จะตายอยู่ในแนวรบกับการฆ่ากิเลส ก็จงตายแบบนักรบ แบบนักต่อสู้ไม่หมายป่าช้าที่ทิ้งสรีรศพ ชีวิตจบที่ไหนถ้ายังไม่ถึงที่สุดก็ยอมให้กิเลสอกุสลาไปก่อน หากถึงที่สุดความมุ่งหมายโดยสมบูรณ์แล้วก็ กุสลา ตัวเองอย่างหายห่วง ร่มไม้ชายเขาที่ไหนได้ทั้งนั้นไม่มีอะไรแปลกกัน

ขอให้จิตเต็มไปด้วย กุสลา รอบตัวเป็นอันสมบูรณ์เต็มที่ ในการอยู่การตายไม่เป็นสิ่งน่ากลัวน่ากล้า เพราะความตายเป็นคติธรรมดาของผู้รู้คติธรรมดาอย่างเต็มภูมิแล้ว อันความกลัวตายนั้นเป็นเรื่องของกิเลสเขย่าต่างหาก กิเลสตายไปจากใจหมดแล้ว ไม่มีอะไรเขย่ากวนใจให้กลัวให้กล้าอีกต่อไป

เอานะนักรบเพื่อจบพรหมจรรย์ในเพศแห่งนักบวช จงเตรียมตัวจ้อราวกับนักมวยต่อยกันบนเวที อย่าเผลอตัวให้กิเลสน็อกตกเวที มันน่าอับอายขายขี้หน้านักปฏิบัติ ไม่มีแง่ที่ควรให้อภัยใดๆ ทั้งสิ้น  นอกจากเป็นลมตายอยู่กับแนวรบมิได้ถูกน็อกจากกิเลสเท่านั้นจึงควรอภัยโดยหลักคติธรรมดา

เราอยากพบอยากเห็นเพื่อนฝูงที่ได้ชัยชนะกิเลส ก้าวลงเวทีอย่างสง่าผ่าเผยด้วยใจที่ทรงความบริสุทธิ์สุดส่วน จะเข้าสวมกอดด้วยมุทิตาจิตชนิดไม่มีอะไรเหมือน แต่ไม่อยากพบเห็นอย่างยิ่งตลอดวันตายที่เพื่อนฝูงตกจากเวที เพราะถูกน็อกจากกิเลสด้วยความไม่เป็นท่าน่าชมเชย จงเอาให้ได้ครองธรรมไชโยเป็นอุทานภายในใจจนได้ เทวดาจะได้อนุโมทนาสาธุการทั่วหน้ากัน

เอาละขอยุติ

เปิดจิตด้วยธรรม - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมพระ  ณ  วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่  ๑๑  มิถุนายน  พุทธศักราช  ๒๕๒๔

10
เปิดจิตด้วยธรรม - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมพระ  ณ  วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่  ๑๑  มิถุนายน  พุทธศักราช  ๒๕๒๔


ครูบาอาจารย์ที่เป็นที่เคารพนับถือก็ร่วงโรยไปเรื่อยๆ เราจะมาอยู่ด้วยความประมาทมันสมควรกับธรรมแล้วเหรอ ความประมาทเป็นเรื่องของกิเลส ซึ่งพาให้สัตว์โลกจมอยู่ในวัฏสงสารอันเป็นคลังแห่งทุกข์ทั้งมวล ยังไม่พากันสะดุดใจเห็นโทษของมันอยู่หรือ การปฏิบัติหาความจริงจังและสงบเย็นไม่ได้ จะหวังเอาอะไรเป็นหลักยึดของใจ ธรรมไม่ใช่ของปลอม กับการปฏิบัติที่หาความจริงจังไม่ได้นั้นจะเข้ากันได้ยังไง ธรรมเป็นของจริง การปฏิบัติเพื่อธรรมก็ต้องจริงจึงจะเข้ากันได้ ขึ้นชื่อว่างานอันเป็นความชอบธรรมแล้วต้องจริงทุกอย่าง การละการถอนกิเลสตัวเป็นภัยทุกชนิดต้องเอาจริงเอาจัง จะออมแรงเพื่อให้กิเลสแบ่งไปกินอยู่ไม่ได้ ไม่สมควรอย่างยิ่ง  การปฏิบัติไม่จริงไม่ได้ ต้องเหลวไหลและล้มละลายไปไม่รอด
มองดูหมู่เพื่อนทำให้อิดหนาระอาใจเข้าโดยลำดับๆ นะ เพราะบวกลบคูณหารผลได้ผลเสีย อยู่ตลอดเวลาที่เกี่ยวกับหมู่เพื่อนซึ่งมาอาศัย  เราทุ่มเทลงเต็มความสามารถทุกแง่ทุกมุมในการอบรมสั่งสอน ไม่เคยปิดบังลี้ลับอะไรไว้เลย  ถึงคราวเปิดเปิดเต็มที่เปิดหมดหัวอก เปิดหมดตับหมดปอดหมดไส้หมดพุง หมดไส้อ่อนไส้แก่ ไม่มีเหลือไว้เลยให้หมู่เพื่อนได้ฟังอย่างถึงใจ แสดงอย่างถึงเหตุถึงผลถึงความจริงทุกแง่ทุกมุมที่มีอยู่ในหัวใจของทุกคน แต่ผู้ฟังผู้มาศึกษาอบรมจะมาเหลาะๆ แหละๆ ให้เห็นอยู่ต่อหน้าต่อตามันเข้ากันได้ที่ไหน  เพียงให้ ยถา สพฺพีฯ ตามตำราที่ท่านเขียนไว้แล้วอย่างชัดเจนก็ว่าไม่ถูก นี่แสดงถึงความเหลาะแหละความเหลวไหลของผู้มาศึกษามากเพียงไร
ความคิดเฉื่อยชา ไม่สนใจ เห็นว่าไม่สำคัญ ความคิดเช่นนั้นก็คือเห็นว่าตัวเองไม่สำคัญนั่นเอง จึงเห็นสิ่งที่เป็นสาระทั้งหลายไม่สำคัญ ความคิดเหล่านี้มันขึ้นอยู่ที่ไหนถ้าไม่ขึ้นอยู่กับตัวของเราเอง ยถา สพฺพีฯ บทธรรมต่างๆ เหล่านั้นเป็นอรรถเป็นธรรมใครจะนำมาเป็นประโยชน์ก็ได้ ไม่นำมาธรรมเหล่านั้นก็ไม่เสียหายอะไร แต่มันเสียหายที่บุคคลผู้มุ่งประโยชน์จากธรรมแต่มาทำเหลวไหลต่างหาก มันดีที่คน มันไม่ดีอยู่ที่คน
การพูดไม่ถูกต้องตามหลักธรรมหลักวินัย  จะเป็นการเสียหายแก่ธรรมแก่วินัยที่ไหนกัน ก็ต้องเป็นความเสียหายแก่ผู้ปฏิบัติผิดนั้นซิ ความไม่ถูกธรรมวินัยต้องเป็นความเสียหายแก่ตนเองนั่นแล  อย่าพากันทำแบบโลกๆ ลวกๆ เพราะธรรมไม่ใช่โลกซึ่งผิดกันราวฟ้ากับดิน จะนำนิสัยโลกที่ไม่มีประมาณในหัวใจมาใช้ในการปฏิบัติธรรมมันขัดกัน  ผู้ปฏิบัติจะไม่มีอะไรผิดกันกับผู้ไม่มีศาสนาติดตัว
นี่ได้เทศน์ทุกแง่ทุกมุมให้รู้เรื่องสิ่งที่เกี่ยวข้องพัวพัน อันจะยังตนให้ตกต่ำลงไปกับมันอยู่เสมอ ไม่เคยลดละในการให้โอวาทสั่งสอน เพราะสิ่งต่ำทรามภายในใจมันมีอยู่ตลอดเวลาแต่ตัวเองไม่ทราบได้ ใจนี้เองที่ไม่ทราบว่ามันเป็นสิ่งกดถ่วง ภาษาธรรมะท่านเรียกว่ากิเลส เราไม่รู้ทันมัน นักมวยที่เขาต่อยกัน เขาหาต่อยที่สำคัญ ต่อยถูกจุดไหนจุดนั้นก็คือจุดที่บกพร่อง รู้ไม่ทันคู่ต่อสู้นั่นเอง รู้ไม่ทัน รับไม่ทันจึงต้องเสียท่า  นี่เรารู้กลมายาของกิเลสไม่ทันแล้วจะไม่เสียท่าได้ยังไง ต้องเสียท่าให้มันวันยังค่ำ ยืน เดิน นั่ง นอน มีแต่อาการเสียท่าให้กิเลสทั้งนั้น มีท่าไหนที่เป็นท่าต่อสู้กับกิเลสบ้างติดอยู่นั้น ถ้ามีก็น้อยนิดเดียว แล้วจะไปหวังเอาชัยชนะจากความมีท่าน้อยนิดเดียวนั้นได้อย่างไร
ครูอาจารย์สอนไปโดยอรรถโดยธรรม เรื่องกิเลสมันก็แทรกขึ้นมาในขณะที่ฟังนั้นและไม่รู้ว่ามันเป็นกิเลส เลยหลงไปตามกลของมันว่าท่านดุด่าว่ากล่าว ว่าท่านจ้ำจี้จ้ำไชอะไรต่างๆ นานาไปเสีย กิเลสไม่ชอบเรื่องอย่างนี้เพราะเป็นเรื่องกระเทือนหัวกิเลสกิเลสจะชอบยังไง เพราะการดุด่าสั่งสอนนั้นเป็นเรื่องของธรรมและเป็นเรื่องที่ถูกธรรม เมื่อไม่รู้กลมายาของกิเลสก็ให้มันหลอกให้คิดอย่างนั้นแหละ เรารู้ไหมเรื่องกลลวงเหล่านี้ซึ่งมีอยู่เต็มหัวใจด้วยกันทุกคน
อุบายวิธีแก้กิเลสนี่ก็สอนมามากต่อมากแทบจะไม่มีอะไรมาสอนอีกแล้ว  สอนหนักเบาขนาดไหนล้วนเป็นอุบายแก้กิเลสทั้งนั้น ไม่ได้หาเรื่องความเสียหายฉิบหายป่นปี้ไม่ดีไม่งามอะไรมาสั่งสอนหมู่เพื่อน จะหนักเบามากน้อยล้วนเป็นอุบายสำหรับการถากถางกิเลสซึ่งเป็นข้าศึกแก่ตนอยู่ทั้งนั้น เพราะกิเลสมันเป็นข้าศึกต่อธรรมอยู่แล้วมันก็แทรกเข้ามา ขวางธรรมเข้ามา ทั้งนี้ก็คือขวางตัวเองนั่นแหละไม่ให้เข้าถึงธรรมได้ ผลสุดท้ายก็จมไปตามมันอย่างไม่รู้ตัวเลย อยู่ตามลำพังก็ไม่ได้เรื่อง ครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอน แทนที่จะยึดจะถือเอาไปเป็นหลักเป็นเกณฑ์แก่ตัวเอง ในฐานะที่ควรจะได้ซึ่งไม่สุดวิสัย ก็ไม่ได้เรื่อง แล้วจะเอาความดิบความดีมาจากไหน มันก็เหลวๆ ไหลๆ ไปตามประสีประสาของคนยอมตัวหมอบราบต่อกิเลสนั่นละซิ
เคยบอกอยู่เสมอว่า เราน่ะบวชแต่กิเลสมันไม่ได้บวชนะ กิเลสกับธรรมเป็นข้าศึกกันแต่ไหนแต่ไรมาหนา แม้แต่ในขณะที่เราบวชมันก็ยังต้องเป็นข้าศึก มันไม่เคยเป็นมิตรกับธรรมและกับเราเลย เหตุไฉนหลังจากการบวชแล้วมันจะไม่เป็นข้าศึกต่อเราอยู่ตลอดไป ถ้าไม่แก้สิ่งที่เป็นข้าศึกเราจะแก้อะไรเวลานี้ สิ่งที่เป็นคุณไม่ได้เป็นข้าศึกต่อเรา จึงเรียกว่าคุณ นั่นไม่ต้องแก้นอกจากบำรุงส่งเสริมถ่ายเดียว สิ่งใดที่เป็นข้าศึกนั้นไม่ใช่คุณ ต้องเป็นพิษเป็นภัยต่อเรามากน้อยตามที่มีอยู่เสมอไปนั้นแล พิจารณาให้ดีซิผู้ปฏิบัติน่ะ
นี่ก็นับว่าลดลงๆ กำลังวังชา จิตใจก็ถอยเข้ามาโดยลำดับลำดา ไม่อยากรับภาระธุรังอะไรเสียแล้ว  อยู่ตามลำพังเห็นเป็นความสะดวกกว่าการเกี่ยวข้องกับผู้คนพระเณรมากน้อย เพราะเป็นเรื่องที่ต้องรับความลำบากทั้งนั้น เนื่องจากกำลังมันลดลงทุกทีๆ อะไรมาสัมผัสสัมพันธ์เล็กน้อยก็เกิดทุกข์ได้ง่าย แปรปรวนได้ง่าย ทุกข์ก็ทุกข์ร่างกายนั่นแหละไม่ใช่อะไรทุกข์ เมื่อจิตยังครองตัวอยู่ก็ต้องรับทราบอยู่โดยดี เพราะจิตกับกายมันเกี่ยวโยงและรับผิดชอบกันอยู่โดยปกติ วันหนึ่งๆ ถ้าอยู่ตามลำพังรู้สึกสะดวกเพราะไม่ยุ่งกับอะไร ความยุ่งมันหนัก ฉะนั้นหมู่เพื่อนที่มาฟังการอบรมก็ขอให้จริงให้จัง พอเพิ่มกำลังใจและมีแก่ใจแก่ผู้ให้การอบรมสั่งสอนด้วย อย่าให้เป็นทำนองยกแหขึ้นเต็มเหนี่ยว เตรียมจะขว้างลงในน้ำอยู่แล้ว แต่ปลาตัวเดียวจะดีดน้ำก็ไม่มี ที่มีก็คือมูลสดมูลแห้งเกลื่อนอยู่ในน้ำ จะทอดลงคอละหรือ ข้อเปรียบเทียบนี้พากันไปพิจารณาให้ได้ความ
การประพฤติปฏิบัติสติเป็นของสำคัญเคยพูดเสมอ นี่เว้นไม่ได้ ขาดไม่ได้สติน่ะ  เป็นพื้นแห่งความเพียรจริงๆ จากนั้นก็ปัญญาตามกันมา ข้างนอกข้างในจะทำอะไรควรพินิจพิจารณา ความเคยพิจารณาอยู่เสมอจะเป็นนิสัย และกำลังสั่งสมตัวขึ้นให้มีความแก่กล้าทางด้านสติปัญญา เวลานำมาใช้พิจารณาทางด้านธรรมะโดยตรง เช่น พิจารณาเรื่องวิปัสสนาก็ไปได้สะดวก คล่องตัว ไปได้รวดเร็วกว่าที่จะมาฝึกทีเดียวให้เป็นทีเดียว  กิจการงานใดก็ตาม สติให้ความจดจ่อต่อเนื่องกับงานนั้นๆ อยู่เสมอ ในงานนั้นๆ ก็ต้องมีความใคร่ครวญพินิจพิจารณากันไปด้วย เวลาเข้ามาพิจารณาภายในก็ง่าย สติก็อยู่กับตัวอยู่แล้ว เคยฝึกกันอยู่แล้วก็ไม่ยาก ปัญญาก็เคยพิจารณาอยู่แล้วก็คล่องตัวไปเอง
นี่อะไรก็ไม่ได้เรื่อง แต่หวังจะตักตวงเอามรรคผลนิพพานท่าเดียว ความหวังเฉยๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์ ถ้าประโยคพยายามไม่สืบเนื่องกันด้วยความชอบธรรมที่ควรจะเกิด ความเจริญของจิตมันก็เจริญไม่ได้ ขอให้พากันเข้าใจวิธีบำรุงรักษาสติและปัญญาให้แก่กล้าสามารถตามที่อธิบายมานี้ ผลจะไม่เป็นโมฆะไปเปล่าๆ
งานของพระเราคืองานภาวนา งานต่อสู้กับกิเลส เป็นงานอันเยี่ยม เป็นงานอันประเสริฐ เป็นงานที่เหมาะสมกับเพศและความต้องการอย่างยิ่ง ไม่งานใดอื่นจะยิ่งกว่างานจิตตภาวนานี้เลยสำหรับพระ งานอื่นก็ทำไปอย่างนั้นแหละพอได้อาศัย อย่าปล่อยให้จิตเก้งๆ ก้างๆ เพ่นๆ พ่านๆ การประกอบความเพียรให้เอาจริงเอาจัง เราไม่เคยเห็นความเก้งๆ ก้างๆ เพ่นๆ พ่านๆ ไปตามกระแสของกิเลสฟัดไปเหวี่ยงไปฉุดลากไป ถูไปว่าเป็นสิ่งประเสริฐเลิศเลออะไรเลย มีแต่ความสลดสังเวชเท่านั้น เมื่อมองไปเห็นอากัปกิริยาอย่างนั้น    จะอยู่กับรายใดก็ตาม   และทำให้เกิดความอิดหนาระอาใจในการอบรมสั่งสอนไปตามๆ กัน
จงเป็นนักต่อสู้อยู่เสมอ ทุกข์เท่าไรก็ยอมทุกข์เถิด ทุกข์เพื่อต่อสู้กิเลสไม่เป็นความเสียหายล่มจมที่ตรงไหน นอกจากเป็นความทุกข์เพื่อเชิดชูตัวเองให้ขึ้นจากหล่มลึกเท่านั้น  การนอนจมอยู่กับกิเลส นอนใจอยู่กับกิเลสมันเป็นของดีเมื่อไร โลกอันนี้ใครๆ ก็เคยจมกันอยู่แล้วจนมองไม่เห็นวันโผล่ มันมีอะไรเป็นของแปลกของอัศจรรย์บ้าง นำมาคลี่คลาย นำมาพิจารณาให้เห็นตามหลักธรรมอย่างแจ้งชัด  อะไรในโลกนี้จะประเสริฐยิ่งกว่าธรรม ให้ธรรมได้ฝังลงที่ใจ ให้ธรรมได้ปรากฏขึ้นในใจดูซิ ปรากฏขึ้นมากน้อยจะเห็นความเด่นขึ้นๆ โดยลำดับของจิตของธรรมซึ่งสัมผัสสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นี่แหละที่ทำให้ท่านผู้รู้ธรรมเห็นธรรมปล่อยวางโลกามิสทั้งหลาย
เมื่อธรรมโผล่ขึ้นมากน้อย ธรรมนี้เหนืออะไรที่ควรจะปล่อยวางสิ่งนั้นได้ก็ปล่อยไปเอง เพราะธรรมเป็นของประเสริฐอยู่ตามลำดับขั้นอยู่แล้ว เพียงขั้นใดปรากฏขึ้นมา จะควรเหนือกับโลกามิสอันใดก็ปล่อยโลกามิสนั้นไป เข้าขั้นธรรมอันละเอียดก็ปล่อยโลกามิสส่วนละเอียดเข้าไปตามลำดับ จนกระทั่งโลกามิสไม่มีเหลืออยู่ภายในจิต  เพราะอันนี้มีคุณค่ากว่าอันนั้น จะยอมถืออันนั้นเพื่อมาแข่งของมีคุณค่าได้ยังไง เหมือนกองมูตรกองคูถเอามาแข่งทองคำทั้งแท่งมันควรกันละเหรอ ใครๆ ก็รู้คุณค่าของทองคำทั้งแท่งกับมูตรคูถว่าต่างกันอย่างไร โลกกับธรรมก็เทียบอย่างนั้น ใจหากรู้แล้วย่อมปล่อยของมันเอง อันใดที่ดีอันใดที่ชั่วกว่ากัน เมื่อเหนือกันใจก็ปล่อยไปตามลำดับในตัวเอง ใจรู้ธรรมเห็นธรรมย่อมถือโลกามิสเป็นบันไดเหยียบย่างไป อันใดมีคุณค่าเหนือกว่ากันต้องไปทางนั้นโดยหลักธรรมชาติไม่มีใครมาแนะมาบอก
นี้มีแต่กิเลสเหนือจิตเหนือใจเหนืออรรถเหนือธรรม ธรรมโผล่ขึ้นไม่ได้ แล้วจะเห็นอะไรเป็นของประเสริฐเป็นของแปลกประหลาดเป็นของอัศจรรย์ พอจะนำมาแข่งกิเลส เมื่อธรรมในใจไม่มีก็ไม่มีอะไรมาแข่งละซิ ถูกกิเลสเหยียบย่ำทำลายอรรถธรรมอยู่ภายในใจตลอดเวลา  ตามธรรมดาของนักปฏิบัติธรรม ธรรมควรจะเกิดขึ้นได้จากผู้ปฏิบัติ แต่ธรรมเกิดขึ้นไม่ได้เพราะความนอนใจความตายใจ ความทำแบบสุกก่อนห่าม  นั่งอยู่เฉยๆ สบาย นอนอยู่เฉยๆ สบาย ไม่ต้องกดขี่บังคับกิเลสภายในใจ ไม่ต้องทรมานฝึกฝนตน นั่นมันเป็นความสะดวกสบายไปในแนวทางของกิเลสหลอกคนทั้งมวล มันจึงเหยียบย่ำใจอยู่ตลอดเวลา แล้วจะหาธรรมวิเศษวิโสที่ไหนพอมาเป็นคู่แข่งกับกิเลสบ้างล่ะ นี่แหละเรื่องที่ไม่มีของดีอะไรปรากฏในใจเป็นเพราะอย่างนี้ จงพากันทราบไว้สำหรับนักปฏิบัติเพื่อฆ่ากิเลส อย่าปล่อยให้กิเลสฆ่าอยู่เรื่อยไป มันขายขี้หน้าผู้ทรงผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นเครื่องหมายของผู้ชนะเลิศคือศาสดาของพวกเรา
เราอย่าไปคิดอย่าไปคาดเรื่องมรรคผลนิพพานว่ามีหรือไม่มีและอยู่ที่ไหน ให้ดูสัจธรรมที่อยู่ภายในกายในใจของเรานี้แหละ ธรรมเครื่องยืนยันมรรคผลนิพพานอยู่ตรงนี้ สัจธรรมนี่แหละเครื่องยืนยันมรรคผลนิพพานอยู่ที่กายที่ใจของเรา   มรรคผลนิพพานอยู่ในท่ามกลางแห่งสัจธรรมนี้ ทุกข์ สมุทัย เป็นเครื่องผูกมัด เป็นฝ่ายข้าศึก นิโรธ มรรค เป็นฝ่ายแก้ถอดถอน ฝ่ายดับทุกข์  จงเจริญมรรคคือความพากเพียร สติปัญญาเป็นสำคัญขึ้นภายในใจของตนให้มาก นี่เป็นการบุกเบิกสิ่งที่ปิดบังหุ้มห่อภายในจิตใจคือตัวสมุทัยให้จางลงไปและหมดไป คำว่านิโรธคือความดับทุกข์ไม่ต้องบอก เมื่อกิเลสดับไปมากน้อยความดับทุกข์ก็เป็นไปตามนั้น นิโรธเป็นกิริยาอันหนึ่งเท่านั้น ธรรมสองอย่างคือทุกข์กับสมุทัยเป็นเครื่องปิดบังมรรคผลนิพพาน ไม่ใช่ดินฟ้าอากาศกาลสถานที่เวล่ำเวลาที่ไหนจะมากีดขวางมรรคผลนิพพาน ไม่มีสมัยโน้นสมัยนี้สมัยไหนจะมากีดขวางมรรคผลนิพพาน นอกจากกิเลสเท่านั้นเป็นข้าศึกและกีดขวางมรรคผลนิพพาน
กิเลสคืออะไร คือสมุทัย ตัวผลิตทุกข์ทั้งมวลได้แก่นนฺทิราคสหคตา ตตฺร ตตฺราภินนฺทินี เสยฺยถีทํ. กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา. นี่แล พาให้เกิดความอยากความดิ้นรนไม่มีวันหยุดยั้ง กิเลสตัณหานี่มันหาความอิ่มพอไม่ได้ ให้มันมากเท่าไรก็ไม่พอ ให้มากเท่าไรได้มากเท่าไรยิ่งอยากยิ่งทะเยอทะยานมาก นี่แหละตัวปิดกั้นมรรคผลนิพพานอยู่ในหัวใจของเรานี่เองไม่ได้อยู่ที่ไหน ทุกข์เกิดขึ้นเสมอเพราะอำนาจของสมุทัยเป็นผู้ผลิตขึ้นมาไม่หยุดหย่อน มรรคคือข้อปฏิบัติเป็นเครื่องทำลายสมุทัย จงผลิตขึ้นมาแก้กัน  นี่แหละธรรมฝ่ายแก้มีอยู่สอง คือมรรคกับนิโรธ มีเท่านี้

มีต่อ......

Pages: [1] 2 3 ... 10