Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
4
ความอิจฉาที่เกิดในใจ ต้องใช้มุทิตากำราบ - พระพยอม กัลยาโณ

การที่คนเรามีความอิจฉาริษยาอยู่ในหัวใจจะทำให้โลกใบนี้เกิดความวุ่นวายเสียหายอย่างมากมาย เรียกว่าความริษยาจะนำโลกไปสู่ความหายนะได้อย่างร้ายกาจ ถ้าถามว่าแล้วมีหลักธรรมตัวไหนบ้างที่จะช่วยให้อาการอิจฉาริษยาที่อยู่ในตัวมนุษย์อย่างเราหลุดพ้นออกไปได้ คำตอบก็คือจะต้องมี “มุทิตา”

มุทิตาแปลว่าความยินดี หรือพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี คือเมื่อผู้อื่นได้รับความสำเร็จ มีความสุข ความเจริญก้าวหน้า หากทำได้ก็จะไปเหยียบความริษยาที่อยู่ในใจไม่ให้ออกมา หากเราไม่มีมุทิตาจะรู้สึกทนไม่ได้ที่เห็นคนอื่นดีกว่า ใครรวยกว่า สวยกว่า ได้ดี มีหน้ามีตากว่า ทนไม่ได้

จริงๆแล้วในใจของปุถุชนก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดการอิจฉาตาร้อนกันไปทั้งหมด คำพูดที่ว่า “อิจฉาตาร้อน” อย่างนี้แสดงว่าตาไปเห็นเขาดีกว่า เห็นแฟนเขาสวยกว่า ดีกว่า แล้วเกิดอาการที่เรียกว่าทนยาก หรือไม่อยากทนเห็น ไม่อยากเห็นใครก้าวหน้ากว่า ใครเหนือกว่าเป็นต้องออกอาการทุรนทุราย กระสับกระส่าย ตีโพยตีพาย ร้อนเนื้อร้อนใจ คนอย่างนี้ไม่ช้าก็จะพบกับความหายนะ

ดังนั้น เราต้องเข้าใจว่าหากใครทำอะไรได้ดีกว่า เด่นกว่า ก็อย่าออกอาการเยาะเย้ยถากถาง หมั่นไส้ แต่ควรปลอบอาการตัวเองและยินดีกับคนอื่น หรือควรชมเขาบ้าง คนเราเมื่อได้ชมคนอื่นด้วยความจริงใจแล้วความริษยาก็จะจางหายไป ถ้าคิดแต่อิจฉาแล้วด่าทอคนที่ได้ดีกว่าเรื่อยๆก็เท่ากับว่าเราให้อาหารกับความริษยา

ทุกวันนี้ถ้าใครได้ดูรายการทางโทรทัศน์ โดยเฉพาะรายการข่าวประเภทเชิญแขกมาร่วมในรายการ รู้สึกได้เลยว่าผู้ที่มาร่วมรายการไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ นักวิชาการ หากเชิญมาคุยเรื่องการเมืองคนเหล่านั้นมักจะแสดงออกให้เห็นว่ามีความริษยาในตัวนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เผลอๆมีความอิจฉามากกว่าความเกลียดด้วยซ้ำไป หากมีความเกลียดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอเกลียดมากๆเข้าก็จะเป็นความริษยาได้เหมือนกัน ทำให้นักวิชาการบางคนวิชาการล่มสลายที่ทนเห็นใครดีกว่าไม่ได้ คล้ายกับได้ดูละครน้ำเน่า เช่น ถ้าถามว่าคนที่บอกว่าเลวเขามีส่วนไหนบ้างที่ดี ก็จะบอกว่าเลวทั้งหมด ไม่มีส่วนดีเลย ไม่สามารถพูดส่วนที่ดีได้ เพราะถ้าพูดถึงส่วนดีของเขาแล้วจะทำให้ตนเองรู้สึกอึดอัด

เพราะฉะนั้นใครที่มีสันดานริษยาอยู่ในตัว หากเห็นใครได้ดีกว่าควรแสดงความยินดีกับเขา
ใช้คำพูดชมบ้าง อวยพรบ้าง ทำให้เกิดมุทิตา แต่ก็มีเหมือนกันที่ปากพูดยินดี แต่ในใจลึกๆแล้ว
ยังยินดีกับใครไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะทำให้ใจวุ่นวาย และถ้าคนในประเทศเป็นอย่างนี้มากๆ
เชื่อได้เลยว่าคนดีๆที่ไม่เป็นอย่างนี้คงต้องลำบากไปด้วย เพราะความริษยาทำให้คนบนโลกใบนี้วุ่นวาย

ที่บ้านซอโอที่อาตมาจำพรรษาอยู่นี้ 
ก็มีไม่น้อยที่ชาวบ้านอิจฉาชาวเขา
เพราะเห็นว่าเขามีมอเตอร์ไซค์
มีรถปิกอัพ มีไร่ มีนา
และบางคนก็ส่งลูกเรียนจนจบปริญญา
เรื่องอย่างนี้ยังมีความอิจฉากันเลย

มีคนบอกว่า “ฮิตเลอร์” เป็นชาวเยอรมันที่เกลียดพวกยิวมากที่สุด เพราะคนยิวเก่ง
และทำท่าว่าจะเก่งกว่าเยอรมันเสียทุกเรื่อง ก็เลยต้องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นเรื่องจริง
ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และแน่ใจได้เลยว่าจะต้องเกิดขึ้นอีกในปัจจุบันและอนาคต

หากคนเรายังไม่หมดความริษยาก็จะต้องเกิดเรื่องที่ทำลายล้างกันตลอดไป
เพราะฉะนั้นขอให้ฝึกลดความริษยาลงให้มากๆ เมื่อมันลดลงก็จะทำให้
ความริษยาตายไปจากใจเรา
ความริษยาถือว่าเป็นปรปักษ์กับมุทิตา

ดังนั้น หากเรามี
มุทิตาคือการรู้สึกยินดีกับคนอื่นที่ได้ดี
ความริษยาจะฝ่อแล้วค่อยๆหายไปเอง
แต่ถ้ายังไม่ฝึกแสดงความยินดี 
เมื่อเห็นใครได้ดีด้วยความจริงใจแล้วละก็
จะทำให้ตัวเองต้องตายด้วยความริษยาในไม่ช้า

เจริญพร

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข
ปีที่ 5 ฉบับที่ 220 วันที่ 15-21 สิงหาคม พ.ศ. 2552
หน้า 23 คอลัมน์ พระพยอมวันนี้
โดย  พระพยอม  กัลยาโณ
ความอิจฉาที่เกิดในใจ ต้องใช้มุทิตากำราบ - พระพยอม กัลยาโณ

5
ต่อ......

ภาวนามรณสติหรือภาวนาบทอื่นๆ สติให้ระลึกทุกลมหายใจจึงไม่ประมาท
ถ้าอ่อนกว่านั้นประมาท ทุกลมหายใจนั่นแหละ จึงทันกับสังขารแปรปรวนทุกลมหายใจนั้นทีเดียว


พิจารณาขันธ์ ๕ เห็นว่าไม่เที่ยง เพราะเป็นอย่างนั้นแล้วก็หาเป็นอย่างนั้นอีกไม่ เป็นของยืมเขามาเป็นทุกข์
เพราะเกิดขึ้นแล้วแปรปรวนเสื่อมสิ้นไปเป็นอนัตตา เพราะไม่อยู่ใต้อำนาจบัญชาของใคร ว่างเปล่า
ไม่มีเจ้าของ ขันธ์ ๕ จึงเป็นของน่าเบื่อหน่าย เป็นเหมือนเรือนกำลังถูกไฟไหม้ ขันธ์ ๕ เป็นก้อนทุกข์
การได้พิจารณาเนืองๆ ในความเกิด แก่ ตาย เมื่อได้เกิดสังเวชใจอ่อน ไม่กล้าทำบาปน้อยใหญ่
รีบเร่งทำกุศลสิ่งเดียวเพราะอายุน้อย ตายเร็วพลัน

ภาวนาอารมณ์นั้นๆ แก้จิตของเราแก้อยู่ พิจารณาอามรณ์นั้นให้มากๆ
เพื่อความแยบคายด้วยอำนาจไตรลักษณ์ ความรู้จึงกว้างขวาง ความรู้จึงแจบจมดี

พาหุลีกโต ทำให้มากๆ ให้เป็นสันทิฐิโก เห็นธรรมความแปรปรวนด้วยญาณทัสนะเห็นด้วยปัจจัตตัง
เฉพาะในดวงจิตเมื่อเห็นพระนิพพานนั้นแล้ว จิตสงบเอง ไปเอง รู้เอง ละเอง วางเอง ประหารเอง
มีปฏิภาณเอง นี้เป็นความรู้ยิ่งเห็นจริงในธรรมทั้งปวง เมื่อเห็นเช่นนั้นก็เกิดความเบื่อหน่ายไม่ถือมั่น
ในสังขารทั้งปวง จิตเกษม

ของจริงมีอยู่ โลกเดินอยู่ ในโลกปรากฏอยู่ ในโลกมีเกิดตายอยู่ ในโลกไม่มีที่สิ้นสุดโดยไม่รู้ต้น
ไม่รู้ปลาย เป็นของเที่ยงเวียนว่ายอยู่ในโลกเรื่อยๆ เป็นของตักเตือนจิตโดยไตรลักษณ์

ไตรลักษณ์ ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา หวั่นไหวแปรทั้งภายนอกภายในอยู่อย่างนั้น ทั้งยืนเดิน
นั่งนอน ทั่วสากลพิภพ ไม่มีเวลาจบสิ้น อริยสัจมีแทบทุกทิศทุกทาง มีข้างบนข้างล่าง
ระหว่างกลาง สะท้อนสะเทือนอยู่อย่างนั้นไม่มีเวลาหยุดยั้ง

กล้องถ่ายรูปต้องถ่ายในที่สงัด จึงแจ่มแจ้งดี เพราะสภาพทั้งหลายเป็นของนิ่ง
เป็นของสงบวิเวก เห็นแต่ความแปรปรวน ของสังขาร เป็นธรรมเทศนา


การภาวนาเป็นเครื่องจูงใจในอารมณ์ที่คุ้นเคยในกรรมฐาน กระดูกและลมหายใจเป็นคู่กัน
มีสมาธิเป็นแนวหน้า มีปัญญาเกิดทีหลัง ด้วยค่อยแก้ค่อยไขส่วนร่างกายให้เห็นไตรลักษณ์
เป็นขันธ์แปรปรวนอยู่เสมอ ลมฟิ๊ดออกพิจารณาหาอาสวกิเลสพิจารณา

กระดูกให้เห็นแยกออกจากกันเป็นส่วนๆ ด้วยญาณทัสนะ ด้วยความจริงใจในสังขารทั้งปวง
ให้เห็นใจมาตั้งอยู่ในอมตธรรม ให้เดินอารมณ์ทั้งสองอย่างนี้เป็นนิจ

จิตภาวนาไตรลักษณ์ได้รอบคอบไว้ดีแล้ว ไม่มีอาการส่งจิตไปนอกกาย ไม่อย่างนั้นจิตส่งไปอื่น
หาปัญญาทางอื่นนอกกายแล้ว ไม่แน่นแฟ้นเหมือนหาปัญญาทางภายใน เห็นระยะใกล้
ดีกว่าเห็นไกล เห็นไกลเป็นวิปัสสนู เห็นใกล้เป็นวิปัสสนา น้อมไปน้อมมานั้นเป็นจิตหยาบ
อยู่พิจารณาเห็นโดยเห็นภายใน ภายในนั้นเป็นจิตละเอียด ใกล้ต่อมรรคผล เมื่อเห็นภายในแล้ว
น้อมไปนอกไปในได้เสมอกัน แต่ให้เห็นภายในจนชินเสียก่อน จึงน้อมไปเห็นนอกจึงไม่มี
สัญญาอารมณ์มาก

คนตระหนี่ย่อมเกิดในสภาพที่ยากจน คนไม่ตระหนี่บำเพ็ญทานเสมอ ย่อมเกิดในสภาพที่มั่งคง
กามทั้งหลายตระการหวานชื่นใจ ย่อมย่ำยีจิตให้ผิดรูป บุคคลเห็นโทษของกามแล้ว
พึงอยู่คนเดียวดุจนอแรด ทรมานตนตบะอย่างยิ่งให้ถึงอมตธรรม

กามทั้งหลายมีทุกข์มาก มีความสุขน้อย ทุกข์จะน้อยกว่ากามไปไม่มี
ผู้ใดชอบเสพกาม ผู้นั้นย่อมเข้าถึงนรก


บุคคลทำบุญทำบาปนี้เป็นตัวกรรมติดตามตัวต่อไปข้างหน้าดุจเงาติดตามตัว
ดุจเกวียนติดตามรอยเท้าโคฉะนั้น เพราะฉะนั้นเกรงกลัวกรรมที่เป็นบาป
สมบัติของมนุษย์ไม่เป็นของสำคัญ คนโง่ คนขโมย คนมิจฉาทิฐิเขาหาได้
แต่มนุษย์สมบัติสวรรค์สมบัติ คนไม่มีศีล นั้นหาไม่ได้

ภาวนากองลมทำงาน จิตก็ทำงาน ให้รู้อยู่ในกองลม ทุกข์สอนร่างกาย
มี ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ปรากฏเรื่อยๆ ได้ชื่อว่าฟังธรรมเรื่อยๆ รู้เรื่อยๆ
จิตทำความดิ้นรนคิดจะต้องพ้นเรื่อยๆ คือพ้นทุกข์

พระโยคาวจรเจ้า ควรเพ่งกายเป็นไตรลักษณ์ เป็นโรค ดุจหัวฝี เป็นลูกศร
เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ เป็นของลำบาก เป็นของแปรปรวน เป็นของแตกหัก
เป็นของจัญไร เป็นอุบาทว์ เป็นภัย เป็นอุปสรรค เป็นของหวั่นไหว เป็นของผุพัง
เป็นของไม่ยั่งยืน เป็นของไม่มีที่หลบหลีกไม่ต้านทาน ไม่เป็นที่พึ่งอาศัย
เป็นของว่างเปล่าเป็นของมีโทษ เป็นของแปรปรวนเป็นธรรมดา
เป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นของน่าสงสาร

อานิสงค์แผ่เมตตาจิต หลับตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย มนุษย์เทวดารักใคร่
เทวดาย่อมรักษา พิษสาตราวุธทั้งหลายทำร้ายไม่ได้ กลิ่นปากหอม
ผิวพรรณวรรณะงาม ไม่หลงตาย ตายแล้วไปพรหมโลก จิตเป็นสมาธิเร็ว

ราคะ โทสะ โมหะ ดุจดื่มน้ำเค็ม ดื่มเข้าไปมากเท่าไร
ยิ่งกระหายน้ำฉันใด ความพอใจของมนุษย์ไม่มีเขตแดน


ร่างกายนี้เป็นฐานะที่ยืมเขามาประกอบ แก่ชรา มรณะส่งคืนเขาไป
เช่น ยืมเขามาค้าขายหากำไร ในบุญและบาป
และไม่รู้กำหนดที่จะต้องตายในเวลาใด แปลว่าส่งเขาคืน

กายในโลกต้องมีขี้เยี่ยวด้วยกันแห่งความสกปรก ไม่แปลกอะไรกัน
ใครอยู่ในโลกต้องเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน กายนี้ทุกข์มาก ได้สมหวังก็เป็นทุกข์
ไม่ได้สมหวังก็เป็นทุกข์ การเปลี่ยนแปลงของธาตุขันธ์ทุกข์ หนาวร้อนเย็นทุกข์
พยาธิทุกข์ กลัวภัยภายนอกมีคนอื่นเขาฆ่าตีต่างๆ ชีวิตนี้อยู่ด้วยความฝืดเคืองยิ่งนัก
หาความสุขแทบไม่มีเลย นี้พระอริยเจ้าเบื่อนักเบื่อนักยิ่งทำความเพียรให้ถึงนิพพาน

ให้ใช้ปัญญาเร่งความเพียรไม่หยุดยั้ง ขอให้ประกอบด้วยไตรลักษณ์ กิเลสมันจะอยู่
ณ ที่ไหนกิเลสอยู่ ณ ที่ใจ ปัญญา ก็อยู่ ณ ที่ใจ ไตรลักษณ์เป็นธรรมอุกฤษฏ์
ชำระกิเลสจากจิตได้ เดินมรรคพอแล้วมันแก้เอง

ธรรมะทั้งหลายเป็นธรรมชาติทรงคุณภาพไว้อย่างสมบูรณ์ และพระธรรมประกาศ
ความจริงอยู่เรื่อยๆ ศาสนาธรรมออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์ผู้เดียว
พระองค์ฉลาดในธรรมทั้งปวง ดุจน้ำมหาสมุทร ฉลาดประกาศพระธรรมให้เหมาะ
กับจริตของพุทธบริษัท ขณะที่พระองค์แสดงธรรมอยู่ บริษัทจึงพากันสำเร็จ
เป็นชั้นๆตามวาสนาของตน

สาวกแสดงธรรมทรมานบริษัทมีคุณภาพที่ ๒ ของพระพุทธเจ้า สมัยทุกวันบุคคล
แสดงไม่สะอาด จิตเปื้อนด้วยกิเลส จึงไม่มีปาฏิหาริย์เหมือนครั้งพุทธกาล เช่นเดียวกับ
อาหารที่สะอาดพลัดตกมือ เปื้อนดินไม่น่ารับประทานฉันนั้น คือผู้แสดงก็ไม่สะอาด
ผู้รับธรรมก็ไม่สะอาด โดยทำนองนั้น

มัชฌิมาคือความพอดีพองาม มีความกว้างขวาง เดิน อยู่ หลับ นอน ก็ให้เป็นกลางไปมา
ก้าวหน้า ถอยหลังก็ให้พอดีพองาม ข้อปฏิบัติ ปฏิบัติทุกอย่างให้พอดีพองาม
ความรู้เห็นก็ให้เป็นมัชฌิมา การทำ การพูด การกิน ทุกกิริยาเคลื่อนไหว ก็ให้เป็นมัชฌิมา

ปานกลาง แม้ความแม้ความบริสุทธิ์ของจิตก็ให้เป็นมัชฌิมาสัมปยุตด้วยญาณ
แต่ (คนเรา) ไม่ใช้ กลางคือมรรค สรุปเรียกว่ากลางสมมุติกับวิมุตติ สมมุติก็รู้เท่า
วิมุตติก็รู้เท่า ปล่อยวางทั้ง ๒ เงื่อนไว้ตามเป็นจริงเพราะศาสนาธรรมเป็นมัชฌิมา
ไม่เข้าใคร ไม่ออกใคร ผู้ปฏิบัติจะรู้ธรรมด้วยความเป็นจริง จะเหยียบย่ำอนัตตาลง
ยกอัตตาขึ้น ซึ่งเป็นการยกข้างนี้ออกข้างโน้น ไม่รู้จักธรรมรอบได้เลย
เพราะส่วนที่ตนสำคัญว่าเป็นอนัตตายังถือไว้อยู่ ก็เรียกว่า รู้โลกแล้วกลับหลงธรรม
คนทั้งโลกขี่เรือข้ามน้ำถึงฝั่งแล้วปล่อยเรือ เพราะอาศัยเรือชั่วคราวเป็นธรรม
ที่ควรปล่อยวางโดยแท้ ไม่ควรถือมั่นด้วยประการใด
 
จิตทรงความเป็นยถาภูตญาณทัสนานุตริยะตลอดกาล คือ ความเห็นจริงทั้งธรรมฝ่ายอนัตตา
ทั้งฝ่ายอัตตา พุทธะ ธรรมะ ไม่มีช่องว่าง ซึ่งไม่พอลุ่มหลงสังขารแต่น้อยเรียกว่ามัชฌิมา
โดยธรรมชาติเป็นกลาง ระหว่างธรรมทั้งหลายกับจิต ระหว่างจิตกับธรรมทั้งหลาย
ระหว่างจิตกับจิตอีกวาระหนึ่งเป็นสุดท้าย เปลี่ยนบทบาทพลิกสันเป็นคมจากมีดเล่มเดียว

พิจารณาที่ประชุมแห่งขันธ์หรือที่รวมแห่งสภาวะอันนี้ ถ้าปัญญาไม่รอบคอบจริงๆ
จิตเกิดความสำคัญขึ้นในตนว่าเป็นพระอรหันต์ ข้องอยู่เพียงเท่านี้ ก็ให้ไม่รอบคอบอันนี้
อาจไม่ระบายกิเลสละเอียดยิ่ง แล้วสอนคนอื่นเกิดความสำคัญผิดไปตามๆ กัน
ก็ได้ ขอยกตัวอย่างให้ฟัง คือ บุคคลมองเห็นสิ่งอื่นๆ ข้างนอกได้ไม่มีประมาณ
แต่ไม่มองเห็นหน้าของตน ฉะนั้นต้องนำกระจกเงามองหน้าตัวเอง ย่อมเห็นสภาวะได้ทั่วไป
จิตดวงนี้แหละสำคัญมากเป็นอนุสัยนอนอยู่ในสันดาน ขอให้นักปฏิบัติค้นคว้ามากๆ
จิตดวงนี้มีอัศจรรย์หลายอย่างคือมีความองอาจ มีสติสัมปชัญญะ ความสว่างไสว
ความฉลาดอาจหาญ แต่ขอถามว่า อาสวะสิ้นแล้วหรือยัง สำคัญของนักปฏิบัติว่า
สำคัญตัวถึงนิพพาน ขออย่านอนใจรีบเร่งปฏิบัติเข้าไปให้สิ้นอาสวะนี้พระอริยเจ้าบางองค์
ยังไม่สิ้นสำคัญตัวมีจำนวนมากองค์

ปัญญาอบรมสมาธิ คือ ปัญญาแวดล้อมเพื่อปลอบให้จิตอยากเป็นสมาธิ
เพราะจิตมันวิ่งไปตามกระแสของเจตสิก ต้องให้มีปัญญาห้ามจิตเดิน เมื่อจิตไม่เดินแล้ว
จิตก็เป็นสมาธิสงบเป็นอารมณ์อันเดียวเท่านั้น
คฤหัสถ์เพียงมีศีล ๕ เป็นนิจนั้น ดีอยู่แล้ว เป็นผู้ทรงพระวินัยที่ดีปิดอบายภูมิ ๔
ได้สำหรับผู้ครองเรือนเป็นสุข ศีลทุกประเภทดัดกายวาจาไม่ให้คะนอง จึงรักษาตัวเป็นปกติดี
แม้คนทั้งหลายเห็นว่าศีลไม่จำเป็นจะต้องรักษา หมายความว่า เขาไม่อยากเป็นคนดีด้วยโลกเขา
คนเช่นนี้ล้างผลาญโลกให้ฉิบหาย ศีลเป็นสมบัติของมนุษย์ทุกกาลทุกสมัยที่ประพฤติได้เป็นการดี

คนติดอวิชชาดุจเขาเลี้ยงสุกรด้วยแกลบรำไว้ฆ่าเพื่อเป็นอาหาร
การมีปัญญาอบรมสมาธินั้น หมายความว่า ไม่ให้ติดสมาธิอย่างเดียว
ปัญญาเพื่อแก้สมาธิให้สิ้นกิเลสอาสวะเท่านั้น


ธารแห่งธรรม - หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร
คัดลอกจาก: จันทสาโรนุสรณ์

6
ธารแห่งธรรม - หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร

นักปฏิบัติอย่าหลงกิเลสอย่างละเอียด ให้รู้ปัญญาอริยสัจให้มากๆ ประกอบความเท็จจริง อริยสัจและไตรลักษณ์
มีขอบเขตล้างกิเลสทั้งหลายให้พินาศไป เมื่อเห็นความไม่เที่ยงแล้ว จะเห็นความเที่ยงของจิตที่กลั่นมา
ความไม่เที่ยง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ปฏิบัติทำให้เข้มแข็งต่อการทรมานจิตของตน ไม่ให้กระทบกระเทือน
อัตตกิลมถานุโยคและกามสุขลลิกานุโยคโดยให้เป็นสายกลาง

อยู่วิเวกคืออยู่ป่านั้นสบายที่สุด สุขที่สุด อยู่กรุงเทพ ฯ ทุกข์ที่สุด ทุกข์ทั้งกายทั้งวาจา ทุกข์ทั้งใจ
จะเอาเงินมาให้วันละหมื่นๆ ก็ไม่ต้องการเสียแล้ว การที่อยู่กรุงเทพฯ เป็นการจำเป็นอดทนเพราะเห็นแก่ศาสนา

การภาวนากองลม เป็นใหญ่กว่ากรรมฐาน ๔๐ ทัศ เพราะลมหายใจพัดไปทั่วสกลกาย
เกิดธาตุรู้ทั่วไปของร่างกายดีกว่ากรรมฐานส่วนอื่นๆ ลมหยาบ ลมอย่างกลาง ลมอย่างละเอียด
มีการเข้าออก รู้ด้วยสติสัมปชัญญะ ฟอกให้บริสุทธิ์หมดจดเป็นอย่างดี ลมเป็นอาหารของร่างกาย
สติเป็นอาหารของจิต ความดีเป็นอำนาจยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น

อำนาจไตรลักษณ์ที่บุคคลชำนิชำนาญแล้ว ไม่มีเวลาดับ สว่างเรื่อยๆ เพราะกำจัดมืดคืออวิชชา
กำจัดมืดเป็นสมบัติของพระอริยเจ้า จิตคงที่ จิตไม่กลับกลอก เพราะท่านมีญาณและมีปัญญา
ผลิมาจากไตรลักษณ์

อมตจิตของพระอรหันต์ นิพพานธาตุตายไปแล้ว ตัวอมตะยังมีอยู่ ดุจบุคคลเขียนตัวอักษรไว้ในที่มืด
จุดประทีปเสียก่อนเขียนแล้วดับไฟ มืดอยู่ก็จริง ตัวอักษรนั้นยังมีอยู่ฉันใด สิ่งที่รู้ด้วยปัญญาเอง
เป็นอมตธรรม สติก็เรียกได้ เรียกนิพพานก็ได้ ต่อตายดับไปอมตธรรมยังมีอยู่

สัตว์เกิดมาในโลกมีนิมิต ๕ คือ
ชีวิตนั้นกำหนดไม่ได้ พยาธิป่วยไข้กำหนดไม่ได้ ๑
กาลมรณะกำหนดไม่ได้ ๑
สถานที่ทิ้งศพกำหนดไม่ได้ ๑
คติที่จะไปเกิดภพหน้ากำหนดไม่ได้ ๑
นี้แหละนักปราชญ์เขาไม่ไว้ใจในชีวิต ฯ


สมบัติโลกีย์และโลกุตระเป็นของเก่าคือ พระพุทธเจ้าและพระอริยเจ้าทั้งหลาย
โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ก็เอาของเก่ามาใช้ทั้งนั้น ๑ สมบัติของพระบรมจักรพรรดิเอาของเก่ารัตนแก้ว ๗
ประการมาใช้ทั้งนั้น ๑ สมบัติโลกีย์และโลกุตระไม่สูญไปจากโลก เป็นสมบัติประจำอยู่ในโลกนี้ทั้งนั้น
สุคติ ทุคติ มีประจำอยู่เช่นนั้น ฯ

ผู้เจริญภาวนาใช้อารมณ์ธรรมต่างๆ กัน แต่ละกิเลสอย่างเดียวกัน ดุจเสนาม้า เสนารถ
เสนาเดินด้วยเท้า เพื่อทำสงคราม แต่เอาชัยชนะอย่างเดียวกัน

พระอรหันต์ไม่รู้เป็นบางสิ่งบางอย่าง หลงสิ่งที่ไม่เคยได้สดับ หลงทิศที่ไม่เคยไปก็มี
ในนามบัญญัติที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังก็มี ขีณาสพท่านไม่หลงรู้ไตรลักษณ์ ทำอาสวะให้สิ้น

สัตว์เดรัจฉานเมื่อพักจิตแล้วก็ปฏิบัติตามกิเลสของตัว ส่วนมนุษย์นั้นนักค้นคว้า
มีเพียร มีปัญญา อคฺคํ ฐานํ มนุสฺเสสุ

เรื่องอดีตอนาคตเป็นเรื่องที่ยืดยาว เป็นตัววัฏฏะ เป็นนิวรรณธรรม ทำให้จิตเศร้าหมอง
เรื่องปัจจุบันเป็นเรื่องสั้นๆ มีแต่กายกับจิตที่ประกอบไปด้วยไตรทวาร เป็น ทุกฺขํ อนิจฺจํอนตฺตา
พระสรรเสริญปัจจุบัน ทำให้มากๆ เพื่อตรัสรู้สวรรค์ นิพพานการภาวนาชำระในดวงจิตนั้นเป็นมหากุศล

พระไตรสรณาคมน์ดับทุกข์ได้นั้น เช่น บุคคลบางคนใจไม่ดีด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่งเมื่อเข้าไปวัดฟังเทศนาก็ใจดี
ไม่อย่างนั้น เข้าสมาธิภาวนา กลับเป็นคนใจดี แลเห็นคุณและโทษได้ นี่แหละพระรัตนตรัยดับทุกข์ได้จริง
ไม่อย่างนั้นบุคคลมีราคะโทสะ โมหะ มีทุกข์มาก เมื่อมาบวชแล้ว ภาวนาชำระกิเลสได้ ก็เป็นอันที่ดับทุกข์ได้จริง

นักปฏิบัติต้องผ่านมาร ใกล้ต่ออันตรายมาก่อนทั้งหมดทีเดียว ต่อไปจิตจึงกล้า
จึงอาจหาญ ปฏิบัติเห็นความจริงของศาสนา

คนจะตายนั้นจิตกับรูปปรากฏในที่อื่น

ภาวนาก็ดี รักษาศีลก็ดี บำเพ็ญทานก็ดี ทำได้ ทั้งคนจนก็ทำได้ คนโง่ก็ทำได้
คนฉลาดก็ทำได้ไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่ ไม่เลือกบุคคล
นั่ง นอน ยืน เดิน ทำได้หมดทั้งนั้น เป็นคติที่จะประพฤติในศาสนา

ภายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก เหล่านี้ดี ไม่ได้ยึดทั้งเหตุผล เมื่อรู้แล้วปล่อยตามสภาพที่เป็นเองของมัน
ก็รู้แล้วสังขารทั้งหลายเป็นไตรลักษณ์อยู่แล้ว บังคับบัญชาไม่ได้ เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องของเขา
เมื่อตายก็เป็นเรื่องของเขา

บุญนั้นเป็นแก้วสารพัดนึก ความทุกข์บางอย่าง ถ้าไม่มีบุญแล้วช่วยไม่ได้จริงๆ ส่วนความทุกข์ธรรมดา
ทุกข์หนาว ทุกข์ร้อน เป็นต้น ดังนี้ คนจนเขาก็ช่วยตนเองได้ บุญ บุญนี้ไม่เป็นของที่จะซื้อขายได้
หรือขอกันได้ เป็นของประจำใจทุกๆ คน ไม่เหมือนสิ่งภายนอก เช่นอยู่กรุงเทพฯ
บางคนขอทานทั้งผัวทั้งเมียทั้งลูกขอจนเป็นเศรษฐี บุญนี้ไม่เป็นเช่นนั้น

การผิดถูกอย่างไร ข้อปฏิบัติอย่าให้ผิดธรรมวินัย ก็เป็นอันที่แล้วกัน
ธรรมวินัยเป็นรากแก้ว ของศาสนา เป็นปฏิปทา ปฏิบัติให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง

ศาสนาเป็นของจริงตามอริยสัจ จะคดโกง ไปทางอื่นไม่ได้ ธรรมวินัยเป็นของจริงสวรรค์นิพพานเป็นของจริง
นอกนั้นเป็นของปลอม ปฏิบัติไปได้ทุคติ ของจริงเป็นปรมัตถ์ ในศาสนา จริงวิมุตติ รวม ๒ อย่าง
การเดินของจิตเป็นเรื่องมรรค เมื่อเดินสิ้นกิเลสแล้วเป็นวิมุตติ

ผู้ที่ถือราคะ โทสะ โมหะ อยู่เช่นนี้ นับว่ายังวุ่นวายอยู่ในโลก เป็นเรื่องที่ไม่สิ้นสุด ราคะ โทสะ
โมหะ เป็นเรื่องของชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ทำให้หมุนเวียนอยู่ในวัฏสงสารไม่มีที่สุด


น้ำพระทัยของพระพุทธเจ้าเป็นของที่ประเสริฐ มีพระมหากรุณาสั่งสอนสัตว์ให้สิ้นทุกข์ได้
การเทศนาของพระองค์เป็นอัศจรรย์ ไตรทวารของพระองค์เป็นอัศจรรย์กำลัง ๑๐ คือ
ทศพลของพระองค์เป็นอัศจรรย์ ซึ่งได้นามตามอรรถว่า อัจฉริยมนุษย์เมื่อคราวพระองค์
เปล่งสีหนาทในท่ามกลางบริษัท ไม่มีใครคัดค้านได้ ความรู้ของพระองค์เป็นอนันตนัยหาประมาณมิได้
มนุษย์ เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ นาค ครุฑ สู้พระองค์ไม่ได้ จึงได้นามตามอรรถว่า
ศาสดาเอก แปลว่าหนึ่งไม่มีสอง ซึ่งเป็นพระบรมครูของโลกทั้งหลาย
แม้สำเนียงเสียงของพระองค์ตรัสก็เป็นอัศจรรย์ดุจเสียงพรหม
 
หรือดุจเสียงนกการเวก เพราะจับใจยิ่งหนักหนา เป็นที่ชักจูงน้ำใจของสัตว์ให้ยินดีตาม
ตรงกับสำเนียงเสียง พอพริกพอเกลือ มีรสชาติ โอชะ โอชารส แก่ผู้ที่ได้สดับฟังเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อภาวนาพิจารณาแยบคายแล้ว สังขารโลกปลงให้เข้าเสียแล้วแต่เขาจะแก่ เจ็บตาย เป็นเรื่องของเขา
 รีบเดินมรรคให้พ้นไปจากสังขารโลก เพราะสังขารโลกเป็นภัยใหญ่โต จะอยู่ไปก็เป็นเรื่องของเขา
จะตายก็เป็นเรื่องของเขา แต่ภาวนาความรู้ความเห็นในอมตธรรมนั้นให้มาก นั้นเองเป็นวิหารธรรม
ที่พึ่งของจิตเมื่อตายแลอันนี้เองจะไปเกิดในที่ดี แปลว่าไม่อุทธรณ์ร้อนใจในความแก่ เจ็บ ตาย
นั้นเป็นเรื่องของสังขารโลก

เมื่อรู้เท่าแล้ววางเฉยเป็นความสุขอย่างยิ่ง ถ้ามีความรักความชังอยู่นั้นเป็นทุกข์อย่างยิ่ง
เพราะยินดียินร้ายในเรื่องนั้น แปลว่า เจ็บ แสบ ร้อนไปด้วยเขาจึงเป็นทุกข์


การเดินธุดงค์เที่ยววิเวกในที่ทั้งปวง ขออย่าให้ติดตระกูล ติดอาวาส ติดอาหารติดอากาศ
ฐานะทั้ง ๔ นี้เป็นเครื่องผูกมัด พระโยคาวจรเจ้า เรื่องนี้ไม่ควรสนใจ ทำเหมือนพระมหากัสสปเถรเจ้า
ไม่ติดในที่ทั้งปวง พระเถระไปมาในทิศทั้งปวงไม่ขัดข้อง ดุจนกบินไปในเวหาที่มีกิจอันน้อยฉะนั้น
เมื่อติดแล้วพยายามถอนตัวออกในฐานะทั้ง ๔ นี้ จิตเกษม

ศีลกับสมาธิปราบกิเลสอย่างหยาบและอย่างกลางเท่านั้น แต่กิเลสอย่างละเอียดนั้นปราบด้วยปัญญา
นักค้นคว้าหาเหตุผลด้วยกำลังไตรลักษณ์ ประหารกิเลสเหล่านั้นให้สิ้นไปจากสันดาน ธรรมดาของจิต
ติดกายว่าสวยงาม ใช้ปัญญาแยกส่วน แบ่งส่วนของกายให้เห็นเป็นปฏิกูลโสโครก ให้ชำนิชำนาญ
โดยยิ่ง เมื่อเหนื่อยแล้วเข้าพักในสมาธิ หายเหนื่อยแล้วก็ใช้ปัญญาค้นธาตุเรื่อยๆ ทั้งนั่ง นอน
ยืน เดิน จนสิ้นราคะ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นสมุจเฉทปหาน

อย่าไปติดสุขในสมาธิในฌานสมบัติอย่างเดียว อย่าไปติดปัญญาอย่างเดียว จิตฟุ้งซ่าน
สมาธิหนุนปัญญา ปัญญาหนุนวิโมกข์วิมุตติ เมื่อถึงวิโมกข์วิมุตติแล้ว จิตพ้นจากกิเลสเท่านั้น

ภิกษุมีมิตรดี มีสหายดี อันนี้เป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า
อสุภะแก้ราคะ เมตตาแก้โกรธ อานาปาแก้วิตกวิจารณ์ อนิจจสัญญาแก้ถอนทิฐิมานะ
อนัตตาพึงเห็นตั้งใจไว้โดยดี ความถอน อัสมิมานะ ขึ้นเสียได้เป็นนิพพาน

ปัญญาเลิศกว่าสิ่งทั้งปวง

ภาวนาให้ดูอสุภะ ไม่ให้ดูนิมิต ไม่ให้ดูพยัญชนะ ต่อนั้นพากเพียรอสุภะ ตั้งแต่อรุณขึ้น
มาถึงพลบค่ำเวลา ๑ ตั้งแต่พลบค่ำไปถึงยาม ๑ ยามกลางคืนตั้งแต่ ๔ ทุ่มไปถึง ๘ ทุ่ม นั้นนอน
นอกนั้นลุกขึ้นภาวนาตลอดสว่างแข่ง ๓ เวลานี้ ใช้ชีวิตเป็นไปด้วยวิธีนี้
ธรรมดาวัฏสงสารย่อมหาต้นหาปลายนั้นไม่พบ เป็นของที่ช้านานนั้นหนักหนา
หาต้นหาปลายไม่ได้ มีแต่พระอริยเจ้าเพราะท่านทำวัฏฏะให้สิ้น ให้สิ้นกิเลสเกิดไม่ได้
สละชีวิตอุทิศไว้ในศาสนา เป็นปรมัตถบารมี มีธรรมอย่างอุกฤษฏ์ ควรแก่มรรคผลนิพพาน
บรรดาพระพุทธเจ้าและพระอริยเจ้าสงวนนัก เพราะสุคติเป็นของประเสริฐยิ่งกว่าทุคติ
บรรดาสัปปุรุษสนใจเรื่องศาสนามากกว่าสิ่งอื่นในโลก

การพักจิตของธรรมทั้งหลาย การค้นกายและจิตด้วยไตรลักษณ์เป็นกำลังของปัญญาทั้งหลาย
การรักษาศีลไม่ให้ด่างพร้อยเป็นกำลังของสมาธิทั้งหลาย รวมความว่ารักษาศีลดีแล้ว
หนุนสมาธิ การทำสมาธิดีแล้วหนุนปัญญา ปัญญาดีแล้วหนุนวิโมกข์วิมุตติ

ธรรมดาพระขีณาสพท่านไม่ถือนิมิตที่เป็นกุศลและอกุศลไว้ในดวงจิตนั้น หามิได้
ท่านประพฤติแต่อมตธรรม หาได้เดินผิดตามสมณะอื่นนั้นหามิได้ ท่านเดินตรงตามอริยสัจเท่านั้น

ความรู้ของฤๅษี รู้จุติ รู้ปฏิสนธิ รู้จิตของคนอื่นก็ดี แต่ไม่รู้อริยสัจให้สิ้นกิเลส
เพราะฉะนั้นความรู้ฤๅษีประกอบไปด้วยกิเลส

อยู่สถานที่เป็นมงคลต้องตรวจวินัยให้บริสุทธิ์ ข้อวัตรให้เคร่งครัด แผ่เมตตาจิตถึงเทพ
และอมนุษย์เสมอ เพื่อหายกลัวทำความคุ้นเคยกับเจ้าถิ่น เวลาน้อมจิตเข้าไปถึงหลัก
จิตสว่างไสวมุทิตาเบาจิต ตรวจปฏิภาค อุคหนิมิตแจ่มแจ้งดี จิตสู่วิปัสสนา
เพื่อความรู้เท่า สังขารนำมาซึ่งความเย็นใจและความสงบ

ให้รู้เท่าทันวิมุตติกับสมมุติ วางตัวเป็นกลาง ปฏิบัติรู้ธรรม โดยความเป็นจริง
ไม่เหยียบย่ำอนัตตาลง ยกอัตตาขึ้น ซึ่งเป็นยกข้างออกข้าง จักรอบรู้ธรรมได้อย่างไร
อย่ารู้โลกแล้วหลงธรรม ดุจข้ามแม่น้ำด้วยเรือ ถึงฝั่งแล้วปล่อยเรือ ไม่แบกหามเรือไปด้วย
อัตตาเหมือนคลื่นหรือสัตว์ร้ายในน้ำ อนัตตาเหมือนเรือขี่เดินทาง เมื่อถึงฝั่งแล้วปลอดภัย
ทิ้งเรือแล้วไปดังนี้ ไม่ควรยึดถือไว้โดยทั้งปวง

สมบัติพระบรมจักรพรรดิได้ทั้งสาวกและพระโพธิสัตว์ที่กำลังสร้างบารมี ที่เกิดภพน้อยภพใหญ่
กว่าบารมีจะแก่กล้าตรัสรู้ การก่อสร้างบารมีก็ดี การตรัสรู้ก็ดี ล้วนแต่ทำกรรมที่ดี
ในมนุษย์ทั้งนั้น แม้นรกเปรตอสุรกายก็ดี ล้วนแต่ทำชั่วในมนุษยโลกนี้ทั้งนั้น

พระอริยเจ้าจิตของท่านแนบสังขารในอวัยวะสังขารของท่านแปรอยู่เสมอ รู้ทั้งเกิดและดับ
ทุกวาระจิตไม่มีเผลอ และท่านรู้เท่าสังขารทุกส่วน จึงเรียกท่านมีสติอันไพบูลย์ คือมีสติเต็มที่
ฉะนั้นภายในจิตท่านไม่มีนึกคิดในทางที่ผิด และท่านไม่ทำบาปในที่ลับและที่แจ้ง เพราะฉะนั้น
พระอรหันต์ทั้งหลายท่านไม่มีโทษ ท่านรู้แจ้งอริยสัจอยู่ทุกเมื่อทุกขณะ

วิธีแก้บ้าคือให้ชำนิชำนาญ อนุโลมปฏิโลมของจิต ทวนกระแสเข้าจิตเดิม วางอุเบกขา
ต่ออารมณ์ทั้งหลาย ๑ สำคัญว่านิมิตทั้งหลายเป็นอาการของจิตนั้น ๑เป็นของไม่เที่ยง ๑
ให้ยกเป็นธรรมาธิษฐานในนิมิตนั้นสอนจิต ๑ อย่าสำคัญนิมิตทั้งหลายเป็นของดี ๑
อาการเหล่านี้แต่ละอย่างๆ ล้วนแต่แก้นิมิตบ้าทั้งนั้น หลักสำคัญแก้ได้ด้วยไตรลักษณ์
ลบล้างนิมิตทั้งหลายได้

พิจาณาการตาย เมื่อตายแล้วจิตออกมาให้ปรากฏเป็นลักษณะอย่างนั้นๆ พิจารณากระดูก
และลมหายใจทะลุออก ทุกเส้นขนนั้นดี เพื่อละอุปทาน จิตไม่ติดต่อกับธาตุอันอื่น รู้เฉพาะในดวงจิต
อย่างเดียว โรคก็หาย นี้เป็นตบะอย่างยิ่ง ควรสนใจให้มาก

บุคคลจิตไม่มีธรรมเป็นเครื่องข่มแล้ว วันหนึ่งๆ คิดไปตั้งร้อยแปด เป็นนิสัยของปุถุชน
เพราะอย่างนั้นคติของปุถุชนนั้นเอาแน่ไม่ได้ เมื่อตายไปแล้วจะไปสุคติหรือทุคติ

พระพุทธเจ้าในอดีต อนาคต ปัจจุบัน สามารถประดิษฐ์พระธรรมขึ้นเป็นธรรมนิยานิกธรรม
พระองค์ไม่นิ่งดูดาย ได้ประกาศธรรมคำสั่งสอน ให้สัตว์ปฏิบัติตามได้มรรคผล พระองค์เพียร
จาริกอนุสาสนีสั่งสอนเวไนยสัตว์ ด้วยมหากรุณาอันยิ่งแท้ที่จริงพระธรรมเกิดก่อน
ตั้งแต่พระองค์ไม่ได้เกิด แต่ไม่มีใครประดิษฐ์ขึ้นได้นอกจากพระองค์ไปแล้ว

มีต่อ......

7
เจตนา - หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

ผู้ปฏิบัติพระพุทธศาสนา ย่อมเป็นไปตามเจตนาของตน เจตนาเป็นแม่เหล็กดึงดูดสำคัญมาก เจตนาว่าโดยย่อก็มีสองจำพวก จำพวกที่ต้องการพ้นทุกข์ในสงสารโดยแท้ย่อมเป็นโลกุตระเจตนา เจตนานั้นเล่าไม่มีท่านผู้ใดจะรับรองเจตนาได้ จะเท็จจริงประการใดก็ต้องเอาเจ้าตัวเป็นพยาน เว้นไว้แต่พระอรหันต์ที่ทรงเจโตปริญญะญาณเท่านั้น จะรู้จักเจตนาของท่านผู้อื่นได้โดยชัดแจ้ง เหลือนอกนั้นคาดคะเนเดาด้นผิดๆถูกๆทั้งนั้น และก็เดาผิดและด้นผิดนั้นแหละเป็นส่วนมากนัก

ถึงแม้ว่าจะเจตนาพ้นทุกข์ในสงสารโดยจริงจังก็ดี แต่ทว่าปฏิบัติผิดก็เนิ่นช้าอีก ถึงจะขยันหมั่นเพียรสักเพียงไรก็ตาม ถ้าปฏิปทาไปทางผิดแล้วก็ไม่คุ้มค่า ไม่สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงได้โดยง่าย เช่นการเจริญกรรมะฐานไม่ถูกกับจริตเป็นต้น และข้อวัตรต่างๆบกพร่อง หรือขาดพระอาจารย์ที่ปฏิบัติถูกปฏิบัติชอบแนะนำ หรือขาดกัลยามิตรสหายที่ดีปลุกจิตใจให้ และสถานที่ไม่อำนวยอัตคัตฝืดเคืองเกินไป หรูหราเกลื่อนกล่นเกินไปไม่วิเวกวังเวงคลุกคลี

จะอย่างไรก็ตาม เมื่อผู้หวังพ้นทุกข์ในสงสารโดยแท้แล้ว สิ่งที่ขัดข้องภายนอกแล้ว ย่อมเป็นเรื่องเล็กน้อยไป เพราะจะช้าหรือเร็วก็ไม่มีการถอยหลังเสียแล้ว หนักก็เอาเบาก็สู้ สู้ทั้งนั้น เพราะตีความหมายว่าสู้กับกิเลสของตน กิเลสนั้นมันชวนสู้ในสิ่งที่ไม่ควรสู้ มันชวนถอยในสิ่งที่ไม่ควรถอย มันมีมายามากกว่าล้านๆนัยยะ แต่ก็เหลือวิสัยของสติปัญญาไปไม่ได้ ที่ว่าบาปไม่ชนะบุญนั้นเป็นของจริงผูกขาดอยู่แต่ดึกดำบรรพ์แล้ว ไม่ต้องสงสัย

เจตนาโลกุตระชนะเจตนาโลกีย์ไปไม่ขบถคืน ปัญหาของโลกีย์จะรวมพลมาจากไหน
ก่อนจะเลื่อมใสในโลกุตระเล่าก็มิใช่ตื่นข่าว เป็นอจาระศรัทธาอยู่ในตัวแล้ว
เห็นภัยเกิดแก่เจ็บตายวิโยคพลัดพราก จิปาถะสารพัดฝังใจอยู่
มิได้คุ้นเชื่องพอที่จะลืมใจลืมธรรม


ลืมตัวตนอะไรเลย ความเพลินในโลกใดๆก็ผยองไม่ขึ้น เป็นตัวศีลสมาธิปัญญากลมกลืนเป็นกองทัพธรรมสามัคคีอยู่ ไม่ได้แตกแยกกันไปเข้าตู้เข้าหีบภายนอกที่ไหน ยิ่งสำเหนียกพิจารณาติดต่อเนืองๆ สติปัญญาก็สูงขึ้น ฝนตกอยู่บ่อยๆ แผ่นดินก็ชุ่มน้ำก็ขังขึ้นขังขึ้น ภาชนะไม่รั่วหงายรับฝนทนไม่ได้ก็ต้องเต็มด้วยน้ำ พิจารณาไตรลักษณ์เห็นประจักษ์แจ้งพร้อมลมออกเข้าอยู่ พร้อมด้วยอู่สติปัญญาไม่สุ่มเดาคาดคะเนไม่เรียงแบบ เห็นแยบคายกลมกลืนกันในปัจจุบันของธรรมและจิตติดต่ออยู่ ไม่มีอันใดก่อนไม่มีอันใดหลัง เป็นพลังจิตพลังธรรมแน่นหนามั่นคง ตัวหลงๆเหลงๆอวิชชาตัญหาอุปาทานเป็นต้น มันจะขี่ช้างสูบบุหรี่ ถือขอถือง้าวมาจากทิศไหนอีกเล่า ขอแต่ว่าเชื่อธรรมเชื่อวินัยเชื่อจิตเชื่อใจเชื่อสติเชื่อปัญญาตอนนี้ให้พออย่าได้ส่งส่าย ความหน่ายความคลายความหลุดความพ้นไม่ต้องร้องเรียกหาก็ได้ ฯ

ย้อนหลังคืนมาปรารภจำพวกผู้ที่อุปสมบทหรือบรรพชาในพระพุทธศาสนามา แต่มิได้มีเจตนาพ้นทุกข์โดยด่วนในปัจจุบันชาติ เพราะเหตุใดหนอ เพราะเหตุว่าบารมีในชาติก่อนยังอ่อนอยู่มากนัก ไม่สามารถจะหนุนในปัจจุบันชาติให้แข็งแกร่งแก่กล้าได้ ก็ต้องจำเป็นยินดีในม้าก้านกล้วยอยู่นั้นเอง เจตนาและความหวังพอเป็นนิสสัย พอใจเลื่อมใสในอนาคตตะกาล อนาคตตะกาลเบื้องหน้านั้นเทอญ ดังนี้เสมอๆ แต่ก็ยังดีกว่าท่านผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาลัทธิถือว่าไม่มีบาปไม่มีบุญอันหาประมาณมิได้ และยังดีกว่าท่านผู้เคารพนับถือนอกจากศาสนาพุทธไปอักโขอีก เรื่องท่านผู้อื่นเอามาฝืนปรารภไว้

ไฉนจึงเอาเรื่องจำพวกท่านผู้อื่นมาปรารภไว้ จะไม่เป็นอวดดียกตนข่มท่านดอกหรือประการใดล่ะ คำว่าธรรมก็ต้องยกอุทธาหรณ์กล่าวทั่วไปบ้าง เราไม่ออกชื่อพรรคพวกบุคคลเป็นการไม่กระเทือนเลย แม้ถึงอย่างนั้นเรื่องดีเรื่องชั่วก็มีทั่วไปในคำสอนของพระพุทธศาสนา ประวัติที่ดีเด่นก็ประวัติพระอริยะ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น เรื่องที่เลวทรามก็มีเรื่องพระเทวทัตเป็นต้น ฯ พระปุคคละปัญญัติ ก็กล่าวถึงจำพวกบุคคลทั่วไป เรียกว่ากล่าวตามเป็นจริงมิได้ดูหมิ่นกล่าวเท็จ เพราะทางใดดีท่านผู้ต้องการดีจะได้พยายามปฏิบัติเอา ถ้าจะปรารภอันใดที่ดีไม่ได้ เกรงจะผิดใจแต่ผู้ชอบชั่ว คนดีก็สืบโลกไปไม่ได้ คนชั่วบางรายก็ถอนตัวมาเป็นคนดีได้ เพราะเห็นโทษในชั่วของตน คนชั่วก็มาจากคนดีเพราะดียังไม่แน่นอน ไม่เหมือนพระโสดาบัน พระโสดาบันดีไปไม่ถอยหลังจนถึงที่สุดทุกข์โดยชอบ โลกีย์ดีโลกีย์ชั่วเป็นของไม่แน่นอน หมุนเวียนเปลี่ยนไป

มาสาละวนอยู่บรรดาท่านผู้เข้าสู่อนุปาทิเสสะนิพพานไปแล้ว ก็ไปจากชั่วมาจากชั่วทั้งนั้น
พระเทวทัต ก็จะพ้นจากชั่วแล้ว จะไปพระปัจเจกในอนาคต ฯ
ที่กล่าวว่าพระอรหันต์ไม่มีบาปไม่มีบุญนั้นเป็นของจริงแท้ เพราะเหตุว่า
พระอรหันต์นั้นสร้างบุญเต็มแล้ว จะเอาบุญไปเทใส่จิตใจขององค์ท่านก็ไหลทิ้งเพราะเต็มแล้ว
และองค์ท่านก็เว้นบาปพอแล้ว

เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องควรเข้าใจให้ชัดทั้งนั้น มิฉนั้นแล้วจะทำตนให้เป็นสุขก่อนห่ามจะเลยเถิดแต่กิเลสความเดือดร้อนทางใจยังเป็นฟืนไฟเผาขันธสันดานอยู่ แล้วฟิตตัวเองให้อยู่เหนือบาป เหนือบุญแบบดื้อๆ บุญสร้างยังไม่พอ บาปก็เว้นหรือละยังไม่พอ ก็ย่อมอยู่เหนือบาปบุญยังไม่ได้ พระอรหันต์ประเภทใดๆก็ตาม ไม่มีขณะใจใดจะเดือดร้อนใจเท่าเม็ดงาขาริ้นเลย เพราะมารเดือดมารร้อนตามไม่ถึงใจพระอรหันต์ พระอรหันต์ทอดบังสกุลความเดือดร้อนทางจิตใจแล้วด้วยพระปัญญาญาณอันถ่องแท้ เป็นสัมมาญาณะแท้ไม่ปลอมแปลง เป็นสัมมาวิวุติแท้ ไม่มัดใจให้เดือดร้อน

ท่านผู้ต้องการให้เหือดแห้งจากทะเลหลง ต้องพิจารณาวิปัสนาอยู่แบบบรรจงไม่ลดละได้ สมาธิล้วนๆนั้นไซร้พักอยู่ได้เป็นบางครั้งบางคราว หมดกำลังแล้วก็ถอนออกมา เพราะอยู่ใต้อำนาจอนิจจะตาอันละเอียด หัดให้รู้ทุกกระเบียดแห่งอานิสงส์ ไม่ยืนยงคงถาวรถ้านอนใจ จิตติดสมาธิมากไม่อยากจะพอใจพิจารณาสังขาร นิพพิทาญาณก็ไม่เปิดประตู เพราะมัวแต่สำคัญว่าดูเราสงบได้ ใจชนิดนั้นธรรมชนิดนั้นเป็นขั้นพระพรหมโลก ยังมิได้ข้ามโอฆะแห่งโลกสงสาร ตัวอุปาทานยังติดต้อยห้อยดูอยู่ เพราะไม่มีการต่อสู้นิ่งอยู่ในหลุมเพาะ ทางที่เหมาะอย่าได้พักในสมาธินาน เปรียบเหมือนคนทำงานเมื่อพักอยู่นาน งานก็นานเสร็จสิ้น เมื่อไม่พักเสียเลยก็ไม่ได้กำลัง จงระวังอย่าให้เนิ่นช้า มุงเรือนยังไม่ทันเสร็จนั้นนา เมื่อฝนตกชุกมาก็หอบผ้าตะลีตะลานหาที่กำบัง อนิจจังฯ

เจตนา - หลวงปู่หล้า เขมปัตโต
คัดลอกจาก หนังสือ ธรรมะหลวงปู่หล้า เขมปัตโต
วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ)ต. หนองสูงใต้ อ. หนองสูง จ. มุกดาหาร

8
ต่อ......

เพราะเหตุนั้น เราควรพยายามอบรมจิตใจให้เข้าใจชัด ให้เห็นชัดในความจริง ตลอดถึงรู้ นี้เป็นส่วนทุกข์เกิด
นี้เป็นส่วนให้ทุกข์เองตามธรรม ท่านแสดงอย่างไร มันก็ให้เห็นจริง แจ้งประจักษ์ ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน
ส่วนนี้เป็นหนทางออกจากทุกข์ ส่วนนี้เป็น

ความดับทุกข์ เราก็ศึกษาตรวจตรองให้เป็นพยานแจ้งประจักษ์ ตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เหมือนเราทั้งหลาย กำลังประพฤติ หัดปฏิบัติจิตตภาวนาในปัจจุบันนี้ เป็นมรรคปฏิปทาที่พระพุทธเจ้าสอนว่า ควรเจริญ สติควรเจริญ สมาธิควรเจริญ ควรปฏิบัติ สติควรเจริญให้มีขึ้น เป็นไปในกายก็ได้ ในจิตก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้เกิดความรู้ ความจริง มีอยู่ในตัวของเรา ที่จะนำมาซึ่งความสุขและความทุกข์ เพียงสติตามระลึกกาย เช่น กายมีทุกข์เกิดขึ้น เราก็จะได้รู้ชัดว่า
ส่วนไหนส่วนทุกข์ ทุกข์เพราะเหตุใด

ถ้าเราพิจารณาไปไม่เหลือวิสัย เราก็จะได้เห็นทั้งเหตุ ทั้งผล

เวลาเราได้รับความสุข เราก็มีสติ พอที่จะระลึกได้ว่า เวลานี้เรามีความสุข มีความสงบ มีความสบาย
ความสุขเกิดขึ้นเมื่อไร ความสงบก็มีพร้อม ไม่วุ่นวาย ทำให้จิตใจปลอดโปร่ง ผ่องใส

เพราะฉะนั้น เราก็รู้ชัดว่า มีความสุขที่เกิดขึ้นเพราะมาจากไหน เรามีสติอย่างไร
เราพิจารณาอย่างไร เรามีอารมณ์อันใด เราก็จะได้ทราบตัวของเราเองชัด เป็นพยานหลักฐาน

เพราะฉะนั้น การรู้ธรรม เห็นธรรม ไม่ใช่รู้เพราะคนอื่นบอก หรือคนอื่นรู้ เฉพาะที่เรามาปฏิบัติ
ตามที่ท่านสอนให้ถูกต้อง ตรงตาม เราเป็นผู้ปฏิบัติ เราเป็นผู้รู้ยิ่งกว่าใครๆ ทั้งหมดในตัวของเรา

เพราะฉะนั้น เราควรประพฤติ ปฏิบัติด้วยตนเอง ที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้ให้เราสวด
เรามีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด
อันนี้เป็นความจริงเหมือนกัน เป็นสัจจธรรมเหมือนกัน

ถ้าเราพิจารณาดีแล้ว เราได้พึ่งเคราะห์กรรมของเราที่เรากระทำทุกวัน ส่วนที่อาศัยการกระทำของเราเท่านั้น ไม่ใช่คนอื่นจะทำแทนให้เรา เราเป็นคนดี เราก็ต้องเป็นผู้สร้างมา จึงปรากฏขึ้นมา ไม่ปรากฏแก่บุคคลผู้ไม่กระทำ เป็นความไม่ดี ก็บุคคลนั้นสร้างขึ้นมา ในตัวของเราเองแล้ว ก็ปรากฏขึ้นแก่ตัวของเราเอง จากตัวของเราเอง เมื่อเราก็เห็นอยู่ ประจักษ์อยู่อย่างนั้นน่ะ ศรัทธาของเราก็ตั้งมั่นไม่ง่อนแง่น คลอนแคลน เรียก อจลศรัทธา

เมื่อศรัทธาตั้งมั่น ความเชื่อตั้งมั่น อยู่ในจิตใจแล้ว บุคคลผู้นั้น ไม่ถอยหลังในการปฏิบัติ
ในการอบรมสมาธิ เพราะเห็นแจ้งประจักษ์ในใจ เป็นพยานหลักฐาน จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้
ความสุขที่แท้จริง คือการอบรมจิต ที่พระพุทธเจ้าว่า

นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอย่างอื่นยิ่งกว่าการ อบรมจิตให้สงบไม่มี

เมื่อจิตของเราสงบในเวลาใด เวลานั้น ก็มีความสุข ในกาลใด จิตของเราไม่สงบ เพราะเหตุเกิดขึ้นกับจิตเองก็ดี จากภายนอกกระทบกระเทือนก็ดี ในกาลนั้นความสงบที่เคยมี จิตที่ละเอียดอย่างนั้น ก็หายไป ความทุกข์ก็เข้ามาแทน เราก็สามารถจับเหตุ จับผล ได้ทั้งสุขและทุกข์ ถ้าเรามีสติคอยกำกับ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ที่สิ่งที่เราชอบและพอใจ เช่น การภาวนา ความมุ่งหมาย เพื่อให้เรามีสติกำหนดรู้จิตใจของเรา เป็นการอบรมจิตใจไปในตัว ในเฉพาะปัจจุบัน คือ เรากำลังอยู่ที่ระลึก พุทโธ พุทโธ ก็เพื่อให้มีสติเข้าไปรักษาจิตนั้นเอง เพราะผู้ระลึกนั้น สติ ผู้รู้ว่าเราระลึกนั้นนะ อะไรที่อยู่ในจิต อารมณ์ทั้งหลายที่อยู่ในจิต ความสุข ความทุกข์ ความสงบ ไม่สงบ อันนั้นเป็นธรรม ธรรมารมณ์ที่มีอยู่ในจิต เพราะฉะนั้น ในทางเดียวกัน เราได้ทั้งธรรม เราได้รู้ทั้งธรรม รู้ทั้งจิต ที่มันมีอยู่ด้วยกัน ธรรมส่วนไหนที่ทำให้จิตสบาย ธรรมส่วนไหนที่ทำให้จิตไม่สบาย เราก็รู้ เพราะเหตุนั้น นักปฏิบัติที่เป็นนักสำรวจ มักจะกลับมาดูตัวเองมากกว่าจะเอาเรื่องของคนอื่น ส่องจิตใจของเราเอง แก้ไขปัญหาของเราเอง เมื่อเราแก้ปัญหาของเราเอง อย่างถูกต้องกับธรรมแล้ว บัณทิตผู้รู้ธรรมทั้งหลาย เขาเห็นถึงแม้ว่าเราไม่อวดอ้าง ว่าเราอย่างนั้น อย่างนี้ ท่านมองพลั๊บเดียว ท่านฟังคำพูดคำสองคำ ท่านรู้ว่าเป็นบัณฑิต หรือไม่ใช่บัณฑิต ที่แสดงออกมา คนมีสติ มีความคิดอันถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง

เพราะเหตุนั้น เราทั้งหลาย เรานั้นเองแหละเป็นผู้รู้ เรานั้นเองแหละเป็นผู้อบรมตัวของเรา
เพราะฉะนั้นเราควรเอาใจใส่ เราจะพ้นจากทุกข์ภัยได้ เพราะการอบรมจิตของเราเอง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงแต่ชี้บอกทางเท่านั้น ส่วนการเดินให้ถึงนั้น
เราจะต้องใช้แรงกำลังของเราดำเนินไปให้ถึง ด้วยความเพียรของเราเอง

เพราะฉะนั้น การที่เราจะพ้นจากทุกข์ได้ ด้วยความพยายามของเราเท่านั้น
ไม่มีใครจะแทนเราได้ ขอให้เราทั้งหลายพยายามปฏิบัติ ไม่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัย


เพราะการปฏิบัติธรรม การรู้ธรรม เห็นธรรมนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยสำหรับพวกเราเลย
ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย มีธรรมเสมอกันหมด แต่ตัวเราแยกเป็นหญิง เป็นชาย

ทำอาการ กิริยา ของโลกบัญญัติขึ้นมา ถ้าการแยกเป็นส่วน เป็นผม เป็นขน เป็นเล็บ เป็นฟัน เป็นหนัง เป็นเนื้อ อาการ 32 แล้วเท่ากันหมด เพราะฉะนั้น อาจสามารถจะรู้ได้เหมือนกันหมด ส่วนไหนเป็นอย่างไร เป็นของสะอาด เป็นของไม่สะอาด เป็นของเที่ยง เป็นของไม่เที่ยง มีความทุกข์อย่างไร เราก็สามารถค้นพบอยู่ในนี้ ด้วยสติอันดี ด้วยจิตอันดีนี้เอง เราจะเกิดความหลง หรือเกิดความฉลาด เราก็สามารถที่จะอบรมให้จิตใจของเราให้เห็นที่ถูกต้องได้ ให้เกิดความฉลาดได้ ให้เป็นมรรค เป็นหนทางปฏิบัติขึ้นมา ด้วยความฉลาดและพยายามของเราทุกๆ คน

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายควรพยายาม วิริเยนะ ทุกฺขมจฺเจติ คนจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียรเท่านั้น ไม่มีใครขี้เกียจ ขี้คร้าน ไม่เอาใจใส่ เลินเล่อเผลอตัวมัวเมา ให้จิตเลื่อนลอยไปตามกระแสของโลก ตามคลื่นของโลกแล้วพ้นจากทุกข์ เป็นอรหัตอรหันต์ ไม่มีในอดีตที่ผ่านมา ไม่ทราบกี่หมื่น กี่พันปี แม้พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทรงสั่งสอน ก็ล้วนแต่ว่า บุคคลที่จะพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายควรมีสติ ให้ระลึกชอบ ให้มีความเพียรชอบ
แล้วตั้งใจปฏิบัติอย่างนี้อยู่เสมอ วันหนึ่งข้างหน้าของเราจะถึงฝั่ง
อันพ้นจากทุกข์แน่นอน


เพราะเหตุนั้น ขอให้เราทั้งหลาย พยายามปฏิบัติดูจิตใจของเรา โดยเฉพาะเจาะจงในปัจจุบัน อย่าให้เผลอตัว สังเกตดูอยู่นั้นแหละ จิตสบายก็ให้รู้ว่าสบาย จิตไม่สบาย เราก็ไม่ต้องเดือดร้อน กับเรื่องไม่สบาย ก็เป็นเรื่องของเวทนา เรื่องผู้รู้ เราหน้าที่รู้เท่านั้นแหละ ขอให้รู้ต่อเนื่องกันไป อย่าเผลอไปตามอาการสบายหรือไม่สบาย อย่าเผลอไปตามอาการสงบ หรือไม่สงบ อันนั้นเป็นเรื่องของสังขาร มันแต่งมันเอง มันมีตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เรื่องผู้รู้สังขาร มันก็เหนือสังขารอีก

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายพึงเข้าใจให้ถูกต้องแล้วพยายามดูเรื่องสงบ ไม่สงบ อย่าเอามันมาเป็นเครื่องกังวล เราแต่เพียงแต่ ดูไป พุทโธ ดูไป ดูไป ดูไป มันค่อยละเอียดไปเอง สังขารมันจะแต่งมรรค แต่งผลให้เรา ให้เรารู้อีก ถ้าสังขารชอบ ทุกอย่างมันก็ชอบไปด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อได้ยิน ได้ฟังแล้ว จดจำไว้ให้ดี นำเข้ามาอบรม เราก็จะได้ประสบความสุข ความเจริญในชีวิตของเรา

ยุติเพียงเท่านี้ก่อน ให้กำหนดภาวนาจนสมควรแก่เวลา

พ้นทุกข์ด้วยความเพียรชอบ - หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ
วัดป่าเขาน้อย อ. เมือง จ. บุรีรัมย์

คัดลอกจาก หนังสือ "ธรรมลังการ"
ซึ่งพิมพ์เนื่องในโอกาสที่หลวงปู่เจริญอายุครบ ๘๑ ปี
เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๓

9
พ้นทุกข์ด้วยความเพียรชอบ - หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ

เราทั้งหลาย เตรียมตัว ตั้งสติระลึก สำรวมกายของเรา ตั้งสติระลึก สำรวมวาจา
หยุดการสนทนาปราศรัยกันชั่วคราว เราจะได้ปฏิบัติจิตตภาวนา
ที่เราได้ตั้งใจมา เราจะมาปฏิบัติต่อเนื่องกันมาตามลำดับ

การภาวนา เป็นเรื่องที่ละเอียด จะต้องอาศัยความสงบ สงัด จะต้องอาศัยความวิเวก
จะต้องอาศัยความสำรวมเพราะเหตุนั้น ถ้าหากว่าภายนอกไม่สงบ ก็ก่อกวนภายใน ยากจะสงบได้


เพราะฉะนั้น เราก็ตรวจตรองดู สำรวมจากภายนอกคือกาย ให้เรียบร้อย ถ้าเราไม่สำรวมแล้ว กายของเราก็จะเป็นเหตุ อาศัยความไม่สำรวม ไปก่อกวนสะเทือนจิตใจของเรา เช่นเดียวกัน วาจาก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่มีสติสำรวม ละเว้นแล้ว เป็นเรื่องกระทบกระเทือน ก่อกวนจิตใจ ทำให้จิตใจของเราได้สัมผัสแต่อารมณ์หยาบๆ จะละเอียดไปได้ยาก เพราะการสำรวมกาย สำรวมวาจานี้ เป็นพื้นฐานรองรับซึ่งสมาธิ คือ ความสงบและความมั่นคง

คำพูดอีกอย่างหนึ่ง การสำรวมกาย สำรวมวาจา ท่านเรียกว่า รักษาศีล คือ ความสำรวมกาย วาจา ให้เรียบร้อย ทำไมการสำรวมกายสำรวมวาจา ท่านจึงเรียกว่าศีล เพราะเป็นเครื่องปิดประตู ทางกาย ทางวาจา ไม่ให้อารมณ์ภายนอกอันเป็นอกุศล มาก่อกวนจิตใจเราได้ เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความสงบ ในส่วนของกายและวาจา กาย วาจา เพียงระลึกสำรวม ตั้งใจว่าเราไม่ทำ มันก็สงบได้ ไม่เหมือนใจ ส่วนใจเรานึกว่าจะให้สงบ แต่มันก็ไม่สงบทีเดียว จะต้องอาศัยการฝึก การอบรม ด้วยความสำรวม ระวังภายในจิตใจอีกชั้นหนึ่ง แต่จิตใจนี้ ถ้าหากว่าเราสำรวม อบรมได้ดีแล้ว ใช้การใช้งานได้ดียิ่งกว่า การอบรมใดๆ ทั้งหมด

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา พระองค์ทรงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย
เราไม่เห็นการฝึกอย่างอื่น ที่จะใช้การใช้งานได้ดี เหมือนกับการฝึกอบรมนี้เลย


จิตนี้หากว่าได้อบรม ฝึกฝนให้ดีแล้ว ย่อมใช้การใช้งานได้ดี

โดยอาศัยพุทธภาษิตข้อนี้ เราก็หยิบยกขึ้นมาพินิจพิจารณาเพื่อจะได้เห็น สมที่พระพุทธเจ้าท่านแสดงไว้ ให้เห็นแจ้งประจักษ์ ในจิตใจของเราด้วย ให้เข้าใจอันถูกต้อง ว่าการฝึกฝนจิต หรือจิตที่ได้รับการฝึกฝนดีแล้ว ย่อมใช้การใช้งานได้ดีจริงๆ ไม่ว่าฝึกฝนวิชาการใดๆ ในโลก ก็ย่อมคล่องแคล่วทำให้สำเร็จในวิชาการนั้นๆ มีความเจริญก้าวหน้าไปตามลำดับ โลกที่มีความเจริญทางวิชาการ ก็เพราะวิชาการเหล่านั้น มาปรากฏ มีจิตเป็นเครื่องรับรอง เป็นเครื่องแสดงออก เป็นเครื่องค้นคว้า คิดขึ้นมา กระทำให้ปรากฏเห็นแจ้งประจักษ์แก่โลกทั่วๆ ไป

เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าจิตนี้เป็นสิ่งที่ละเอียด ไม่สามารถที่จะเอาสิ่งใดมาจับได้ แต่สิ่งที่ละเอียดนี้
ก็มีพลังที่สามารถเป็นรูปธรรม ด้วยอำนาจสติปัญญา ที่เกิดขึ้นทางจิตใจ ให้เป็นรูป เป็นวัตถุปรากฏขึ้นมา
ที่แสดงความสามารถอาศัยจิตละเอียดๆ นั้นแหละ เป็นต้นเหตุ ก่อขึ้นมา สร้างขึ้นมา จึงปรากฏ

เพราะเหตุนั้น จิตจึงเป็นสิ่งที่สำคัญตามหลักธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า
เป็นเหตุผลแห่งความจริงที่เราควรเชื่อ และรับรองได้ไม่ต้องสงสัย
เพราะฉะนั้น การอบรมฝึกฝนจิต เรียกว่า จิตตภาวนา จึงเป็นงานที่สำคัญยิ่ง

เราทั้งหลาย ควรให้ความสำคัญ ในการภาวนา อบรมตัวของเราเองว่า เป็นกิจที่เราควรจะเอาใจใส่ อย่ามองดูดาย สักแต่ว่าทำ เมื่อเราทำเล่นๆ ความรู้ปรากฏออกมาก็เป็นของไม่แน่นอน ไม่จริงจัง ถ้าเราทำอย่างจริงจัง ตั้งใจเพื่อให้รู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ เพื่อให้เห็นในธรรมที่เรายังไม่เห็น เพื่อให้ถึงในธรรมที่เรายังไม่ถึง ถ้าเราไม่ลดละความเพียรพยายาม ย่อมมีผลปรากฏตอบแทนในตัวเรา ได้แจ้งประจักษ์ สัมผัสในธรรมนั้นๆ ให้ปรากฏขึ้นในตัวของเรา ไม่ต้องสงสัย ไม่มีใครตั้งแต่เกิดมาแล้ว ก็ได้รู้ธรรม เห็นธรรม แล้วจึงปฏิบัติ ทุกๆ คน ล้วนแต่มาจากความไม่รู้ทั้งนั้น เกิดมาล้วนแต่มีความไม่รู้ทุกคน ที่มีความรู้ ความฉลาด ล้วนแต่เรามาฝึกมาอบรม ได้สัมผัสจากสิ่งที่มีอยู่ในโลก มีประการต่างๆ ถ้าใครมีความเพียรพยายาม อบรมฝึกฝน เอาใจใส่ สำเหนียกศึกษาในทางใดมาก ผู้นั้นก็ชำนิชำนาญ ได้รับการฝึกฝนจากสิ่งนั้นๆ แล้วมาใช้การในสิ่งเหล่านั้น

สำเร็จประโยชน์ ให้เกิดความสุขจากการฝึกฝน แน่นอน ทำให้บุคคลนั้น มีความเจริญในชีวิตจิตใจ
ถ้าหากเรามาฝึกฝนในทางธรรม เราก็ย่อมได้ความรู้ ความฉลาด ในการงาน ในทางธรรม ตามกำลังที่เราฝึกฝน
หรือสามารถที่จะอบรมได้ มีผู้ได้ประสบผลความสำเร็จจากการปฏิบัติที่แท้จริง เป็นจำนวนมากต่อมาก
ท่านเหล่านั้นล้วนแต่เป็นผู้ฝึกฝนจิตใจแล้ว

เพราะเหตุนั้น เราทั้งหลาย ควรทำความพอใจ ใจเป็นของละเอียด เราควรพยายามเป็นนักสังเกต นักตรวจตราจิตใจของเรา เรียกว่า โอปนยิโก น้อมเข้ามาหาจิตใจของเรา เปรียบเทียบให้มาก เห็นสิ่งไหนไม่ดี แล้วก็รับผลไม่ดี เวลามีผล เราก็ศึกษาไปหาเหตุ เวลามีเหตุ เราก็ศึกษาไปหาผล เรียกว่า อนุโลม ปฏิโลม เราก็จะได้เป็นเยี่ยงอย่าง ได้ผลลัพธ์อันถูกต้อง เป็นตัวอย่าง เป็นหลักวิชาการ หรือเป็นหลักสูตรการดำเนินเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น

เพราะธรรมะนั้น เหตุกับผลตรงกัน ไม่บิดเบือนเหมือนสิ่งอื่น
สิ่งอื่นอาจจะเหตุอย่างหนึ่ง ผลออกมาอย่างหนึ่งก็ได้ หลอกลวงให้คนหลง ก็ได้

ส่วนธรรมะ ไม่เคยหลอกลวงใครเลย เป็นไปตามสูตรของธรรมะ ให้ปรากฏรู้ได้ ถ้าเราเข้าใจถูกต้อง การเรียนธรรมะง่ายกว่าวิชาทางโลก เพราะทางโลกต้องใช้อุบาย เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ บิดเบือน ส่วนธรรมะนี้ ตรงไปตรงมา เหมือนกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพทธเจ้าว่า ทุกฺขํ อริยสฺจจํ ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา ทุกข์เป็นของจริงอย่างประเสริฐ หรือเป็นของจริงที่พระอริยเจ้าได้ค้นพบแล้ว ท่านเชื่อมั่น มีอะไร คือ มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย

ในข้อนี้ เป็นสิ่งที่เปิดเผยอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เป็นสิ่งปกปิด แม้แต่ ความเกิดมาแล้ว เจ็บตายอย่างไร ในอดีตมีอย่างไร จนถึงปัจจุบันนี้ มีอยู่อย่างนั้น ไม่เคยเปลี่ยนแปลง สิ่งใดที่ก่อกวนทำให้คนทุกข์ เพราะการกระทำอย่างนั้นให้มีทุกข์ เกิดขึ้นอย่างนั้น ตั้งแต่อดีตจนถึงสมัยปัจจุบัน เมื่อใครกระทำแล้ว ประกอบแล้ว ย่อมได้รับผล คือ ความทุกข์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย

ความโลภ เมื่อเกิดขึ้นในบุคคลแล้ว ทำให้จิตบุคคลนั้นมีความทุจริต ทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง
ทางจิตใจบ้าง แล้วก็ให้ผลเป็นทุกข์ ตั้งแต่อดีตมาอย่างไร แม้ในปัจจุบัน บุคคลที่ถูกทางโลกครอบงำ
ย่อมประพฤติทุจริต ทางกาย วาจา ใจ แล้วก็เป็นทุกข์ ไม่มี

ใครนิยมชมชอบ เช่นเดียวกัน บุคคลที่มีสติปัญญาดี เห็นโทษของความโลภ
แล้วสำรวมจิต ไม่มีความโลภ พยายามแก้ไข

การแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีพ ก็หาด้วยสติ หาด้วยปัญญา ไม่ให้อกุศลเหล่านั้นครอบงำได้
บุคคลผู้นั้นก็มีความงาม ได้รับความนิยม ชมชอบ นับถือจากประชาชน เพราะเป็นกุศลที่ในจิต
มีผลงานออกมา อยู่ที่ไหนไว้เนื้อเชื่อใจ

เช่นตัวอย่าง การกระทำสุจริตด้วยกาย การกระทำสุจริตด้วยวาจา พูดแต่ความสัตย์ ความจริง
กายกระทำแต่กรรมที่สะอาด ไม่เบียดเบียนตน และบุคคลผู้อื่น ได้รับความนิยมชมชอบ
วางใจในสังคมทั่วไป อยู่ที่ไหนก็ไม่ได้รับความเดือดร้อน เป็นเหตุให้เขาเคารพนับถือ
เชื่อมั่นในคำพูดของบุคคลเหล่านั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีผลอย่างนี้ตั้งแต่อดีต

ที่พระพุทธเจ้าทรงพาสาวก ประพฤติ ปฏิบัติ ได้รับผลดีมาอย่างไร และในปัจจุบันในธรรมส่วนนี้
สังคมยังรับรองว่าเป็นคนดี รับรองเป็นคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจ จะไปอยู่ในถิ่นฐานสถานใด
ก็ไว้เนื้อเชื่อใจ ไว้ใจไม่ทำลายให้เกิดความเสียหาย ในสถานที่นั้นๆ เรียกว่า บุคคลผู้มีสิริมงคลก็ว่าได้

เพราะฉะนั้น การอบรมจิตใจ ให้ได้รับความฉลาด สามารถมองเห็น ทางดีตามความเป็นจริง และไม่ดีตามความเป็นจริง ตลอดถึงรู้ทุกข์ตามความเป็นจริง ธรรมะ แล้วเราปฏิบัติความจริงเท่านั้น เปิดเผยให้แจ้งประจักษ์ ก็มีความเชื่อมั่น สร้างศรัทธาเพิ่มขึ้น ในธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และในกรรม การกระทำของเรา ว่าที่เราทำนี้ไม่เป็นหมัน ไม่มีความสงสัยว่า เราตายไปแล้ว เราจะเกิดจริงไหมหนอ บุญที่เรากระทำนี้จะเป็นสมบัติของเรา ติดตามจริงไหมหนอ ความดีที่เราทำมีจริงไหมหนอ สิ่งเหล่านี้ ถ้าเราไม่ตรวจตรา พินิจพิจารณาให้เกิดปัญญาขึ้น ได้ยินที่ท่านพูดแล้ว จิตใจยังไม่เชื่อมั่น เพราะความลังเลใจ ไม่แจ้งประจักษ์ เป็นตัวขัดขวางบุญกุศลที่เรายังไม่ได้ เราก็ไม่แน่นอนในใจได้ลงไป มีสิ่งขัดขวางเล็กๆ น้อยๆ
เราก็ทำไม่ได้ เพราะกำลังยังอ่อน ไม่ต่อสู้

มีต่อ.....

10
จิตพระอริยอยู่เหนือกิเลส - หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ต่อไปนี้ให้พากันตั้งใจนั่งสมาธิภาวนา ปล่อยวางอารมณ์ภายนอกภายในออกไปให้หมด ตั้งใจบริกรรมภาวนา วันนี้เป็นวันสิริมงคลวันหนึ่ง เป็นวันอุโบสถในทางพุทธศาสนา ให้พวกเราทั้งหลายได้ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติภาวนา ที่ถ้ำผาปล่องนี้สถานที่ที่เราอาศัยอยู่ เป็นสถานที่สิริมงคล เมื่อเรามาสู่สถานที่สิริมงคลแล้ว อย่าปล่อยให้จิตใจฟุ้งซ่านไปที่อื่น จงตั้งอกตั้งใจภาวนา ดำเนินกายภายในดวงจิตดวงใจ
           คำว่าภาวนานี้ ได้แก่สงบจิตสงบใจ ไม่ให้ใจวุ่นวาย คิดถึงบ้านเรือน คิดถึงลูกหลาน วุ่นวายไปภายนอก ให้พากันระลึกถึงมรณภัย มรณกรรมฐานมันใกล้เข้ามาทุกวันทุกคืน ไม่ใช่ว่าเราอยู่ที่เก่า สังขารธรรมทั้งหลาย รูปร่างกายของเราทุกคน มีความเจ็บไข้ได้ป่วย มีความชำรุดทรุดโทรม เสื่อมไปสิ้นทุกวันคืน แม้ผู้ที่ยังเด็กยังหนุ่ม ก็อย่าประมาทมัวเมาว่าข้าพเจ้าไม่แก่ การตายไม่เฉพาะแต่คนแก่ บางคนคนหนุ่มนั้นตายก่อนคนแก่ก็มี คนแก่ยังยืนยาวคราวไกลไปก็มี ทุกคนจงระลึกถึงมรณภัยคือความตาย ไม่มีทางหลบหลีก แม้หลบหลีกได้ว่า ในเวลาเราหนุ่มแน่น กำลังดีไม่ตาย เมื่อถึงวัยแก่วัยชราก็ไม่มีทางหลบ จำเป็นต้องแตกดับทำลาย
           แต่ผู้ใดภาวนาดี ละกิเลสความโกรธหมดไป ละกิเลสความโลภหมดไป ละกิเลสความหลงหมดไป ผู้นั้นก็ไม่ทุกข์ ไม่เดือดร้อนประการใด แม้ความตายมาถึงเข้า ท่านก็ยอมตาย คือ ท่านเห็นแล้วว่า ตายเป็นเรื่องของธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม มันกระจัดกระจายไปเขาก็เรียกว่าตาย ใช้การไม่ได้ เขาก็เรียกว่าตาย จิตใจมันไม่ได้ตาย
           จิตใจไม่ได้ตายนั้น ย่อมส่อแสดงให้เห็นแล้วว่า แม้พระอริยเจ้าทั้งหลาย ที่เราว่าท่านดับขันธ์เข้าสู่นิพพานแล้ว มันก็เป็นแต่ว่าดวงจิตดวงใจของท่านส่วนหนึ่ง ร่างกายของท่านแตกดับไป แต่จิตใจเป็นของไม่ตาย แต่จิตนี้เมื่อละกิเลสราคะ โทสะ โมหะ หมดไปแล้ว ออกจากจิตใจไปแล้ว เหลือแต่จิตอันบริสุทธิ์ผ่องใส จะอยู่ที่ใดเป็นอะไร ก็ ชื่อว่าอยู่ในนิพพาน ไม่มีเรื่องราวอะไร ที่จะมาทำให้ท่านเป็นทุกข์เป็นร้อน อย่างสามัญชนคนเราทั่วไป
           คนเราทั่วไปที่มันทุกข์มันร้อนอยู่ ก็คือว่ากิเลสทางตา ได้แก่ รูป ตาเห็นรูปก็เกิดกิเลส หูได้ยินเสียงก็เกิดกิเลส เพราะกิเลสมันยังไม่ดับ จึงจำเป็นต้องตั้งอกตั้งใจภาวนา อย่ามีความท้อถอย ผู้ใดท้อถอยชื่อว่าเป็นผู้มัวเมา จะต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ในภพน้อยภพใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด ยุ่งเหยิงอยู่ด้วยกิเลสกาม วัตถุกาม
           ตั้งแต่วันนี้ไป ให้พากันตัดบ่วงห่วงอาลัย อารมณ์สัญญาที่คิดถึงบ้านถึงเรือน ถึงลูกถึงหลาน ถึงอะไรต่อมิอะไรให้ตัดขาด ว่าสถานที่เรานั่งสมาธิภาวนาอยู่นี้ เท่ากันกับว่าเป็นสถานที่วิเศษ เป็นทางที่จะให้เราทุกคนละกิเลสให้หมดไปสิ้นไปได้ ถ้าตั้งใจภาวนา แต่ไม่ใช่ว่าสถานที่จะมาละกิเลสให้เรา ใจเรานี้แหละภาวนาละกิเลสเอาเอง
           กิเลสนั้น เมื่อผู้ใดเลิกได้ละได้แล้ว ไม่เลือกว่าเณร ไม่เลือกว่าพระ ไม่เลือกว่าจะสมมุติว่า เป็นธรรมยุต เป็นมหานิกาย อะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ใช่สมมุตินั้นละกิเลส การละกิเลสมันเป็นเรื่องภายในจิตใจของแต่ละดวงจิตดวงใจ ผ้าขาวผ้าเหลืองไม่ได้มาละกิเลสให้ สถานที่ก็ไม่ได้มาละกิเลสให้แก่เรา จิตใจเรานั้นเองเป็นผู้ละกิเลส
           เมื่อภาวนาพุทโธๆ เมื่อภาวนามรณกรรมฐานได้ทุกลมหายใจเข้าออก จนดวงจิตดวงใจผู้รู้อยู่นี้ไม่ไปไหน อยู่ภายในสงบนิ่งแน่วเป็นดวงเดียว ตั้งมั่นอยู่ภายในจิตใจได้ตลอดเวลา นั่นแหละต้นทางที่จะเป็นไปเพื่อละกิเลส ตัดกิเลสตัณหาได้ เพราะกิเลสตัณหานั้นมีอยู่ภายใน ไม่ใช่มีแต่ภายนอก
           เมื่อคนเราจิตไม่สงบระงับ ก็เข้าใจว่าสิ่งภายนอกเป็นกิเลส รูปเป็นกิเลส เสียงเป็นกิเลส กลิ่นเป็นกิเลส รสโผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นกิเลส ความจริงตัวกิเลสจริงๆ ก็คือจิตใจผู้รู้อยู่ภายในใจของเราทุกคนนี้แหละ ในจิตดวงผู้รู้นั้น มีกิเลสราคะอยู่ที่นั้น มีกิเลสโทสะอยู่ที่นั้น มีกิเลสโมหะอยู่ที่นี้ เมื่อใดการภาวนาละกิเลสภายในใจของเรา ยังไม่พร้อมมูลบริบูรณ์แล้ว อาสวะกิเลสเหล่านี้ก็ต้องอยู่ในใจตลอดเวลา
           การภาวนาละกิเลสต้องละภายใน ไม่ใช่ละภายนอก ภายนอกนั้นเป็นแต่ว่าอุปกรณ์กิเลส เราให้คิดดูดีๆว่า ถ้าหากว่า คน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นกิเลส ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเราฆ่าคนทั้งโลกนี้ให้ตายหมด ยังเหลือแต่เราคนเดียว กิเลสเรามันจะหมดไปสิ้นไปหรือไม่ มันก็ยังไม่หมด คนทั้งโลก สัตว์ทั้งโลก สมมติว่าให้เขาตาย ไปหมดเสีย กิเลสของเรามันจะหมดไปไหม มันก็ไม่หมด เมื่อไม่หมดแสดงว่าอันนั้นก็ไม่ใช่ตัวกิเลส
           ตัวกิเลสจริงๆ ก็จิตเรานี่แหละ จิตขี้เกียจขี้คร้านภาวนา จิตไม่รักษาศีล จิตไม่มีทาน จิตไม่มีศีล จิตไม่มีภาวนา จิตไม่ละกิเลส เมื่อจิตไม่ละกิเลสก็นี่แหละคือตัวกิเลส ตัวกิเลสเป็นตัวอย่างไร ตัวกิเลสก็เป็นตัวเหมือนตัวเรานั่นเอง ขาสอง แขนสอง ศีรษะหนึ่ง ดวงใจครองอยู่ในร่างกายอันนี้ นั่นแหละตัวกิเลส
           ดูเวลากิเลสความโกรธมันเกิดขึ้น ตาแดง ตาพอง ทุบต่อย ตีกัน ประหัตประหาร ฆ่าฟันรันแทงกัน อะไรมันตี อะไรมันทำ ก็คือจิตนั่นแหละมาใช้รูปร่างกายนี้ ให้ดุด่าว่าร้ายออกมา จนถึงรบราฆ่าฟันกันเป็นธรรมดาโลก นั่นแหละ กิเลสมันอยู่ภายใน แต่เวลามันจะทำ มันมาใช้รูปขันธ์นี้ให้ทำ รูปขันธ์ร่างกายนี้มันไม่ได้กลัวบุญกลัวบาป มันเป็นเพียงธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เท่านั้น สุดแท้แต่จิตที่มีกิเลสหรือไม่มีกิเลสภายในใช้ให้ทำอะไร มันก็ทำ
           นี่แหละร่างกายสังขาร ตัวกิเลสก็ตัวเราทุกคนนั่นแหละ จิตเราทุกคนนั่นแหละ กิเลสความโลภ กิเลสความไม่อิ่มไม่พอในวัตถุข้าวของทรัพย์สินเงินทอง กิเลสกาม วัตถุกาม มันอยู่ที่ไหน มันก็อยู่ที่กายนี้ อยู่ที่จิตนี้แหละ ดวงจิตนั่นแหละเป็นตัวกิเลสราคะตัณหา แล้วเวลามันใช้ ก็มาใช้รูปขันธ์ ทำให้เกิดลูกมา เกิดหลานมา เป็นทุกข์เป็นร้อนวุ่นวาย มันมาจากไหน ก็มาจากจิต จิตราคะตัณหา
           พระภิกษุสามเณร แม่ขาว นางชีอยู่ดีๆไม่ได้ ต้องสึกไป ก็เพราะอะไร ก็เพราะอำนาจกิเลสโลภะ กิเลสราคะตัณหา ไม่ภาวนาละกิเลสในจิตใจอันนี้ออกไป เมื่อกามตัณหา ภวตัณหามีอยู่ในจิต ไม่เลิกไม่ละ ไม่สงบระงับ มันก็วุ่นวายสร้างภพสร้างชาติขึ้นมา สร้างรูปสร้างนามขึ้นมา มันมีอยู่ภายใน ไม่ใช่อยู่ภายนอกอย่างเดียว ตัวสำคัญมันอยู่ที่จิต ทีนี้พระพุทธเจ้าของเรา พระองค์รู้ว่ากิเลสทั้งหลายแหล่พาให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันอยู่ที่ดวงจิต พระองค์ก็เอาดวงจิตภาวนาทุกลมหายใจเข้าออก พระองค์ควบคุมจิตใจไม่ให้วิ่งหนีไปที่อื่น ทบทวนกระแสเข้ามาสู่ภายในดวงจิตดวงใจ ดวงที่รู้อยู่ภายใน ตอนแรกๆ ก็เอาลมหายใจเป็นที่ยึดเหนี่ยว คือว่าเอาลมหายใจเป็นที่สังเกต ลมเข้าไปจิตผู้รู้อยู่ที่นี้ดูจิตดูลม ไม่ให้หลง จิตเข้ามาจิตออกไป ตามอยู่ที่ลมนี้ ผู้รู้ว่าลมก็คือจิตนั่นเอง
           แต่ว่าจิตใจของคนเรานั้น จะหาเป็นตัวเป็นตน เหมือนคนเหมือนวัตถุข้าวของไม่ได้ ไม่มีตัว ไม่มีตัวแต่มีอำนาจใหญ่ อำนาจกิเลสมันใหญ่ เหมือนกับธาตุลม ธาตุอากาศ ลมไม่มีตัวตน เวลามีลมแรงๆพัดมา พัดเอาบ้านเรือนตึกรามพังทลายไป นั่นลมไม่มีตัวแต่ทำไมมันมีกำลัง นี่แหละจิตใจคนเรานี้ก็เหมือนกัน จิตใจที่ยังมีกิเลส มันก็ใช้ให้เป็นไปตามอำนาจกิเลส
           จิตใจที่มุ่งหวังเป็นทางพ้นทุกข์พ้นภัย ในโลก ในวัฏฏสงสาร ต้องเป็นทานบารมี การทำบุญให้ทาน ศีลบารมี รักษากาย วาจา จิตของตน ไม่ให้ทำผิดในหลักศีลห้า ศีลแปดขึ้นไป เมื่อบำเพ็ญประกอบกระทำอยู่ในสิ่งเหล่านี้ จิตใจของเราทุกคนก็ย่อมมีกำลังแก่กล้าในกองการกุศล ในการภาวนาละกิเลส ไม่ปล่อยให้ความลังเลสงสัยมาอยู่ในจิตในใจ ไม่ว่าจะนั่งจะนองจะยืนจะเดินไปมาที่ไหน
           ภาวนามรณกรรมฐานเตือนจิตใจนี้อยู่เสมอ ว่าชีวิตของเรานี้ต้องถึงซึ่งความตาย ที่ใครคิดว่าเมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ก็จะไปโรงพยาบาลให้มันดีมันหาย มันไม่มีทางที่จะหายได้ มันนับวันนับคืน นับชั่วโมงนาทีวินาที มันใกล้ไปสู่ความตายทุกวันเวลา เมื่อมันเจ็บไข้ได้ป่วยได้ แล้วจะไม่ตายนั้นไม่ได้ มันต้องตายแน่ๆ มันแสดงให้เห็นแล้วว่าหนีไม่พ้น เมื่อหนีไม่พ้นแล้วนั้น มันก็มีทางพ้นอยู่ก็คือการภาวนา เอาจิตใจให้มันหลุดมันพ้นออก ไม่ให้ใจหลงใจเมามาอยู่ภายในนี้
           ท่านจึงมีวิธีการภาวนาพุทโธ ภาวนามรณกรรมฐาน ภาวนาลมหายใจ เพื่อให้จิตใจเราทุกดวงจิตดวงใจสงบระงับ ตั้งมั่นเป็นดวงหนึ่งดวงเดียว เดี๋ยวนี้จิตมันฟุ้งไปซ่านไปมัวเมาไป ไม่มีที่สุดที่สิ้น เลยวุ่นวายอยู่อย่างนั้นเอง
           พระพุทธเจ้า พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านมีความสุขกาย สบายใจ ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย เพราะท่านภาวนาละกิเลส ภาวนาละกิเลสนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เมื่อใดยังมีกิเลสราคะ โทสะ โมหะอยู่ เราอย่าได้ถอยความเพียร มันจะคิดไปที่ไหน อย่าไปตามอำนาจกิเลสที่มันคิด ให้มาอยู่ภายในดวงจิตดวงใจของตนให้ได้
           ใจเป็นธาตุรู้มีอยู่ในใจทุกๆคน การภาวนาไม่ใช่ว่าเรามาภาวนามาปรุงมาแต่งเอาใจใหม่ มันไม่ใช่อย่างนั้น ใจมันมีอยู่แล้ว จิตมันมีอยู่แล้ว แต่จิตนี้เป็นจิตที่หลงใหลไปตามจิตสังขาร จิตวิญญาณ จิตกิเลส จิตตัณหา มันดิ้นรนวุ่นวายไปตามกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาตลอดเวลา หาเวลาสงบระงับไม่ได้
           ท่านจึงสอนว่า ให้สงบจิตสงบใจลงไป ภาวนาพุทโธ ให้จิตใจมาจดจ่อในพุทโธ สงบระงับลงไป ไม่ต้องไปตามอารมณ์อะไรของใครทั้งหมด เรื่องราวอดีตอนาคตมันอยู่ข้างหน้า อนาคตกาลก็อย่าไปเป็นทุกข์เป็นร้อน อดีตที่มันล่วงมาแล้ว สิ่งเหล่านั้นมันก็ล่วงมาแล้ว จิตอย่าไปหลงไปยึดเอามา เดี๋ยวนี้เวลานี้ ดวงจิตดวงใจภาวนาอยู่ที่นี้ นั่งอยู่ที่นี้บริกรรมอยู่ที่นี้ จิตอย่าวุ่นวายไปที่อื่น ให้รวมจิตใจเข้ามา ตั้งให้มั่น เอาให้มันจริง
           เมื่อเอาจิตใจสงบระงับตั้งมั่นแล้ว จิตใจดวงที่สงบระงับตั้งมั่นนี้ก็จะมองเห็นทีเดียวว่า กิเลสราคะไม่ดีอย่างไร ก็จะได้ทำการละกิเลสราคะ ตัดต้นตอให้มันหมดไปสิ้นไป กิเลสโทสะไม่ดีอย่างไร ต้นตอของกิเลสโทสะมันอยู่ที่ไหน จะได้ตัดละกิเลสความโกรธออกไป กิเลสความหลงไม่ดีอย่างไร จะได้ทำความเพียรละกิเลสความหลงให้หมดสิ้นไป เมื่อเลิกเมื่อละถอนออกไปหมดแล้ว จิตใจก็จะเย็นสบาย มีความสุขไม่ทุกข์ร้อนประการใด
           เหตุนั้น การภาวนาทำความเพียรปฏิบัติบูชา ในทางพุทธศาสนานี้ จงตั้งจิตเจตนาลงให้มั่นคง อย่าได้ให้ใจอ่อนแอท้อแท้กลัวตาย การสร้างบุญบารมี ภาวนาละกิเลสมันไม่ตาย ถ้าหากว่าผู้ใดภาวนาเด็ดเดี่ยวแล้วก็ตายเอาตายเอา จะมีพระพุทธเจ้าได้หรือ เพราะว่าภาวนาเคร่งเครียดเข้าไปก็ตาย ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ภาวนามากเข้าไปจะได้เป็นพระอรหันต์ก็ไม่ได้ มันตายเสียก่อน ถ้ามันเป็นอย่างนี้ก็ไม่มีพระซิ ที่มันมีพระอยู่ก็คือว่ามันไม่ตาย

จิตพระอริยอยู่เหนือกิเลส - หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
บ้านจอมยุทธ

Pages: [1] 2 3 ... 10