Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
ชัยชนะที่แท้จริงคือ ชนะกิเลสของตนเอง - อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์

ถ้าสมมติว่า เราอยากชนะใครสักคนหนึ่ง ทั้งๆที่เป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย
และเราก็สามารถชนะได้จริงๆ   แต่เราคิดว่า  เราชนะจริง แต่ทางพระธรรม
ไม่ได้แสดงเลยว่า  นั่นชนะจริง เพราะเหตุว่าถ้าเป็นไปด้วยความโกรธ 
หรือถ้าเป็นไปด้วยความเห็นแก่ตัว เราไม่ได้ชนะใครเลย เราแพ้กิเลสของเราเอง 
และความเห็นแก่ตัวของเรา จะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น จะมีความเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นๆ   
และจะมีความต้องการชนะเพิ่มขึ้นๆ แต่ถ้าเราเป็นผู้แพ้ต่อเหตุผล ไม่มีใครชนะ
เป็นตัวตน แต่ว่าเหตุผลเป็นสิ่งที่สำคัญ และเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะยอมแพ้
ถ้าเป็นเหตุผลที่ถูกต้อง หัดให้เราเองเป็นผู้ที่มีเหหหตุผลมากขึ้น  แทนที่จะเป็น

ผู้ต้องการชนะ แล้วไม่มีเหตุผล

           เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่พระธรรมจะสอนให้เราแก้ตัวเอง และรู้จริงๆว่า
ความสุขจริงๆนั้นอยู่ที่ตัวเรา บางทีเราอาจจะคิดว่า  เราชนะคนอื่นแล้วเราพอใจ
แต่ในขณะเดียวกัน ความกระหยิ่ม  ความสำคัญตน  ความทะนงตนจะเพิ่มขึ้น   
จนในที่สุดเราไม่ยอมแพ้ใครเลย      ขณะนั้นเราจะต้องเป็นทุกข์มาก   
เพราะเหตุว่า ไม่มีทางที่เราจะเป็นคนชนะ ตลอดกาลไปได้

ชัยชนะที่แท้จริงคือ ชนะกิเลสของตนเอง - อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์

2
ศาสนาภายใน ก็จิตของคนนั่นเอง - หลวงปู่บุดดา ถาวโร

ลำดับนี้ตั้งใจนมัสการคุณพระรัตนตรัยด้วยกายพระนาม วจีพระนาม มโนพระนาม โดยสัจจะเคารพแล้ว น้อมพระธรรมเทศนาคำสอนพระผู้มีพระภาคเจ้ามาแสดง เพิ่มพูนปัญญาบารมีของชาวพุทธทั้งหลาย ได้มาเจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พร้อมไปด้วยบารมีสามสิบทัศ ให้มีทั้งภายในและภายนอกของตนเอง

ภายใน คือหมายความว่าอยู่กับจิตใจวิญญาณของตน ภายนอกอยู่กับกาย กับวาจา เป็นนอกเป็นในอยู่อย่างนี้ ให้เจริญในมนุษยสมบัติทั้งภายนอกและภายใน คือมีธรรมะคุ้มครอง ให้เจริญในสวรรค์สมบัติในภายในและภายนอก ธรรมะคุ้มครองอยู่ทั้งภายในจิตก็ดี ทั้งภายในกายวาจาก็ดี ล้วนแต่เป็นธรรมะนั่นแหละ คุ้มครองไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ให้เจริญไปถึงพรหมโลกก็ดี มีธรรมะภายในและภายนอกนั่นเอง

จิตใจของพวกพรหมทั้งหลาย เขาย่อมมีเจริญรูปฌานสี่ อรูปฌานสี่ กายของเขา วาจาของเขาก็อยู่ในรูปฌาน อรูปฌานนั่นเอง แต่อย่างนั้นก็ยังมีสองพวกด้วยกัน มนุษยโลกก็มีสัมมาทิฏฐิธรรม มีมิจฉาทิฏฐิธรรมคู่หนึ่ง สวรรคเทวโลกก็มีสัมมาทิฏฐิ มีมิจฉาทิฏฐิ เป็นอยู่อย่างนี้เข้ากันไม่ได้ ในพรหมโลกก็ดีมีสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐินั่นเอง

เข้าไปสู่ในโลกุตตรธรรม ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระภิกษุสามเณรฝ่ายดีก็บรรลุมรรค ผล นิพพาน ไปอริยมรรคสี่ อริยผลสี่ ทำให้พระสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพ้นจากเกิด แก่ เจ็บ ตายทั้งนั้น ส่วนที่ยังไม่รู้ไม่ชี้อะไรเลยก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าไปอย่างไร พระธรรมไปอย่างไร พระสงฆ์ไปอย่างไร อย่างนี้ก็ยังมีเข้าไปปนอยู่ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ในสมัยพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานในกายเจ็ดวันแล้ว พวกหนึ่งที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ก็ร้องไห้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า เสียดายไม่ได้พบปะพระองค์ในเวลายังป่วยอยู่ พวกหนึ่งกล่าวว่าร้องไห้ทำไม พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว เราทั้งหลายจะได้สบายไม่มีใครว่าจู้จี้จุกจิก เมื่อเป็นเช่นนี้เอง อันนี้เองปุถุชนกับพระอริยเจ้าจึงต่างกัน ถึงไปด้วยกันจำนวนห้าร้อยก็ต่างกันอย่างนั้น

และเมื่อเข้าไปถึงพระบรมศพแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่ให้ไฟนั้นติดศพได้อยู่ มีพระกัสสปะเป็นประธานเข้าไปน้อมนมัสการพระสรีระแล้ว อาศัยเหตุนั้นเอง จึงได้นำคำอย่างนี้เองเข้าไปสู่ชุมชนสงฆ์ตั้งแต่ห้าร้อยขึ้นไป

ผู้ที่กล่าวติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นผู้ที่ไม่รู้จักคุณค่าของคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ไม่รู้จักคุณค่าของพระพุทธศาสนานั่นเอง จะไปรู้แต่เพียงมนุษยโลก สวรรคเทวโลก พรหมโลกนั้นย่อมไปไม่ได้ ต้องให้รู้ว่าพระพุทธเจ้าพ้นไปจากสวรรคเทวโลก พ้นจากพรหมโลกไปแล้ว ไปอยู่ในอริยมรรคสี่ อริยผลสี่ ไปอยู่ในสังขตธรรม อสังขตธรรม วิราคธรรม โลกธรรมทั้งสองแล้วอย่างนี้

ผู้ใดเป็นผู้รู้จักคุณค่าของพระศาสนา ปริยัติศาสนาก็เป็นตัวหนังสือไปหมด
ปฏิบัติศาสนาก็เป็นตัวหนังสือไปหมด ปฏิเวธศาสนาก็เป็นตัวหนังสือไปหมด
ทีนี้ศาสนาภายในก็จิตของคนนั่นเอง ถึงพระศาสนา
เป็นผู้ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายนั้นเอง ตัวไม่ตายเป็นตัวศาสนานั่นเอง


ถ้ายังเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในมนุษยโลก สวรรคเทวโลก พรหมโลก ยังอยู่นอกศาสนา ขอให้ชาวพุทธทั้งหลายได้เจริญมนุสสธรรม เทวธรรม พรหมธรรม ตลอดถึงโลกุตตรธรรม อริยมรรคสี่ อริยผลสี่ ให้เจริญงอกงามในภายในและภายนอก ขอให้จิตใจวิญญาณ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณก็ดี กายวิญญาณก็ดี จิตวิญญาณก็ดี ให้เข้าสู่ในคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ให้พ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย

เพราะร่างกายเนื้อนี้ไม่ว่าในโลกไหน มนุษยโลกก็ดี มันย่อมเปลี่ยนแปลง มันย่อมสลายไป กายสวรรค์ เทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดี ถึงกายพระพุทธเจ้าก็ดี กายพระสาวกก็ดี อย่างนานก็แปดสิบปีบ้าง ร้อยยี่สิบปีบ้าง ร้อยหกสิบปีบ้าง ก็สลายไปอย่างนี้ ในมนุษยโลก สวรรคเทวโลก พรหมโลกก็ทนอยู่ไม่ได้

แต่ว่าให้มาดูจิตใจวิญญาณของเรา เมื่อได้พบปะจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ
กายวิญญาณ มโนวิญญาณ เขาไม่มีขี้ ไม่มีเยี่ยว เขาไม่มีเลือดเนื้อเหงื่อไคลอะไรก็จริง
แต่เขาพบถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เขาเข้าสู่ในมนุษยโลก
สวรรคเทวโลก พรหมโลก เข้าสู่ในภูมิธรรมได้ทุกภูมิ


กามภูมิจิตก็ดี รูปภูมิจิตก็ดี อรูปภูมิจิตก็ดี โลกุตตรภูมิจิตก็ดี จิตของเรานั่นแหละได้เข้าสู่ในมนุสสธรรม เทวธรรม พรหมธรรม โลกุตตรธรรม ได้สิ้นไปแห่งกามาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะนั่นเอง เมื่อเราไม่ติดอยู่ในกามาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะแล้ว อาสวะของจิตไม่มี จิตก็พ้นไปจาก เข้าสู่โลกุตตรธรรม ได้เสวยอริยมรรคสี่ อริยผลสี่ ได้เสวยสังขตธรรม อสังขตธรรม วิราคธรรม โลกธรรมทั้งสอง มนุษย์และเทวดา พรหมทั้งหลายย่อมเจริญจิตใจของตน

พระภิกษุในโลกุตตรธรรมได้รู้ว่าจิต เจตสิก รูปของเรานี้เข้าสู่นิพพาน จิตปรมัตถ์นั้นยังเกิดดับนะ เจตสิกปรมัตถ์ยังเกิดดับ รูปปรมัตถ์ยังเกิดดับ นิพพานปรมัตถ์ไม่เกิดไม่ดับ เพราะฉะนั้น ให้เราเจริญในพระสูตรก็ดี ในพระวินัยก็ดี พระอภิธรรมก็ดี ให้ไปรวมอยู่จิต เจตสิก รูป นิพพาน ให้พ้นไปจากความเกิด ความตาย ด้วยความสวัสดี

ศาสนาภายใน ก็จิตของคนนั่นเอง - หลวงปู่บุดดา ถาวโร

3
ต่อ......

สภาวะที่ดูนี่ มันคล่องชำนาญ มันไกลจากข้าศึก ไกลจากกิเลส ถ้าจะ เปรียบกับการเดินทาง  ก็ไกลออกไปเรื่อยๆ  เอาความโกรธ  โลภ หลง เอา ความทุกข์ไว้ข้างหลัง เรียกว่า อริยบุคคล   คือไกลอยู่คนละมุมแล้ว  มันสิ้นภพ สิ้นชาติไปก็ว่าได้ ถ้าจะให้ปรุงแต่ง จะให้เกิดโกรธ โลภ  หลง  จะให้ ทุกข์อีก  มันเป็นไปไม่ได้ เหมือนกับถูกข่มขืนใจ ความไม่ทุกข์ ต่างหากมันจึงถูก  ความทุกข์มันผิดแล้ว  เอาไม่ได้  เป็นไม่ได้  ทุกข์นิดหน่อย มันก็เอาไม่ได้ เป็นไม่ได้ นี่คืออริยบุคคล คือผู้ที่ไกลจากข้าศึก ทุกข์มันเป็นข้าศึกต่อชีวิต มันไกลออก มาอย่างนี้ มันไม่เปรอะเปื้อน มันเป็นศีลอันยิ่ง เป็นสมาธิอันยิ่ง เป็นปัญญาอันยิ่ง (อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา) ปกติเต็มที่ เป็นมาตรฐานของชีวิตก็ว่าได้ เป็นอิสรภาพ ของชีวิต มันเป็นธรรมชาติ  มันคงไว้แต่ธรรมชาติ  ความปรุงแต่งไม่เหลือหลง เข้าสู่ความบริสุทธิ์
 
     เหมือนกับการก้าวสู่หลักชัยแห่งชัยชนะ  มีโอกาส ได้โอกาสเกิดความ สะดวกในทุกๆด้าน  ชีวิตที่สะดวกนะ  ดูอะไร เห็นอะไรมันจบ ไม่มีเอะใจใดๆ ลบสูญ มันหลุดพ้น ไม่เอา มีแต่วาง จิตนี้เอาไม่ได้  ถ้าเอาก็ยิ่งเหือดแห้ง ยิ่งบกพร่อง  ถ้าวางแล้วก็ยิ่งเต็ม ยิ่งสมบูรณ์ ยิ่งเพียงพอ  ดังภาษิตของ พระรัฐบาล ซึ่งเป็นพระอรหันต์ กล่าวไว้ว่า
               
“โลกนี้พร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักอิ่มเป็นทาสของกิเลสตัณหา 
โลกนี้ไม่มีใครป้องกันได้ ไม่เป็นใหญ่ได้เฉพาะตน”


       โลกนี้คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อารมณ์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันไม่รู้จักอิ่ม ใครจะไปเอาความอิ่มความพอจากรูป  รส  กลิ่น เสียง ไม่ได้ และใครจะไปหวังครองความสุข  การได้  การสรรเสริญ ก็ผิดหวัง เราอย่าไปตู่ เอาว่าเป็นของๆเรา เวลาสิ่งเหล่านี้มันจากเราไป ก็จะอกหัก เสียใจ เป็นทุกข์

        การศึกษาชีวิตของเรา  มันมีโอกาสชำนาญ   มันเป็นศิลปะแห่งการดับ ทุกข์  เหมือนเราเหยียบเส้นทางที่ราบเรียบไม่ขรุขระ  บัดนี้มันเป็นมิตรภาพ ของชีวิตก็ว่าได้ เป็นมาตรฐานของชีวิต มันจะกลับไปสู่การขรุขระอีกไม่ได้  ประสบการณ์มาแท้ๆนี่ พอมาเข้าถึงจุดนี้นะ ไม่ใช่นั่งคิดนะ มันรวมเป็นสภาพ หนึ่งเดียว เป็นสภาวะที่ดู มันเป็นปัญญาญาณ ก็ไกลจากข้าศึกดังที่ว่ามา พ้นจาก ข้าศึกจริงๆ  ตัวกูลบสูญไปจริงๆ  กามราคะ ปฏิฆะ มานะ ทิฏฐิ  กามราคะ รูปราคะ อรูปราคะ อุปาทานทั้งหลายนั้น  จบสิ้นลงไป  ทำลายกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ เป็นญาณแห่งการเพ่งเผา  สูญหายไปเลย  อธรรมทั้งหลายสูญหายไป  ชีวิตเข้าสู่พรหมจรรย์   บริสุทธิ์หลุดพ้นจริงๆ    กายก็ไม่ได้ทำชั่ว จิตใจก็ไม่ได้ คิดชั่ว วาจาก็ไม่ได้พูดชั่ว บริสุทธิ์มาตั้งนาน  กิเลสกรรมทั้งหลายมันเหือดแห้ง ไม่มีเหยื่อ  เหมือนกับน้อยหน่า ที่เหือดแห้งติดอยู่ในลำต้นนั้น แต่มันก็ไม่มีผล กระทบใดๆต่อลำต้นของมันนะ มันหมดเชื้อนะ จะเอาไปเพาะก็ไม่งอกคืนอีกได้
         
   มีแต่อุปมัยอุปมา สมมติพูดกันไป สัจธรรมที่ยังหาคำมาพูดไม่ได้ก็  มีอยู่มาก  ต้องสัมผัสเอานะ  เหลือวิสัยที่จะอธิบายได้   ความบริสุทธิ์ ความหมด จด มันเป็นพลัง เกิดการสะดวก มันพร้อม เหมือนกลิ้งครกลงเขา เอียงไป เทไป เป็นศีลอันยิ่ง สมาธิอันยิ่ง ปัญญาอันยิ่ง เป็นสีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ เข้าสู่แดนแห่งความปลอดภัย สู่แดนของพระอริยเจ้า มันเป็นมรรคอย่างยิ่ง เข้าสู่พรหมจรรย์อย่างยิ่ง  มันไม่ใช่ความรู้นะ  ไม่ใช่เหตุผล  มันเป็น  มันเหนือ เหตุเหนือผล    คล้ายกับว่ามันพลัดเข้าไป  มันตรึกตรองในธรรม  มันพลัดเข้า สู่วิตก วิจารณ์  ปีติ สุข จบลงไปเรื่อยๆ มันเป็นอุเบกขาญาณ พลัดเข้าสู่ความ ไม่มีตัวตนอะไร เป็นอสัญญา ดับไม่เหลือ หาสัญญาอะไรไม่มีแม้แต่นิดน้อย   ถ้าจะว่าว่างก็ว่าง ถ้าจะว่าเต็มก็เต็ม คือเต็มไปด้วยความไม่มีอะไร ว่างจาก ความมีความเป็นทั้งหมด
 
     อุปมาเหมือนน้ำไหลหลากมาหัวใหญ่  มันพัดพาเอาสิ่งสกปรกโสโครก ออกไปในห้วย หนอง คลอง บึง จนหมดเกลี้ยง เข้าสู่มรรค เข้าสู่ผล มันเป็น ธรรมชาติ มันเป็นกฏของธรรมชาติ เหมือนเราบ่มกล้วยที่เป็นสีเขียว กลาย เป็นสีเหลืองได้  รสฝาดกลายเป็นรสหวานได้  นี้คือ ธรรมชาติ  กฏของธรรมชาติ  เหนือเหตุ เหนือผลทั้งสิ้น  มันพลิกล๊อกอย่างไรไม่รู้ทันนะ มันเป็นธรรม เป็นกฎของธรรมชาติจริงๆ เหนือเหตุผลใดๆเลย

          มาลำดับการเข้าออกดู  คล้ายกับว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เขามีอาชีพ   มีหน้าที่ของเขา เขาขยันทำหน้าที่ของเขา แต่มันเป็นอาชีพที่ล้มเหลว เหมือนกับเด็กเล่นกองทราย เขาก็ขยันกอง แต่มันก็ล้มเหลวนะ

     แต่บัดนี้มันเกิดความพร้อมอย่างไรนะ พร้อมกันเลิก พร้อมกันหยุดทุก อย่างเข้าสู่ธรรมชาติเดิม  รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เข้าสู่ธรรมชาติ แยกออกจากกัน เป็นของใครของมัน หดตัว  ทีแรกก็ยังไม่เอามาต่อกัน มันก็ไม่มีผลประโยชน์อะไร เหมือนกับของที่มันขาดออกจากกัน เอามาต่อ มันก็ดูเป็นรูปต่อ แต่มันใช้ไม่ได้ มันขาดออกจากกันแล้ว มันคืนธรรมชาติแล้ว มันต่อไม่ได้เหมือนต่อเชือก มันเป็นเพียงกิริยา เหลือเอาไว้แต่เพียงกิริยา  โอ้! มันหมดตัว ไม่มีอะไรจะทำต่อไปอีก  มันมาลำดับดู ทบทวนดู      มันรู้จักเข้าออก อย่างชำนิชำนาญ     มันเป็นศิลป์แห่งชีวิต ยิ่งกว่าศิลป์อื่นใดในโลก  เป็นภาวะ ที่เหนือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นจุดหมายปลายทางของชีวิต  ทุกชีวิตต้องมาถึงจุดนี้  โอ้!  คุ้มค่าแล้วที่พ่อแม่เลี้ยงเรามา ก็เพื่อจะให้มาสู่จุดหมายปลายทางตรงนี้ คุ้มค่า แล้ว

     นี่มันไม่ใช่คิดรู้เอานะ ภาวะที่มันเป็นนะ มันไม่ใช่ความรู้ ชีวิตที่มัน ถึงจุดของมัน   ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง คงเหลือไว้เพียงกิริยา    มรรคผล    นิพพาน    มีจริง  พระพุทธเจ้ามีจริง  พระธรรมมีจริง พระอริยสงฆ์มีจริง การไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย มีจริง

   นี่ตาวิเศษ ก็ได้ชวนท่านดูท่านรู้เห็นอะไรมามากแล้ว จนถึงจุดหมาย ปลายทางของชีวิตแล้ว  ขอพูดแบบสรุปๆ  ไม่ได้เอารายละเอียดอะไรมาก เอาแต่สภาวธรรม ที่มันมีอยู่ เป็นอยู่ในกาย ในจิตใจเรา

          ก็พูดเรื่องของคนเรานี้ ตั้งแต่เริ่มต้น จากการสร้างสติสัมปชัญญะ ดูกาย ดูจิตใจ จากสติสัมปชัญญะ  ก็มาเป็นความรู้สึกตัว  รวมทั้งกายและจิตใจ คือความ รู้สึกตัว  ก็มาเข้าถึงภาวะที่ดู  เกิดสภาวะที่ดูขึ้นมา จนเป็นผู้เห็นไม่ได้เข้าไปเป็น ก็ได้พบเห็นเรื่องของกาย  เรื่องของจิตใจมาเรื่อยๆ รู้แจ้งเห็นแจ้ง ไม่มีที่ปิด บังอำพรางอะไรตรงไหน  เห็นผิดจึงพ้นจากผิดได้ เห็นทุกข์จึงพ้นจากทุกข์ได้

    ขอพูดสู่สาธารณชนบ้าง เพื่อให้ท่านทั้งหลายศึกษาดู ถ้าเห็นว่าตอน ไหนมันผิดก็แก้เอา  ถ้าเห็นว่ามันถูกก็สร้างเอา ที่พูดมานี้ไม่ได้พูดทิ้งๆ ขว้างๆ เรารับผิดชอบ ในฐานะที่เป็นพุทธบริษัท มีหุ้นส่วน   ทุกคนรับผิดชอบ สร้างวัดวา อาราม ทำบุญให้ทาน บางผู้คนก็ลงทุนสร้างกุฏิ ศาลา เป็นเสนาสนะสัปปายะ  เพื่อบำเพ็ญภาวนา  บางผู้คนก็ตั้งทุนให้เป็นค่าอาหารบิณฑบาต  เป็น อาหารสัปปายะ โดยเฉพาะ ตั้งแต่บัดนี้ไป มีเจ้าภาพให้ทุนค่าอาหาร เป็นทุน ก้อนใหญ่พอสมควร ยังไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าภาพ เลยไม่กล้าบอกชื่อ ต่อนี้ไป เราคงไม่ลำบากในเรื่องอาหารสัปปายะ และ มีพระธรรมคำสั่งสอน เมื่อท่าน ปฏิบัติก็สามารถรู้ยิ่งเห็นจริง ในธรรมที ่ควรรู้ ควรเห็น และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล จะรู้ธรรมเห็นธรรมสมกับการปฏิบัติ เราก็ตั้งใจจะเป็นมิตรกับท่าน คิดว่า จะไม่พาท่านหลงทิศหลงทาง  เรามีสถาบันอยู่ทั่วไป   สามารถที่จะไปศึกษาได้   เราถือเป็นอาชีพในเรื่องนี้โดยตรง
 
        รายละเอียด คำตอบ ท่านจะประสบพบเห็น เมื่อท่านประกอบความเพียร มีสติ มีสติลงไปที่กาย  ที่จิตใจจริงๆ  ดังที่ได้แนะนำมาแล้วตั้งแต่ต้นโน้น  ท่านต้อง ขยันรู้ อย่าไปนั่งให้สงบอยู่โดยที่ไม่รู้อะไรจนจิตใจอยู่ใต้โมหะ

          การนั่งอยู่ในความสงบ    มันเป็นการเกียจคร้านของจิต    การใส่ใจต่อ เวทนา รู้สึกตัว มันเป็นความขยันของจิต ความขยันรู้มันจึงจะเป็นมหาสติปัฏฐาน ได้   เมื่อท่านมีความรู้สึกตัวมาก ความหลงก็จะน้อยลงหรือหมดไป ความรู้สึก ตัว ทำให้เกิดศีล สมาธิ และปัญญา ถ้ามีความรู้สึกตัว อินทรีย์ก็จะสำรวมลง ได้เอง  ความรู้สึกตัวจะทำให้เกิดบุญ มีบุญ ละบาปอกุศลได้ ความรู้สึกตัวจะทำ ให้พบเห็นศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์
 
         ความรู้สึกตัวจะทำให้ได้คำตอบ  ได้สัมผัสกับธรรมที่เป็นกุศล และ ธรรม ที่เป็นอกุศล   และธรรมทั้งหลาย  มันไม่มีคำถาม  มันมีแต่คำตอบ  ตัวเองต้อง ตอบเอาเอง คนอื่นตอบให้ไม่ถูก    ตลอดถึงความไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ และไม่ตาย ก็จะได้คำตอบเมื่อท่านเจริญมหาสติปัฏฐาน ตามหลักของสติปัฏฐานสี่

หลวงพ่อเทียน มีคณาจารย์ให้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์    ผู้สอนเรื่องการ เจริญสติปัฏฐานในสมัยนี้
         
   การนั่งหลับตา  ให้จิตสงบก็มีความสุขดีขณะที่อยู่ในความสงบ พอออก จากความสงบแล้ว ก็ยังมีความโกรธ ความโลภ และความหลงอยู่ อินทรีย์ยัง อ่อนไหว ยังหนีปรากฏการณ์

         การเจริญสติตามหลักของมหาสติปัฏฐาน  ต้องขยันรู้ สร้างตัวรู้ให้มาก ไม่ให้เข้าไป อยู่ในความสงบจนไม่รู้อะไร ให้รู้เท่าทันตัวสังขารปรุงแต่ง จนควบคุม กำเนิดของสังขารได้  การเจริญสติ เหมือนกับการดูแลตัวเอง เห็นกาย ที่มันเคลื่อนไหว เห็นจิตใจที่มันลักคิดไป รู้เท่าทันอยู่เสมอ  พอรู้สึกตัวว่าลักคิดไป  ความลักคิดก็หยุดลง ก็เท่ากับว่าเราได้สอนจิตแล้ว เมื่อจิตถูกสอนบ่อยเข้า จิตก็จะเชื่องลง ง่ายที่จะไม่ลักคิด ง่ายที่จะรู้ ก็จะรวมมาเป็นตัวรู้ ตัวดู การสอนตัวเอง มีค่าก็ตอนที่มันหลงคิดไป และได้พบเห็นเมื่อมันหลง เป็น บทเรียนที่ดีมาก เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก

      ความรู้สึกตัวเท่านั้นที่จะเห็นความหลง   ไม่ใช่ความสงบแบบไม่รู้อะไร  ความสงบใต้โมหะ ความรู้สึกตัวต่างหากจึงจะเข้าสู่ความหลุดพ้นได้ พอมี ความรู้สึกตัว ก็มีความหลุดพ้นอยู่ในนั้นแล้ว เช่น ตาเนื้อเมื่อเราเห็นงู งูก็ไม่ได้กัดเรา

         การเจริญสติจนชำนาญ   เข้าถึงสภาวะที่เห็น   นี่แหละคือดวงตาที่เห็น ธรรม   เห็นทุกข์มันจึงพ้นจากทุกข์ได้ ในหลักของอริยสัจสี่ เห็นทุกข์ ออกจาก ทุกข์ พ้นจากทุกข์ได้แล้ว เป็นสามประการ เห็นสมุทัย เห็นนิโรธ และเห็นมรรค ก็เช่นกัน
 
การปฏิบัติธรรม จะเป็นวิธีใดๆก็ตาม จะต้องเป็นการเจริญสติ  มีสติ ถ้าไม่มีสติก็ไม่ชื่อว่าปฏิบัติธรรม   
การเจริญสติเป็นหลักสากล  ท่านจะมาจาก ศาสนาใด ชาติใด เพศใด วัยใด ก็ตาม

 
         ถ้าท่านหายใจเข้าออกรู้สึกตัว  พลิกมือยกมือรู้สึกตัว  ก็คือคนๆเดียวกัน  รู้อย่างเดียวกัน  นี่คือ ศาสนธรรม พบกันที่จุดนี้
 
     ความรู้สึกตัวไม่ใช่เป็นพิธี มันคือความรู้สึกตัว มันเป็นของผู้รู้สึกตัว เราอย่าไปมองว่า  มันเป็นรูปแบบเท่านั้น  มันเป็นการสร้างความรู้สึกตัว มันไม่ใช่ลมหายใจ มันไม่ใช่สร้างจังหวะ มันสร้างความรู้สึกตัว

     การปลูกข้าวต้องรอนานครึ่งปี  จึงจะได้รับผล การเจริญสติ ปลูกสติ ไม่ต้องรอแม้แต่เสี้ยววินาที  รู้ได้ทันที หายใจเข้าก็รู้ได้ทันที หายใจออกก็รู้ได้ทันที ยกมือก็รู้ได้ทันที  เป็นปัจจัตตัง  รู้เอาเอง เห็นเอาเอง ไม่ต้องไปถามใครตอบ เอาเองได้       

   การเจริญสตินี้แหละ  คือการสร้างบารมี   เป็นที่เกิดขึ้นของความดีทั้งหลาย ความรู้สึกตัวเปรียบเสมือนรอยเท้าของช้าง ถ้าเอารอยเท้าของสัตว์อื่น มารวมกัน ก็มาลงที่รอยเท้าของช้างได้  ธรรมที่เป็นกุศลทั้งหลาย    เอามารวมลงที่ความรู้สึกตัว  ความรู้สึกตัวเป็นชีวิตจริง เป็นปัจจุบัน  ถ้าปัจจุบันดี อนาคตก็ดี ถ้าปัจจุบันดี อดีตก็ดี
 
          พรุ่งนี้มีอยู่  แต่ว่าไม่มีใครเห็นพรุ่งนี้   มีแต่เห็นปัจจุบัน อดีตชาติมันไม ่ใช่ตั้งแต่เรายังไม่ได้ออกจากท้องของแม่  ผู้เป็นปุพเพกตปุญญตา  บุคคลผู้ได ้ทำความดีไว้ในปางก่อน ปางก่อนคือปัจจุบันนี้ ไม่ใช่จะมุดท้องแม่ไปแก้กรรม ในชาติปางก่อน

          คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นปัจจัตตัง  ต้องรู้ได้เห็นได้ขณะนี้ ทำดีขณะ นี้ ละชั่วขณะนี้  ผู้มีความรู้สึกตัว มันก็ละความชั่ว ทำความดี จิตก็บริสุทธิ์  รวมแล้วก็คือคนเรานี้แท้ๆ  ความรู้สึกตัวก็ กาย วาจา จิต  ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เกิด ที่กาย วาจา จิต  ความรู้สึกตัวจึงเป็นที่เกิดของบุญกุศล    บุญกุศลเกิดขึ้นที่กาย วาจา และ จิตใจของคนเรานี้เอง
 
        ความรู้สึกตัวเป็นที่เกิดของมรรคผลนิพพาน มรรคผลนิพพาน ก็คือ เรื่องของกาย วาจา และ จิต
 
       ความรู้สึกตัว ก็ปิดอบายภูมิได้ อบายภูมิก็เกิดขึ้นจากกาย วาจา และจิต ใจ

       ความรู้สึกตัว ก็คือเคารพนับถือพระพุทธศาสนา
 
ความรู้สึกตัว ก็ไม่ได้พูดชั่ว ไม่ได้คิดชั่ว ไม่ได้ทำชั่ว ไม่มีทุกข์ 
ไม่ได้เบียดเบียนตนเองและเบียดเบียนผู้อื่นสิ่งอื่น


       ผู้มีความรู้สึกตัว  ก็คือผู้ที่เคารพพ่อแม่ เคารพครูอาจารย์  การเคารพ พ่อแม่  รักพ่อแม่ รักบุตร  ภรรยา สามี รักพี่ รักน้อง ก็อย่าเป็นคนชั่ว อย่าพูดชั่ว อย่าทำชั่ว อย่าคิดชั่ว และ อย่ามีทุกข์ อย่าทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ อย่าทำให้ผู้อื่น เป็นทุกข์

     การรักและเคารพ ไม่ใช่เรื่องเอามาคิดห่วงจนนอนไม่หลับ ความรัก ก็ต้องนอนให้หลับ อย่ามีทุกข์  คิดมากจนนอนไม่หลับ  ก็จะเกิดการเจ็บป่วยเข้า ตัวเองก็จะลำบาก เป็นทุกข์ ผู้อื่นก็เป็นธุระ เป็นทุกข์

     ความรู้สึกตัวเป็นการพัฒนาชีวิตครบวงจร สุขภาพก็จะดี สังคมก็จะดี สิ่งแวดล้อมก็จะดี ตลอดถึงเศรษฐกิจก็จะดี  เพราะความรู้สึกตัว มันจะเปลี่ยน ความร้ายให้กลายเป็นดี เปลี่ยนผิดให้เป็นถูก  เปลี่ยนทุกข์ให้เป็นไม่ทุกข์  ตลอด ถึงเปลี่ยนความโกรธ โลภ หลง ให้เป็นความไม่โกรธ ไม่โลภ และ ไม่หลง นี้คือผลของความรู้สึกตัว
 
      เมื่อมีความรู้สึกตัวมาก ความหลงก็จะหมดไปมาก ที่สุด ก็หมดพิษภัย จนเป็นชีวิตที่เข้าสู่อมตธรรม เป็นชีวิตนิรันดร อยู่เหนือการเกิด แก่ เจ็บ ตาย  ก็จะพบได้ในชีวิตนี้นี่เอง

เมื่อทุกคนมีความรู้สึกตัว    คนทั้งโลกก็จะอยู่กันด้วยความสงบร่มเย็นได้
ในเพียงพริบตาเดียว อยู่เป็นสุขทุกถ้วนหน้า


ตาวิเศษ - หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ

**********************

ตาวิเศษ

คำปรารภ                           

   ในโอกาสที่สมาคมชาวพุทธแห่งสหรัฐอเมริกา ได้นิมนต์ให้ไปสอน ธรรมอยู่ที่วัดจวงเหยน เมืองคาร์เมล  รัฐนิวยอร์ค  การสอนธรรมแต่ละครั้ง ก็ตั้งใจพูดแต่ในเรื่องของการปฏิบัติเจริญสติ  แต่เวลาพูดสอน ก็พูดไม่ได้เป็น เรื่องเป็นราว เพราะต้องแปลไปเป็นหลายภาษา พูดได้ไม่ต่อเนื่องกันตามเรื่อง ที่เตรียมเอาไว้  เช่นพูดเรื่อง  “พูดความจริงสู่กันฟัง”,  “วิชาเอกของมนุษย์”,  “สนทนาธรรมกับท่าน”,  “คู่มือการฝึกตน”, “เส้นทางธรรม”, “ตาวิเศษ”  เหล่านี้เป็นต้น จึงเก็บเอาการสอนธรรมแต่ละครั้ง   มาพูดบันทึกใส่เทปอีกทีหนึ่ง  เพื่อไม่ให้สูญหายไปกับกาลเวลาเปล่า  แต่ก็เก็บเอาได้ไม่ดี  บ้างก็เพิ่มเติมแก้ไข เพื่อให้ได้เรื่องราวในการศึกษา พอเป็นรูปธรรมไว้บ้าง

          อนึ่ง  ก่อนจะออกจากเมืองไทย คุณหมอหาญ คุณสมศรี ได้อุตส่าห์ ซื้อเครื่องบันทึกเทปให้เครื่องหนึ่ง บอกขอให้บันทึกเทปไว้บ้าง อาจเป็นประโยชน ์แก่กลุ่มศึกษาปฏิบัติธรรม  เห็นว่าพอจะมีเวลาอยู่บ้าง จึงได้เก็บเอาการสอน ธรรมแต่ละครั้งมาบันทึกใส่เทปอีกทีหนึ่ง แต่ยังไม่สมบูรณ์ดี ยังมีการขาดตก อยู่บ้าง

      และมีญาติธรรมคิดอยากจะนำไปเผยแพร่  จึงทดลองถอดจากเรื่อง   “ตาวิเศษ” ที่ท่านกำลังถืออยู่ในมือนี้ มีการตัดออกและเพิ่มเติมอีกบ้าง ใช้เวลาเพียงเล็กน้อย เพราะต้องส่งให้ญาติธรรมผู้ที่ขอมาในเร็วๆนี้

      ขอให้ผู้อ่านทุกๆท่านตกแต่งแก้ไขเอาเอง ไม่ได้ถือลิขสิทธิ์ว่าแก้ไม่ได้   และรู้จักแก้ความรู้สึกคิดนึกในจิตใจด้วยเช่นกัน อย่าพึงเอาผิดเอาถูก จากคำพูดหรือตัวหนังสือแต่เพียงอย่างเดียว และเมื่อท่านนำไปศึกษาปฏิบัติ มีสติดี มีสติมาก จะอยู่เป็นสุขทุกถ้วนหน้า

หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
กันยายน ๒๕๓๗

4
ต่อ......

ขอยกตัวอย่าง สมัยหนึ่ง ไปสอนธรรมที่ภาคเหนือ มีพระไปด้วยกัน 3 รูป ก็นั่งรถสีส้ม (รถร่วม บ.ข.ส.ไม่ปรับอากาศ)  เขาให้นั่งข้างหลังอัดกันแน่น เป็นฤดูร้อน อากาศอบอ้าวมาก  บางทีก็จอดนานๆ โดยไม่เปิดพัดลม พระที่ไป ด้วยกันก็บ่นว่า ไม่ไหวๆ.. แย่ๆ...ตายๆ... ดูหน้าตาก็แสดงถึงความทุกข์มาก เหงื่อไหลโชกเลย เราก็นั่งอยู่ข้างๆกัน ก็พูดในใจว่า  ไม่ตายๆ....  ไม่แย่ๆ... ไม่เป็นไร เป็นเช่นนั้นเอง  พูดอยู่ในใจนะ

         ผู้ที่ไม่รู้จักธรรมชาติและอาการของกายใจ   ความร้อนก็เอามาลงโทษ  ใจเป็นทุกข์ มีตัวตนอยู่ในความร้อน   หมดตัวไปกับความร้อนจนเป็นทุกข์   ถ้าเรารู้แจ้งก็รู้จักแยกออกจากกัน ระหว่างรูปกับนาม ไม่ต้องกระทบกระเทือน ต่อกันและกัน

        พอเรามารู้แจ้งอย่างนี้ ก็เกิดความเป็นธรรมขึ้น  ระหว่างรูปกับนาม  ภาวะที่เข้าไปเห็น ความรู้สึกตัวเข้าไปดู มีความเป็นกลาง เกิดมีความเป็น ธรรมขึ้นมา
 
     ความรู้สึกตัวเป็นแหล่งแห่งความดีทั้งหลาย เป็นตลาดนัดของความดี  ความเป็นธรรมต้องเกิดขึ้นจากตัวเราก่อน ถ้าเราจะไปแสวงหาความเป็นธรรม ข้างนอก คงยากลำบาก ตาวิเศษ มันรู้เห็นเข้าอย่างนี้   คล้ายกับว่ารูปกับนาม จะไม่มีการเบียดเบียนกันอีกต่อไป  เป็นกองของใครของมันตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา จนตราบเท่าทุกวันนี้

         เรารู้แจ้งแล้วว่า  ธรรมชาติของรูปเป็นอย่างไร  อาการของรูปคืออะไร ธรรมชาติของนามคืออย่างไร   อาการของนามเป็นอย่างไร  มันทบทวนในสิ่ง ที่รู้เห็นมาแล้ว  ก็ทำให้เกิดการกระจ่างขึ้น หลุดพ้นได้จริงๆ ทะลุไปถึง เห็นทั้ง รูปโรคนามโรคซ้ำเข้าไปอีก  โรคของรูป  โรคของนาม  ก็มีมากมายจนนับ   ไม่ถ้วน เกิดการเบื่อหน่ายในทุกข์มากๆทีเดียว เห็นแจ้งในทุกข์ และอยากออก จากทุกข์ได้
 
       รูปทำ  นามทำ  มันทำดี มันทำชั่ว ก็เพราะรูป ก็เพราะนามนี้ มันจะละ ความชั่ว  ทำความดี  ก็เพราะรูป ก็เพราะนามอันนี้ ก็เกิดความมั่นใจเข้าจริงๆ ว่ารูปธรรมอีกแบบนี้ก็มีนะ นามธรรมแบบนี้ก็มีอีกนะ  มันเป็นธรรมชาติของมัน อย่างไร  รู้รอบ รอบรู้เข้าไปอีก  มันเป็นไปเอง ธรรมชาติมันถูกเปิดเผยออก  ทุกข์อยู่ที่ไหน  ก็พบเห็นจนหมดสิ้น คล้ายๆเป็นอย่างนั้น
 
        มันได้หลักฐานของชีวิตแล้วบัดนี้ มันเป็นสูตรของมัน สูตรผิดก็มี สูตรถูก ก็มี แต่ก่อนเราก็เชื่อความคิดอะไรต่างๆไป เช่นเรื่องบุญก็คิดเอา คิดเอาจาก คนอื่น สิ่งอื่น  คิดว่าจะได้บุญจากสิ่งนั้นสิ่งนี้นอกตัวเราไปหมด  บางทีก็เป็นคำพูด อ้อนวอนเอา  เป็นแต่เพียงพิธีไปซะ  ทำนอกตัวไป  บาปก็กลัวในความคิด คิดกลัว ตกนรก กลัวเป็นเปรต อสุรกาย

         บัดนี้มันพบเห็นเข้า ละความชั่ว ทำความดีเอาเอง เอารูปเอานาม นี้ละชั่วทำดี  ทำดี มันก็ดี ทำชั่วมันก็ชั่ว นี้คือศาสนา ศาสนาก็คือตัวตนคนนี้ คือไม่คิดชั่ว ไม่ทำชั่ว ไม่พูดชั่ว  ถ้าใครยังคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วอยู่  เขาก็ยัง     ไม่มีศาสนาเลย แม้เขาจะว่า  “พุทธัง  สะระณัง  คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง  คัจฉามิ  สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ” เขาก็ยังไม่มีศาสนา  ว่าแต่ปากเฉยๆ  เป็นภาษานก   แก้วนกขุนทองไป

จิตใจมันดี  ใจดี  ใจรู้แจ้งเห็นจริง ฉลาดกว่าแต่ก่อน
นี้คือบุญ  คือกุศล  มันไม่มืดแปดด้านเหมือนเมื่อก่อน

 
   ตาวิเศษพบเห็นเข้าอย่างนี้ มันสัมผัสเอาอย่างนี้ ไม่ต้องไปถามใครอีก ว่าได้บุญไหม เป็นบาปไหม อุปมาเหมือนเรากินข้าวอิ่มแล้ว เราจะยังไปถามคนอื่น หรือว่ากินข้าวอิ่มหรือยัง มันตอบเอาเอง มันไม่มีคำถาม มันมีแต่คำตอบ คนอื่น ตอบให้ก็ไม่ถูก ตัวเราต้องตอบเอาเอง
 
       ถ้ามีการดู มันก็เกิดการเห็น ถ้าเห็นแล้วไม่ได้เข้าไปเป็น การหลุดพ้น มันก็มีอยู่ตรงนั้นแล้ว  ความทุกข์มันบอก ความทุกข์ต่างๆมันบอก เกี่ยวข้อง กับมันถูก ทุกข์บางอย่างบรรเทา ทุกข์บางอย่างกำหนดรู้ ทุกข์บางอย่างต้องละ

    แต่ก่อนเราไม่รู้แจ้งเห็นแจ้ง ก็นึกว่าตัวตนทั้งหมด ที่แท้มันเป็นของมัน อยู่เช่นนั้น  กว่าจะมารู้เห็นอย่างนี้เกือบตายทิ้งไปเปล่าๆ  เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นงูเป็นปลา  พอมีตาวิเศษก็ได้ พบเห็นเข้าจริงๆ  คือออกจากทุกข์จริงๆ  ที่เรียก ว่า “พุทโธ” คือมันตื่นจากทุกข์จริงๆ  ถ้าจะว่าแล้ว ก็เข้าถึงพุทธศาสนาได้แล้ว บัดนี้  จิตใจมันรู้มันตื่น ออกจากทุกข์ มันไม่หลับ ไม่หลง ไม่ประมาท เบื่อ หน่ายในกองทุกข์ของรูปของนาม

           ความโลภ โกรธ หลง ไม่มีที่ตั้งแล้วบัดนี้ เห็นลู่ทางเห็นหลักฐานแล้วบัดนี้ ว่าเท็จจริงอย่างไร  ตาวิเศษเห็นแจ้งเข้าอย่างนี้ มันเกิดปีติ เหมือนกับเรา ทำงานอะไรที่มันสำเร็จ ก็มีการภูมิใจบ้างเป็นธรรมดา

       ความจริงมันบอก  ธรรมชาติมันสอน มันได้จังหวะได้โอกาส มันไปเห็น สมมติ เห็นบัญญัติ  ทะลุไปนะ  ต่างจากคำพูดนี้มาก  เป็นปรากฏการณ์เหมือน แสงสว่างทำลายความมืด ถึงคราวมันต้องเป็นอย่างนั้น  มันบอกทาง ได้กระแสธรรม คล้ายเป็นอย่างนั้น เป็นสมมติ  เห็นบัญญัติ มันทะลุไปทางนั้น  มันอยู่ไม่ได้ มันเอียงไปสู่ความพ้นทุกข์ก็ว่าได้ สิ่งใดที่เป็นไปในทางให้เกิดทุกข์ เกิดหลง มันชนเข้าไปกระจุยกระจายไปเป็นอย่างนั้นนะ

     การเข้าไปเป็นสมมติ เหมือนกับว่า มันตกแหล่งแห่งตัวกูของกู ความ โง่หลงงมงายทั้งหลายอยู่ในดงของสมมติทั้งนั้น ตาวิเศษพบเห็นเข้าเช่นนั้น ไม่มีอะไรปิดบังได้ มันก็รื้อถอนความโง่หลงงมงายออกจากจิตใจได้จริงๆนะ  มันเบากาย เบาใจจริงๆ นะ อุปมาเหมือนกับเราหาบของหนักเดินทางไกลหลายวัน พอมีคนมารับของหนักออกจากบ่าเรา  แทบจะเดินไม่เป็นเลย  มันเบาเอามากๆ นะเหมือนเดินไม่ได้เหยียบพื้นดิน จิตใจก็เบาว่างไปเลย  เกิดการเบากาย เบาจิตใจจริงๆ ความโง่หลงงมงายแตกกระจุยกระจายไป ยังไม่ทันได้คิดหา เหตุผลอะไรเลย  มันหลุดหล่นไป  เหมือนกับเราสบตากับสัตว์ป่า  พอเราเห็นมัน มันเห็นเรา มันก็วิ่งหนีไปเลย ยังไม่ได้ขับไล่อะไร   สมมตินี้มีมากเหลือเกิน เต็มโลก ไม่สามารถพรรณาได้ทั้งหมด เป็นวัตถุสิ่งของ เป็นคำพูด คำจา ชื่อเสียงเรียงนาม สมมติบัญญัติเอาทั้งนั้น  จริงแบบสมมติ ไม่จริงแบบปรมัตถ์  มีตัวมีตนอยู่ในสมมติบัญญัติเต็มไปหมด กูรัก กูชัง กูได้ กูเสีย กูชอบ กูไม่ชอบ   ของกู   ของมึง   กูดีกว่ามึง   มึงเลวกว่ากู  มึงๆ กูๆ เต็มไปหมด จนกลายไปเป็น อุปาทาน  เกิดการขัดแย้งทะเลาะวิวาทกัน ของกู ของมึง  หมดตัวไปกับสมมติ  สมมติขึ้นมาแล้วก็ว่าชอบ สมมติขึ้นมาแล้วก็ว่าไม่ชอบ ของอย่างเดียวบางทีก็ ชอบบางทีก็ไม่ชอบ  สมมติเอาว่า”ดี””ไม่ดี” สมมติขึ้นมาแล้วก็กลัว สมมติขึ้น มาแล้วก็กล้า มีวัตถุ อาการต่างๆ ในตัวนอกตัว เต็มโลก ทับถมจิตใจของคน ผู้ไม่รู้แจ้งรู้จริง

         สมัยก่อนก็เป็นหมอไสยศาสตร์ เล่าเรียนคาถาอาคมต่างๆมาก บริกรรม ตลอดทั้งคืนก็ไม่จบ ต้องบริกรรมเป็นบางคาถาไปตามเหตุตามปัจจัย ถ้ามีคน มาเอาไปไล่ผีขับผี  ก็ต้องบริกรรมคาถาขับผีไล่ผี  ถ้าไม่บริกรรมคาถา จะไม่แคล้ว คลาด   บางคาถาต้องบริกรรมให้ตัวใหญ่คับห้อง หนังหนา ดูมีดปลิวเหมือนกับ ใบหญ้า จึงหยุดได้  ถ้าบริกรรมแล้วตัวไม่ใหญ่ หนังไม่หนา หยุดไม่ได้ คาถาจะไม่แคล้วคลาด มันเป็นเอาขนาดนั้น นึกว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษ บ้าหอบฟาง แล้วเรา
 
        แต่ก่อนก็สักยันตร์เต็มตัว  แต่เป็นสีแดงจึงดูไม่เห็น ถ้าเป็นสีดำแล้วก็ คงจะเป็นอนุสาวรีย์แห่งความโง่หลงงมงาย   มันตกแหล่งแห่งความรู้แจ้ง เห็นแจ้ง จริงๆนะ    เอาไม่อยู่เลย    มีแต่ความรู้ทะลุปรุโปร่งไปหมด   มันจะเป็น จินตญาณไป  คิดรู้อะไรมากๆทีเดียวนะ มันรู้อยู่แบบนี้หลายวัน  บางที มันไม่ได้กำหนดการเคลื่อนไหวเลย  มีแต่นั่งรู้ไป  อมยิ้มอยู่อย่างนั้น  มันเป็นปีติ   สุขบอกไม่ถูก  ไม่เคยรู้เคยเห็นมาแต่ก่อน รู้แจ้งหลุดพ้นได้จริง มันจะไปเอาความรู้ มันจะไปเอาความสุขนะ

     แต่ว่าได้ยินหลวงพ่อเทียนท่านสอน ในเวลาทำวัตรเช้าทำวัตรเย็น เรา ฟังแล้วก็นำมาประกอบกับการปฏิบัติ   ท่านสอนว่า  “เวลามันรู้ ก็อย่าเข้าไป เป็นผู้รู้นะ เวลามันมีสุข ก็อย่าเข้าไปเป็นผู้สุขนะ ให้ดูให้เห็นมัน อย่าเข้าไปเป็นนะ”

     หลักนี้ยอดเยี่ยมมาก เป็นสูตรที่ผ่านได้ตลอด ถ้าจะเปรียบก็เหมือน ทางฟรีเวย์ ไฮเวย์  หรือทางด่วนอะไรทำนองนั้น มันผ่านได้ตลอด  ไม่มีติด จราจรของชีวิตคล่องตัวดี  พบเห็นสิ่งใดมา มันบ่งบอกความจริง  ความผิด ความถูก มันบอก   เห็นความทุกข์    มันจึงหลุดพ้นจากความทุกข์ได้  เห็นผิด มันจึงมีถูก เห็นความโง่หลงงมงาย มันจึงเกิดความฉลาด
 
   ก็ได้ประสบพบเห็นมาจริงๆนะ  สภาวะการดูการเห็นนี้ประเสริฐ   มัน  ก็มีการหลุดพ้นอยู่ในนั้น  เช่นเราเห็นงูๆก็ไม่ได้กัดเรา เห็นทุกข์ก็พ้นจากทุกข์ เห็นหลงก็เกิดความรู้ฉลาด ไม่โง่อีก  มีความมั่นใจ  เช่นเห็นสมมติบัญญัติ วัตถุ ุอาการต่างๆ ดังที่ว่ามาแต่ก่อน  เราก็ไม่เอาดีจากสิ่งอื่น วัตถุอื่นนอกตัวไป คิดว่าสิ่งอื่นจะช่วยเรา รุ่นนั้นรุ่นนี้ รุ่นกูทำเอง อะไรทำนองนั้น

          ตาวิเศษ มันดูมาตั้งแต่ต้นแล้ว  เกรดมันดี มันสนับสนุนนะ ถ้าจะเปรียบ ก็เหมือนการเรียนหนังสือนะ  มันก็จบชั้นประถมมาดี  เกรดมันดีก็เข้าต่อชั้น มัธยมได้ดี เกรดมันดีก็ต่อไปชั้นอุดมฯ    หรือเปรียบเสมือน นายช่างที่เขามีฝีมือดี ก็เลี่อยเล่มเก่าของเขานั่นแหละ ฆ้อนก็อันเก่า สิ่วก็อันเก่า เขาใช้มานานจน มันเป็นศิลป์  มีฝีมือเยี่ยม ชำนาญ เป็นอย่างนั้น เกรดมันดีมาตั้งแต่ต้นโน้น ตั้งแต่เห็นรูปเห็นนาม  เห็นแล้วไม่ได้เข้าไปเป็น  นี้แหละทางแท้ๆ  ทางผ่านได้ ตลอด มรรคแท้ๆ พบทางจริงๆ  มันเป็นชัยภูมิของนักรบก็ว่าได้ เราเป็นชาว ชัยภูมิ นั่นมันเป็นภูมิลำเนาที่อยู่ แต่ชัยภูมิที่อยู่ของพระโยคาวจรแล้ว ก็จงอยู่ตรงที่เป็นผู้ดูนะ อย่าเข้าไปเป็นอะไรกับมันง่ายๆนะ ให้เห็นมัน อย่าเข้าไป เป็นอะไรที่มันเกิดขึ้น อันเกี่ยวกับกาย เกี่ยวกับจิตใจ  ให้เราทำหน้าที่เป็นผู้ดู  อย่าเข้าไปเป็นนะ
 
นี่คือตาวิเศษแท้ๆ มันก็เปลี่ยนไป เป็นชีวิตที่ใหม่เอี่ยมกว่าแต่ก่อน
ถ้าจะเปรียบเหมือนรถก็ดังที่ว่ามา ก็ฟิตใหม่แล้วบัดนี้ปกติใช้ได้ ล่วงพ้นจาก สภาพเดิมจริงๆนะ


         ตาวิเศษก็ได้นำพา ท่านดู ท่านรู้ ท่านเห็นอะไรมา ล้วนแต่เป็นเรื่องจริง ที่มีอยู่ในรูปในนามนี้จริงๆ  มันไม่ใช่มานั่งคิดรู้คิดเห็นอย่างโน้นอย่างนี้นะ  เราก็สร้างสติไปอยู่อย่างนั้นแหละ เดินจงกรมไปอยู่อย่างนั้น ตอนนี้ไม่ได้เรียก ว่าคิดนะ ตัวกายตัวจิตตัวรู้ มันรวมกันมาเป็นถึงภาวะที่ดูเข้านะ  มันเป็น ญาณปัญญาหยั่งรู้ทะลุไปเอง  เป็นพลังแห่งปัญญาญาณ  เราก็ดูไป มีสติดี พบเห็นอะไรที่ผ่านมา  หลุดพ้นอะไรมาเรารู้เอง หลุดพ้นมาเองแล้วอย่างไร  สิ่งที่เราพบเห็นมาแล้วนั้น มันเป็นเสมือนกองเชียร์  เป็นกองเชียร ์คล้ายกับ เขาไปแข่งกีฬา  หรือว่าคล้ายกับสิ่งที่เราพบเห็นมานั้น มันเป็นกองเสบียง สนับสนุนไม่ให้เปลี่ยว  สภาวะที่ดูนี้  มันได้หลักมาตั้งแต่โน้นแล้ว มันเป็น เกรดดีนะ  เกรดมาดี  คล้ายกับเราเรียนดี  จบชั้นประถม เข้าชั้นมัธยม และ ชั้นอุดมฯต่อไปอย่างง่ายดาย  เป็นอย่างนั้น บางผู้คน ก็ไม่รู้เหมือนกัน เขา ก็บอกว่ารู้อะไรมามาก พูดได้ดี พูดได้ถูก แต่ว่าการแสดงออกบอกถึงความไม่รู้  การกระทำ คำพูดจาอะไรต่างๆ บอกถึงความไม่รู้นะ หรือ ว่ารู้แบบจำเอามา เขียนตามเขาอย่างนั้น เกรดมันไม่ดี เลยไปไม่ได้

        เหมือนต้นปีที่ผ่านมานี้  มีโครงการบวชเณรภาคฤดูร้อน แล้วก็ส่ง ไปเรียนต่อ 10 กว่ารูป ไปอยู่สำนักเรียนมัธยมภาคกลาง อยู่ได้ปีหนึ่ง ทางสำนักเรียนเขาส่งกลับมาหนึ่งรูป  เขาบอกว่าอ่านหนังสือไม่ได้  จบ ป.6 แล้วอ่านหนังสือไม่ได้ ซ้อมอย่างไรก็ไม่ไหว ช่วยอย่างไรก็ไม่ไหว ก็เลยส่งกลับมาที่วัด ไปไม่ได้  จบ ป.6 อาจเขียนตามเขาอย่างนั้น เลยไปไม่ได้

ผู้ปฏิบัติธรรมบางคนอาจเป็นอย่างนั้นก็มี    มันไปไม่ได้   
ยังถูกสังขารมันหลอกเอา  มารคว้าเอาไปเสีย


        สภาวะที่ดูแล้วเห็น เห็นแล้วไม่ได้เข้าไปเป็นนี่ ผ่านได้จริงๆนะ หลุดออก มาได้จริงๆ  เห็นทุกข์ก็หลุดพ้นจากทุกข์ได้จริง  อารมณ์เบื้องต้นตั้งแต่พบเห็น รูปนาม มันปลดปล่อยตัวเองมาเรื่อยๆ  มันลบคงเหลือสูญมาเรื่อยๆ มันกลับ ไม่ได้ เราได้หลักจริงๆ เช่น 5 - 5 มันก็คงเหลือสูญจริงๆ  ตั้งแต่เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม เบื้องต้นโน้น ก็เอาทิ้งไว้โน้นแล้ว  อยู่คนละโลกกันแล้ว อยู่คนละพบชาติแล้ว จนมาเห็นสมมติบัญญัติ วัตถุปรมัตถ์ต่างๆ  ก็หลุด ออกมาได้แล้ว เห็นความไม่เที่ยง เห็นความเป็นทุกข์ เห็นความไม่ใช่ตัวตนอะไร  เอาทิ้งจนเกลี้ยงเกลาสะอาดหมดแล้ว  มันไม่มีรกรุงรังอีกได้แล้ว ความ สะอาดกับความสกปรกมันบอกเรา ความหนักความเบามันบอก จะให้สกปรก อีกได้อย่างไร มันลบสูญมาเรื่อยๆ คล้ายกับเป็นอย่างนั้น

         ธรรมดาเมื่อเราทำอะไรนานๆเข้า ก็ย่อมชำนาญในการนั้นๆ ได้ความ รู้สึกตัว จนกระทั้งถึงภาวะที่ดู รู้เห็นในกาย ในจิตใจ ชำนาญในกาย ชำนาญ ในจิตใจ ง่ายที่จะไม่หลง ง่ายที่จะรู้ เพราะว่าได้ผ่านภูเขาแห่งความขวางกั้น  คือนิวรณ์ธรรม มาได้อย่างชัยชนะ เกิดความพร้อมไป   เห็นความคิด จ๊ะเอ๋กับ ความลักคิดเข้า คล้ายกับว่าความลักคิด มันจะออกมาจากประตู  สภาวะที่ดูนี้   อยู่ที่ประตูนั้นแล้ว  พบเห็นเข้าอย่างจัง  ความลักคิดหมดท่าไปเลย  ฉิบหายไปเลย สมน้ำหน้ามัน   คล้ายกับเป็นอย่างนั้น

          แต่ก่อนมันก็เห็นแต่เห็นแบบกลบเกลื่อน บัดนี้มันเห็นแบบเปิดเผย ตามทัน กลบเกลื่อนไม่ได้อีก  คล้ายกับว่า สภาวะที่ดูนี่เป็นผู้พิพากษาตุลาการ ตัวลักคิดนั้นเป็นจำเลย ยอมรับสารภาพต่อหลักฐาน  จำนนต่อหลักฐาน หนีไม่พ้น ความจริงปรากฏ ไม่มีทางที่จะหลอกลวงหรือกลบเกลื่อนได้อีกต่อไป พ่ายแพ้ไปเลย  ตัวลักคิดนี่แหละคือตัวสมุทัย  ตัวสังขาร  มันหลอกมาตั้งนาน  พึ่งมารู้ทัน ในบัดนี้นี่เอง
 
         มันเป็นชัยนะอีกแบบหนึ่งของชีวิตก็ว่าได้นะ  มันเป็นอดีตรำลึกของชีวิต ขอพูดสักหน่อย    ตอนนั้นก็นั่งอยู่ในกุฏิ  อยู่ทางทิศเหนือของกุฏิหลวงพ่อเทียน  เป็นกุฏิที่มีฝาตีด้วยไม้หีบศพ กระดาษติดก็ยังไม่ได้แกะออก เอามาทำกุฏิหลัง เล็กๆนะ มันเป็นอดีตรำลึกของชีวิตจริงๆ   ป่าพุทธอุทยาน เกือบสามสิบปีโน้น  การทำความเพียร  กระตือรือร้นกันมากนะ ฉันเช้าเสร็จแล้วอุ้มบาตรกลับกุฏิ   อย่างกำหนดจรดจ่อ  มีความรู้สึกตัว   ดูแลตัวเอง  นั่งอยู่ในกุฏิ  เปิดประตูเอาไว้ ครึ่งๆ กลางๆ  หลวงพ่อเทียนบอกไว้ว่า ถ้าทำความเพียรอยู่ในกุฏิ อย่าปิดประตู ทั้งหมด  เปิดเอาไว้  ถ้าผู้ใดปิดประตู ก็คิดว่านอนหลับกลางวัน เวลาหลวงพ่อไป ก็ไม่กล้าเคาะประตูเรียก กลัวว่านอนหลับเสีย

   นี้มันเป็นอดีตรำลึก  มันเป็นตราอยู่ในชีวิตจิตใจจริงๆ   ตาวิเศษได้พบเห็น กับความลักคิดเข้า  ความลักคิดพ่ายแพ้ไปเลย ล้มพังทลาย คล้ายกับเขาเล่น อะไรล่ะ ที่เขากลิ้งไปชนกับของที่เขาตั้งเอาไว้  (โบลิ่ง)  เห็นอยู่ในทีวีนะ มันล้มระเนระนาดไป คล้ายกับอย่างนั้นแหละ ล้มเป็นแถบไปเลย กระทบ กระเทือนไปหลายอย่าง

     ตัวกูที่เคยมีอยู่ในความลักคิด กระจุยกระจายไปอีกระลอกหนึ่ง คล้าย กับการพบเห็นสมมติบัญญัติ ความทุกข์ ความโง่ หลงงมงาย ความลังเลสงสัย มันหลุดหล่นไปอีก ความโกรธ โลภ หลง  จืดจางลงแทบจะไม่มีเหลือหลง  คล้ายกับว่าสมน้ำหน้ามันอย่างนั้นล่ะ ชีวิตที่เกี่ยวข้องอนุสัย ความเคยชิน ความลักคิด ปรุงแต่ง หดหายไป  ความล้มละลายของอธรรมทั้งหลาย มัน     ไม่มีอาลัยใยดีจริงๆ

       ความลักคิดนี้สกปรกที่สุด   แต่ก่อนนี้จะคิดอะไรก็ได้   คิดอยู่นั่นแหละ คิดอยู่ได้อย่างหน้าด้านๆ  บ้าอยู่ในความลักคิด  บัดนี้มันมาพบเห็นว่า  ตัวลักคิด นี่สกปรกมาก หยาบคายมาก  ถ้าจะเปรียบกับจำเลย ก็เป็นจำเลยหมายเลขหนึ่ง  ส่วนกายวาจานั้น เป็นจำเลขหมายเลขสองซะ แต่ก่อนเราคิดว่ามันละเอียดนะ  ใครไม่เห็นก็คิดอยู่ได้  คิดแบบหน้าด้านๆที่สุด ไม่มีความละอายเลย บัดนี้ เห็นว่าตัวลักคิดนี้แหละตัวต้นเหตุ  คือตัวโมหะมันเป็นปู่เป็นย่าของความชั่ว ทั้งหลายดังที่ว่ามา คิดขึ้นมาแล้ว โกรธ โลภ หลง เกิดกิเลส ตัณหา ราคะ พยาบาท เป็นสังขารปรุงแต่งไป

        เคยพูดอยู่เสมอว่า  ความคิดมีอยู่ สองลักษณะ คือ ตั้งใจคิด อันนี้เป็น วิชชา เป็นปัญญา  ตัวลักคิดนี้เป็นอวิชชา  เป็นโมหะ เมื่อมาเห็นเข้าอย่างนี้  เหมือนกับว่าจิตใจพ้นจากเมฆหมอก จิตบริสุทธิ์  คิดอะไรได้เฉพาะเรื่องๆ เป็น ระเบียบ คิดได้ด้วยจิตบริสุทธิ์ ไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องชีวิต มันชัดเจน แม่นยำเฉพาะเรื่อง ถ้าจะว่าก็คือจิตมันเชื่องลง มันไม่พยศดุร้าย  ตอนนี้จิตใจ มันก็เปลี่ยน  จิตใจมันสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน  ถ้าจะว่านะ ตอนนั้นมันบอกตัวเองว่า เป็นมนุษย์ได้แล้วนะ แต่ก่อนนี้เราเป็นคนคุ้มร้ายคุ้มดี บัดนี้มันเป็นอย่าง นั้นไม่ได้อีก จิตใจมันสูง คนจิตใจมันต่ำ คุ้มร้าย คุ้มดี อะไรมาถูกก็เอาใจรองรับ เป็นไปกับอาการต่างๆ บัดนี้มันเป็นอย่างนั้นไม่ได้

นี่คือมนุษย์ นี่เป็นมนุษย์ จะให้เอาจริงเอาจังหน้าดำคร่ำเคียด จิตใจฟูๆ แฟบๆ
เป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายในอาการเช่นนั้น เรามองเห็นแล้วรู้สึกละอาย ต่ออาการเช่นนั้น
 
      ถ้าจะว่าอีกอย่างหนึ่งนะ   ตอนนั้นเป็นเทวดาก็ได เพราะมีความละอาย ต่อตัวเอง ไม่กล้าคิดชั่ว   ไม่กล้าทำชั่ว  ไม่กล้าพูดชั่ว  คนอื่นไม่เห็น  เราก็เห็น เราเอง  มีความละอายต่อบาปอกุศล  นี่เทวดาก็มาช่วยเรา ไม่ใช่เทวดาอยู่บน ฟ้าอากาศนอกตัว เทวดาแบบนี้มาสนับสนุนเรา ช่วยเราไม่ให้เกิดทุกข์ร้อนอะไร   เป็นพระอินทร์พระพรหมก็ได้ เพราะมีแต่ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา   ิจิตใจเต็มเปี่ยมเกิดความรักเมตตา ไม่มีขอบเขต จิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหว เหมือนศิลาแท่งทึบ ไม่สะเทือนเพราะลม มีที่อยู่ เป็นผู้ดูแล้วบัดนี้ เป็นชัยภูมิ ที่ปลอดภัยนะ เป็นมนุษย์ก็ประเสริฐอยู่ตรงนี้  ปิดอบายภูมิได้นะ รับรองไม่เป็น เปรต  อสุรกาย  สัตว์นรก  สัตว์เดรัจฉาน
 
     บัดนี้มันพึ่งได้ มีชีวิตจิตใจมั่นคง เป็นมนุษย์ได้แน่นอน จิตใจมันสูง เหมือนคนอยู่ในที่สูง ก็ย่อมเห็นคนอยู่ในที่ต่ำกว่า เราฝึกเรามันก็หมดพยศได้จริง มันประเสริฐนะ การเกิดเป็นมนุษย์มันเป็นลาภอันประเสริฐ  มันประเสริฐก็ตรง ที่เราฝึกตัวเอง มีความรู้สึกตัว จนไปพบเห็นตัวลักคิดนี่   เกิดจากการฝึก ตนเอง นะ ไม่ใช่เกิดมาแล้วเป็นมนุษย์ได้เลยนะ  ดังตอนที่เราไปขอบวช กรรมวาจาจารย์ ถามว่า “มนุสฺโสสิ?”  เราก็ตอบว่า “อาม ภนฺเต” “มนุสฺโสสิ?”  แปลว่า เธอเป็น มนุษย์แล้วหรือยัง  เราตอบว่า  “อาม ภนฺเต”  เป็นมนุษย์แล้ว  พึ่งมาเข้าใจใน ตอนนี้นี่เอง  ได้สัมผัสกับชีวิตของมนุษย์จริงๆ ก่อนจะเป็นพระได้ต้องเป็น มนุษย์เสียก่อน ต้องฝึกฝนตนเองมาดี  จนจิตใจมันเปลี่ยนมา พอได้หลัก มันก็มีสิทธิ์  มันไม่ได้คิดชั่ว  พูดชั่ว  ทำชั่ว    เข้าไปอยู่กับความปกติตั้งหลาย วัน   จึงรู้ว่าตัวเองมีศีล มีแล้วจึงรู้ เป็นแล้วจึงเห็น มันไม่ใช่คิดรู้นะ มันสัมผัส กับ ศีล สมาธิ ปัญญา เข้าจริงๆ กายปกติ จิตใจปกติ   โอ..ความปกติของ กายวาจานี้เอง  คือ ศีล สมาธิ ปัญญา กายปกติ จิตใจไม่พยศฟูๆแฟบๆ มันอยู่ปกติ  ความรอบรู้ในกองสังขาร  ตั้งแต่รู้รูปรู้นามมาโน่น นั้นคือปัญญา หลุดพ้นมา จากสังขารปรุงแต่ง หลุดพ้นมาได้จริงๆ ไม่กลับคืนได้อีก

     เหมือนกับเรามีอาชีพที่ดี  มีอยู่มีกิน ไม่ลำบากเหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้ หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน    ศีลก็มาช่วย สมาธิก็มาช่วย ปัญญาก็มาช่วยเรา เทวดา พระอินทร์ พระพรหม มาช่วย

         คนที่โกรธ  โลภ  หลง ทุกข์ นั้นคือคนจน นี่เป็นอย่างนี้ ก็เดินจงกรมอยู่ สร้างสติอยู่    แต่มันรวมเป็นตัวดู  ตัวรู้อย่างเดียว  เป็นตัวเห็นอันเดียว  นี่แหละ ดวงตาที่เห็นธรรม  ถึงตอนนี้   คล้ายกับว่ามันพ้นภัยมาได้ระดับหนึ่ง   นิวรณ์   ความหลงฟุ้งซ่าน  ก็ไม่มีมารบกวน   เข้าสู่ทางแห่งความมีศีล สมาธิ ปัญญา ได้อย่างเต็มที่

     สภาวะที่ดูแล้วเห็น  เห็นแล้วไม่ได้เข้าไปเป็นนี่แหละคือองค์มรรค นี่แหละคือประพฤติพรหมจรรย์   มันเกิดความบริสุทธิ์  เป็นบริสุทธิ์ศีล  อายตนะ มันสำรวมลงเอง ไม่ได้นั่งหลับตาหนีไปไหน  เดินจงกรมอยู่ก็เป็นสมาธิได้ ยืนอยู่ ก็เป็นสมาธิได้ เป็นการเข้าสู่สภาวะที่ดูเป็นหนึ่งเดียว ไม่เป็นขี้ข้าของสังขาร อีก  เป็นอิสระจากสังขาร เป็นวิสังขาร อยู่คนละมุมกันแล้วนะ เป็นภพใหม่    บางทีเราก็ทบทวนดู  ลำดับดู ที่พบผ่านมา หลักฐานที่พบเห็นมา หลุดพ้นมา ลำดับ ลำนำดู เหมือนกับเราเดินทางไกล ได้เอาบ้านโน้นเมืองนี้ไว้ข้างหลัง ก็บอก ถึงกระแสแห่งจุดหมายปลายทาง

          ขออุปมา  สมัยหนึ่งเดินทางไปสอนธรรมที่หาดใหญ่ ภาคใต้  จากชัยภูมิ ถึงหาดใหญ่ ระยะทางก็ประมาณ 1500 ก.ม.  คุณสาธรขับรถพาไป คุณสาธร บอกว่าจะใช้เวลาประมาณ 12-13 ชั่วโมง คงถึงหาดใหญ่ แต่เราคิดว่าคงไม่ถึง เพราะถ้าเรานั่งรถปรับอากาศจากกรุงเทพฯไป ก็ใช้เวลาตั้ง 15-16 ชั่วโมง นี่จากชัยภูมิถึงกรุงเทพฯ ก็เกือบ 400 ก.ม.แล้ว คุณสาธรเขามีรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า เขาก็นำพาเราไป ไม่เท่าไร ฉันเพลที่ประจวบแล้ว ก็ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง  เขา   ขับรถอย่างเร็วมากนะ    ก็บอกถึงจุดหมายปลายทางเข้าจริงๆ   ก็ถึงหาดใหญ่ ตามที่คุณสาธรกำหนดจริงๆ
 
          นี่ก็เช่นกัน  การปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน  ถ้าทำถูก มันก็เหมือนกลิ้งครกลง เขา จนนำเรามาสู่จุดหมายที่เราอยู่ ถ้าจะว่าปลอดภัยก็ปลอดภัยได้จริงๆ  สัมผัส กับบุญกุศลได้จริง ปิดอบายได้จริง ผ่านพ้นภัยตะพึดตะพือมาได้จริง (ตะพึดตะพือ เป็นภาษาอิสาน = ตะบี้ตะบัน สมบุกสมบัน)

          สภาวะที่ดู การเข้าถึงสภาวะที่ดูนี้ เป็นชีวิตที่สรุปลงเหลืออยู่เพียงกำมือ เดียว  ไม่มีอะไรยุ่งเหยิงเหมือนเมื่อก่อน เป็นชีวิตที่เรียบง่าย หมดภาระลงได้   สภาวะที่ดูนี้แหละ เป็นจุดเพชรแห่งธรรม เจาะทะลุสังโยชน์ลงได้ เป็นจุดเปิด ประตูแห่งสัจธรรม  ไม่มีอะไรที่จะขวางกั้นได้  ถ้าผู้ใดฝึกตนจนเข้าถึงภาวะที่ดูนี้ได้  ก็ผ่านได้ตลอด เป็นมรรคจริงๆ เป็นการประพฤติพรหมจรรย์จริง  ทำลายตัวกู ลงได้ สักกายทิฏฐิ  วิจิกิจฉา สีลัพพัตตาปรามาส อยู่ไม่ได้แล้ว สภาวะที่ดูแล้วเห็น เห็น   แล้วไม่ได้เข้าไปเป็น  ทำลายตัวกูลงได้  ลบสูญอีกระดับหนึ่งนะ จิตใจมัน เปลี่ยนจากเดิมอีกมากทีเดียว สามารถยกมือไหว้ตัวเองได้  โอ..นี่เป็นพระได้จริงๆ นะ ประเสริฐกว่าแต่ก่อนขึ้นมาอีก    เคยได้ยินแต่หลวงพ่อเทียนสอนว่า  “ดีมัน มีอยู่ตั้งสามดีนะ ดี  ดีกว่า ดีที่สุด”  ท่านสอนอย่างนี้ โอ. เป็นพระได้จริงๆนะ

     ความเป็นพระคือสภาพอย่างนี้ ดังที่เราเคยสวดมนต์ตอนเย็นว่า พระสงฆ์เกิดจากพระสัจธรรม  มีการปฏิบัติดีเป็นต้น ไม่ใช่เกิดจากการสวด อุกาสะ หรือ เอสาหัง  นั่นเป็นสงฆ์สมมติ  จริงแบบสมมติ พระสงฆ์ที่เกิด จากพระสัจธรรม เหนือสมมติ เป็นสากล จะเป็นผู้หญิงหรือชายก็เป็นพระได้  ไม่ได้เกี่ยวกับ ชาติหรือภาษาใดๆ หรือเพศวัยต่างๆ เกิดจากพระสัจธรรม  มีการฝึกฝน มีสติ จนเข้าถึงภาวะที่ดู นี่คือประตูแห่งพระสัจธรรม

มีต่อ ......

5
ตาวิเศษ - หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ                         

   มาลืม ตาวิเศษ  คือ ความรู้สึกตัว คุณลองเอามือทั้งสองข้าง มาวาง คว่ำไว้บนเข่า คุณก็รู้ว่าขณะนี้มือของคุณอยู่ที่ไหน ต่อไปคุณก็ตะแคงมือ ข้างขวาตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้เห็นนะ  แล้วคุณก็ยกมือขึ้นข้างขวาตรงๆพอประมาณ คุณก็รู้อีกเห็นอีก  แล้วคุณก็เอามือข้างขวามาวางไว้ที่ตัก  คุณก็รู้อีก เห็นอีก ต่อไปคุณก็ตะแคงมือข้างซ้ายตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้นะ แล้วคุณยก มือข้างซ้าย ขึ้นตรงๆ พอประมาณ คุณก็รู้อีก แล้วคุณเอามือ ข้างซ้ายมาวาง ซ้อนมือข้างขวา คุณก็รู้อีกเห็นอีก รู้เห็นมือทั้งสองข้าง อยู่ตรงไหน ให้รู้ซื่อๆ ตรงๆ  อย่ารู้แบบเพ่ง  รู้แบบสดชื่นใจ  ตาคุณก็ไม่ต้องหลับ  ทอดสายตาพอดี อย่าก้มเกินไป และอย่ามองไปไกลเกินไป ให้มีความรู้สึกตัวอยู่ที่มือนะ
         
   ต่อไปคุณก็กำหนดยกมือข้างขวาขึ้นเหนือมือข้างซ้ายหน่อยเดียว คุณก็รู้อีก  เคลื่อนไหวมือทีไรให้รู้ มีเจตนาใส่ใจให้รู้สึกตัว แล้วคุณยกมือ ข้างขวาออกไปข้างๆ  คุณก็รู้อีกเห็นอีก  รู้เห็นจริงๆนะ แล้วคุณเอามือ ข้างขวาตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้อีก แล้วคุณคว่ำมือข้างขวาลงไว้บนเข่า คุณก็รู้อีก ให้รู้เป็นครั้งๆ ไป ต่อไปคุณยกมือข้างซ้ายขึ้นหน่อยเดียว คุณก็รู้อีก  แล้วคุณ ยกมือข้างซ้ายออกไปข้างๆ คุณก็รู้นะ แล้วคุณวางมือข้างซ้ายลงตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้เห็นอีก แล้วคว่ำมือซ้ายลงบนเข่า คุณก็รู้อีกเห็นอีก รู้เห็นจริงๆ รู้ที่กาย ที่มือของคุณ

          เอามือของคุณเป็นนิมิต เป็นวัตถุอุปกรณ์ ผลิตความรู้สึกตัว ถ้าคุณรู้ อยู่อย่างนี้นานๆ พบเห็นอยู่อย่างนี้นานๆ หาวิธีที่จะรู้เห็นอยู่ตลอดเวลา  นอกจาก นั้นคุณก็อาจเปลี่ยนอิริยาบถได้

           เดินจงกรม การเดินกำหนดยาวประมาณ 11 ก้าว อย่าให้ยาวจนเกิน ไป ถ้าสั้นก็ประมาณ 5 ก้าว ให้กลับซ้ายที กลับขวาที ให้คุณกำหนดรู้เห็น เหมือนคุณกำหนดมือของคุณที่เคลื่อนไหวเป็นจังหวะไป คุณก้าวทีไรให้รู้ทุกที รู้ทุกก้าว อย่ารู้แบบเพ่ง ให้รู้เป็นครั้งๆไป เหมือนเรานับ หนึ่ง สอง สาม         แต่ไม่ให้นับ ไม่ต้องว่าซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ไม่ต้องว่าอะไร  ให้รู้สึกตัว ว่าก้าวไปก็พอแล้ว ให้รู้ซื่อๆ ตรงๆ อย่าพึงไปเอาเหตุเอาผลอะไร เอาความชอบ ไม่ชอบอะไร ให้รู้แบบบริสุทธิ์ อิสระ อย่ารู้แบบบูดบึ้งคร่ำเครียด

         ให้ทำจิตใจสบายๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส ขยันรู้ หาวิธีที่จะรู้อยู่เสมอ วัตถุที่จะให้รู้ก็มีอยู่จริง มือเคลื่อนไหวทีไร ก็รู้จริงๆ ไม่ใช่คิดรู้นะ  เป็นการ สัมผัสเอานะ เจตนาสร้างเอา ขยันรู้ มากรู้ เป็นวันหลายวันไป ทำใหม่ๆ บางทีมันอาจหลงไปบ้าง ช่างมัน ไม่เป็นไร ตั้งต้นเอาใหม่ ก็รู้ได้อีก
 
   คุณเคยรู้อยู่อย่างนี้สักหนึ่งวันมีบ้างไหม หรือหากว่า คุณพอจะมีเวลา ฝึกตัวเอง ให้รู้สึกตัวอยู่อย่างนี้สักเจ็ดวันจะดีไหม ชีวิตของเราก็มาถึงปูนนี้แล้ว เราอยู่กับตัวรู้ หรือว่าอยู่กับตัวหลง

            การที่จะเปลี่ยนอิริยาบถ  ก็ต้องกำหนดรู้  แม้แต่ความคิดที่จะเปลี่ยน  เราก็ต้องรู้ทันความคิด อย่าให้ความคิดนำไป ให้ความรู้สึกตัวนำไป  หาโอกาส รู้เห็นอย่างนี้มากๆ เข้า เราตั้งใจดูรู้อยู่ที่กาย มันอาจเกิดอาการต่างๆ ให้เราหลง เราตั้งใจจะดูกายเคลื่อนไหวไปมา แต่มันจะมีสิ่งที่จะทำให้เราหลงไป เช่น เวทนา  ความปวดเมื่อย มันเกิดขึ้นของมันเอง เป็นอาการของกาย  เราไม่ได้ไปหาดูมัน  มันเกิดขึ้นมาเองของมัน  อย่าเข้าไปเป็นนะ ให้เห็นมันนะ  อย่ามีตนอยู่ในเวทนา มันเป็นเวทนาของมันเอง

          เรามีตาวิเศษแล้ว เราจะเป็นผู้ดูแล้ว ไม่ใช่เป็นผู้เป็นแล้วนะ อะไร เกิดขึ้นมาเราก็ดู    ไม่มีตนอยู่ในเวทนา ดูมันเห็นมัน มันมีอยู่เป็นอยู่ของมัน อย่างนี้ อะไรเกิดขึ้นมาเราก็เป็นผู้ดู  ที่มันปวดมันเมื่อยนั้น ภาษาธรรม เรียกว่าเวทนา  ภาษาคนเรียกว่ามันสุขมันทุกข์ มันมีอยู่เป็นอยู่คู่กับรูป ทุกข์แบบนี้มันแก้ไม่ได้ มีแต่บรรเทา  อย่าเข้าไปเป็น เข้าไปเกี่ยวข้อง กับอาการ อย่างนี้ให้ถูก ไม่ใช่ตัวตนอะไร

        นี่ตาวิเศษ เราก็เห็นแล้วว่ามันเป็นของมันเช่นนั้นเอง มันมีอยู่เป็นอยู่ ของเขา ใครจะรู้หรือไม่รู้  เขาก็เป็นอยู่อย่างนั้น  มันเป็นธรรมชาติของเขา อยู่อย่างนั้น  เป็นอาการของเขาอยู่   อย่างนั้น ไม่ใช่ตัวตนอะไร

          ต่อไปมันก็ไปเห็นจิตใจที่มันคิดขึ้นมาอีก  ไม่ให้ไปดูมัน มันคิดขึ้นมาเอง มันลักคิดขึ้นมาเองนะ เราก็เห็นมันอีก อย่าเข้าไปในความคิด อย่ามีตนอยู่ ในความคิด เรามีตาวิเศษแล้ว มีแต่ดูไป เห็นไปตะพึดตะพือไป แล้วเราก็ กลับมาดูกายเห็นกาย ที่มันเคลื่อนไหวไปมาอยู่นี่ เจตนายกมือ เคลื่อนไหว ไปมาอยู่นี่ เดินจงกรมอยู่นี่ หรือเวลาที่เราไม่ได้เคลื่อนไหวมือ เราก็อยู่ใน อิริยาบถอื่น ก็ดูไปเห็นไป ให้ชำนาญในการดูการเห็นไป มีแต่เป็นผู้เห็น ไม่ได้ เข้าไปเป็นผู้เป็น

        แต่ก่อนมีแต่เป็นไปกับอาการต่างๆ  หมดตัวไปกับความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว  ความหิว บัดนี้เราก็รู้จักแยกออกเป็น ว่ากายนี้อันหนึ่ง เวทนาความปวดความเมื่อย ความร้อน ความหนาว ความหิว ก็อันหนึ่ง  ตัวลักคิดไปนั่นก็อันหนึ่ง คิดที่ไม่ได้ตั้งใจคิด เราก็เห็นแล้ว
 
อย่าไปเชื่อมันทั้งหมดนะความลักคิดนี่   ทำตามความลักคิดทั้งหมดไม่ได้
อย่าให้มันหลอกเอาได้ จะเกิดการผิดพลาดได้


      ความคิดนั้น มันมีอยู่สองลักษณะ คือ ตั้งใจคิดอันหนึ่ง ลักคิดขึ้นมา เองก็อีกอันหนึ่ง  พอเราจะตั้งใจดูกาย มันก็คิดโน้นคิดนี้ไป  อย่าหลงไปกับมัน  อย่ามีตนอยู่ในความคิด  มาดูกายที่มันเคลื่อนไหวอยู่นี่ เจตนาเคลื่อนไหวอยู่นี่ อาศัยกายเป็นนิมิต  เป็นหลัก  เป็นที่เกาะ  เหมือนเราเกาะอยู่หลัก ที่ปักไว้กลาง น้ำไหล เวลาใดเราวางมือมันก็พัดพาเราไป เราก็แหวกว่ายขึ้นมาจับอยู่ที่หลักอีก อันนี้ก็เช่นกัน เวลาที่มันลักคิดไป  คุณก็อย่าหลงไปตามความลักคิดนะ ให้กลับมาดูกายที่มันเคลื่อนไหวอยู่นี่

      นี่ตาวิเศษ มาดูอยู่อย่างนี้ให้มันชำนาญ  ให้มันคุ้นเคยอยู่กับกายไปก่อน อย่าพึ่งไปยุ่งกับความคิด เหมือนกับเราดูหนังสือ  ดูไปดูมามันก็ติด มันจำได้นะ มันรู้เรื่อง ตัวลักคิดก็อันหนึ่ง  ตั้งใจคิดก็อันหนึ่ง เวลาใดที่มันลักคิดไป เราก็รู้สึกตัว คล้ายกับว่า ทักท้วงตัวลักคิด    เมื่อมันลักคิดทีไรรู้ทันมัน  ก็เท่า กับว่าเราได้สอนมัน หัวเราะเยาะมันก็ได้ พอเราเห็นว่ามันลักคิด  ความลักคิด มันก็หยุด มันไม่ประสีประสาอะไร มันไม่ยิ่งใหญ่อะไรหรอก  แต่ถ้าเราไม่รู้ทันมัน มันก็ยิ่งใหญ่ ดึงลากเราไปกับมันได้

     บางทีมันก็มีอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นคู่กับความคิด กลายไปเป็นอารมณ์  ฟุ้งซ่าน  ลังเลเลสงสัย ง่วงเหวาหาวนอนไป เกิดอาการอึดอัดขัดเคืองไป ปรุงแต่ง ไปต่างๆนานา คุณก็อย่าพึงเข้าไปจำนนต่อมัน  ให้ดูมัน เรามีตาวิเศษ แล้ว มันจะเกิดอะไรขึ้นกับกาย กับจิตใจเรา เราก็เป็นผู้ดูมันทั้งนั้น สนุกดู สนุกเห็นมัน มันก็ไม่มีอะไรมาก ดูเข้าจริงๆ มันสรุปให้ว่า  มีแต่กาย เวทนา จิต และธรรม (สติปัฏฐาน 4)  ที่มันเกิดขึ้นกับกาย กับจิตใจ
 
   กายมันก็มีคู่ ความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว หิวกระหาย นั้นมันเป็นอาการของกาย จิตที่มันคิดโน่นคิดนี่ มันก็มีคู่เช่นกัน เช่นความ คิดฟุ้งซ่าน ความลังเลสงสัย  ความง่วงเหงาหาวนอน หมู่นี้มันเป็นอาการ ของจิต ให้ดูมันเห็นมัน

     เรามีตาวิเศษแล้ว  ยิ่งดูไปเท่าไรก็ยิ่งเห็นแจ้งเท่านั้น การดูการเห็น มันเป็นประสบการณ์ เป็นบทเรียนที่ดี ภาวะที่ดูนี้มันก็เกิดความชำนาญ เห็นอะไรมันก็รู้แจ้งไปเอง  แต่ก่อนเราก็ไม่เคยพบเห็น พอพบเห็นเข้าบ่อยๆ มันก็เห็นแจ้งเหมือนเราเห็นผู้คน  ก็จำหน้าจำตากันได้  รู้ถึงนิสัยใจคอ ว่าเป็นคนดีคนชั่วอย่างไร ควรคบหรือไม่ควรคบอย่างไร มันสรุปให้เรา ว่ามันคืออะไร

      กาย เวทนา จิต ธรรม นี้  มันก็คือ รูป กับ นาม เท่านั้น นั่งอยู่นี่ เดินอยู่นี่ คือรูป คิดไปโน่นไปนี่นั้นคือ นาม มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วยกัน แยกกันไม่ออก ถ้าแยกจากกันเมื่อไรก็เน่าไปเลย  ตาวิเศษมันพบเห็นเข้า รู้แล้วพบเห็น เข้าจริงๆ และเป็นจริง มีอยู่เป็นอยู่อย่างนั้น  รูปนี้มันเป็นดุ้น เป็นก้อน ฉิบหายเพราะร้อนเพราะหนาวหิวกระหายหลายๆ อย่าง  ตัวรู้สึกคิดนึก พาลุกพาเดินเคลื่อนไหว รู้อะไรได้นั้นเป็นนาม   มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วย กัน  นั่งอยู่นี้คือ รูป  คิดไปโน้นคือ นาม

     ตาวิเศษมันพบเห็นเข้า  รู้แล้วพบปะเข้าจริงๆ แต่ก่อนเราไม่รู้แจ้ง ถูกมันหลอกมาตั้งนาน หมดเนื้อหมดตัวไปกับอาการต่างๆของรูปของนาม จำนนต่ออาการต่างๆที่มันสั่งการ สั่งให้หัวเราะ ร้องไห้ สั่งให้รักให้ชัง ทำตามความโกรธ โลภ หลง นึกว่าตัวตนไปเสียทั้งหมด  เป็นขี้ข้ารับใช้ต่อ อาการต่างๆ  จำนนต่ออาการต่างๆที่มันสั่งการ  รูปมันเป็นดุ้นเป็นก้อน  คือ ร่างกายนี้ มันเป็นทาสของนาม เขาสั่งให้ทำอะไรๆ ก็ทำไปหมดทุกอย่าง สั่งให้กินเหล้า  สูบบุหรี่ สั่งให้เอาปืนมายิงตัวเองก็ทำ  สั่งให้แขวนคอตัวเองก็ทำ  สั่งให้กินยาพิษก็กิน   เฉพาะรูปนี้ทำอะไรไม่เป็นดอกนะ ทำดีก็ไม่เป็น ทำชั่ว ก็ไม่เป็น
 
      การยกมือเคลื่อนไหวไปมาอยู่นี้  อะไรมันสั่ง สั่งให้ลุก สั่งให้เดิน สั่งให้นั่ง สั่งให้หัวเราะและร้องไห้ อะไรมันสั่ง  ก็พึ่งมาพบเห็นตัวการมันเข้าแล้วบัดนี้นะ   ที่แท้ก็คือ นาม มันเป็นนาย   รูปกาย มันเป็นบ่าว  ตาวิเศษมาพบเห็นเข้า  พบกับ ความจริงเข้า  มันเปิดเผยออกมา  รูป มันเป็นธรรมชาติของมันอยู่อย่างนั้น  ฉิบหายเพราะร้อนหนาวเจ็บไข้ได้ป่วย   ตัวรู้สึกคิดนึกพาลุกพาเดินเคลื่อนไหว รู้อะไรได้นั้นคือ นาม  มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วยกันดังที่ว่ามา

        ตาวิเศษพบเห็นเข้า มันเปิดเผยออกมา รูปมันเป็นธรรมของมันอยู่อย่างนั้น  และมีอาการต่างๆ เป็นคู่กับรูป เช่นความเจ็บไข้ได้ป่วย ความร้อน ความหนาว  นามสัมผัสไม่ได้ แต่มันก็มีอำนาจ มันป่าเถื่อนนะ  ไม่เป็นธรรมต่อรูป  เฉพาะรูปมันก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว  รูปนี้จริงๆ  มันเป็นธรรมชาติ แต่มันก็มีอาการ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรูป  เช่นความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว ความ หิวกระหาย มันเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับรูป มันก็กลับไปทบทวนอีกทีหนึ่ง ถ้ารูปไม่รู้จักร้อนหนาว  หิวกระหาย มันก็ไม่ใช่รูป มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น แต่ก่อนเรายังไม่พบเห็น  ก็เอาอาการต่างๆเหล่านั้นมาลงโทษตัวเอง เป็นตัวตน อยู่ในอาการเหล่านั้น

         พอมารู้แจ้งเข้า ก็มอบให้อาการของมันไป ไม่เอามาลงโทษเหมือน เมื่อก่อน  มันไม่ใช่ตัวตนอะไร แต่ก่อนหิวก็เป็นทุกข์ใจ ร้อนหนาวก็เป็นทุกข์ใจ เรื่องของรูป อาการของรูป ก็เอามาเป็นทุกข์ใจ  เรื่องของนาม อาการ ของนามก็เอามาเป็นทุกข์กาย  ทั้งรูปและนามไม่เป็นธรรมต่อกัน  เอามาเป็นตัว เป็นตน  เอาอาการของรูป เอาอาการของนาม มาเป็นตัวเป็นตน มีตัวตนอยู่ใน อาการเหล่านั้นเต็มไปหมด

     พอมาพบเห็นเข้า  ก็มอบให้ธรรมชาติ และอาการของมันไป มันไม่ใช่ตัวตนอะไร มีที่วางมีที่ปล่อย ปลงลงได้ บางอย่างก็บรรเทา  บางอย่าง ก็กำหนดรู้  บางอย่างก็ละออกไป ไม่ได้เอามาเป็นตัวตนเหมือนเมื่อก่อน รู้จัก แจกแจงแยกออกไป ตัวกูก็ลดหดหายไปได้จริงๆ  หลุดพ้นออกจากทุกข์ได้บ้างแล้วบัดนี้นะ

     นามก็คือความรู้สึกคิดนึก  มันก็เป็นธรรมชาติ  และมีอาการเช่นกับรูป  เช่นความลักคิดปรุงแต่ง โกรธ โลภ หลง อึดอัดขัดเคือง เป็นอาการย้อมจิตใจ คือนาม มันไม่ใช่จิตใจ แต่มันเกิดขึ้นกับจิตใจ

     ตาวิเศษเห็นแจ้ง  ว่านั่นคืออาการของนาม ไม่ใช่ธรรมชาติของนาม มันเป็นเพียงอาการเท่านั้น  ถ้าเราไม่รู้แจ้งมันก็เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ทำลายผู้คน มามากต่อมากแล้ว  มีตัวตนอยู่ในอาการว่าเราโกรธ เป็นผู้โกรธ ทำตามความ โกรธ จนเสียผู้เสียคนมามาก   เกิดเป็นปัญหาต่อสังคม ตาวิเศษเห็นแจ้งเข้า ก็รู้จักแยกแยะออก  จิตใจจริงๆแต่เดิมปกติอยู่ บริสุทธิ์อยู่ แต่อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับจิตใจ ทำให้จิตเศร้าหมองขุ่นมัว  อุปมาเหมือนเมฆมาปิดบังดวงจันทร์ ทำให้เกิดความมืดบอด ไม่เห็นความจริง  เหมือนกับองคุลีมาลได้กล่าวเป็น ภาษิตไว้ว่า

   “แต่ก่อนเราไม่รู้แจ้ง ประมาทลุ่มหลงมืดบอด บัดนี้เราไม่ประมาท เหมือนเมื่อก่อนแล้วหลุดพ้นจากความมืดบอดแล้ว เหมือนดวงจันทร์พ้น แล้วจากเมฆฉะนั้น”

       ตาวิเศษรู้จักแยกออกจากกันอีก  อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรูปกับนามนั้น มันเป็นของที่ไม่เที่ยง  เช่นความโกรธ  โลภ หลง มันไม่เที่ยง เราทำตามมัน ไม่ได้อีกแล้ว โดยเฉพาะตัวลักคิดนี้นะ คิดขึ้นมาแล้วเกิดโกรธ โลภ หลง มันเป็นกิเลสตัณหาไป  เป็นราคะปรุงแต่งเป็นสังขารไป กลายเป็นภพเป็นชาติไป มันเกิดมันดับอยู่อย่างนั้น
 
        พอเรามีตาวิเศษรู้แจ้งทันมัน  มันก็จบลงอย่างง่ายดาย  มันไม่ใหญ่โต อะไร แล้วมันก็สรุปให้เรา คือ เหตุปัจจัย

         มีแต่ตัวรู้สึกตัว   กับความหลงตัวเท่านั้น   ถ้าเรามีความรู้สึกตัว  ทุกอย่าง มันก็ปกติ  ความรู้สึกตัว เป็นปู่เป็นย่าของความดี ความถูกต้อง เป็นที่เกิดแห่ง ศีล สมาธิ และ ปัญญา
 
     ตัวหลงคือ โมหะ  ก็เป็นปู่เป็นย่าของอกุศลทั้งหลาย  เป็นที่เกิดของ ความโกรธ โลภ หลง เกิดสังขารปรุงแต่ง เป็นทุกข์

       ถ้าเรามีความรู้ตัว  คือ ตาวิเศษดวงนี้ เหมือนกับว่าเราเป็นเจ้าของบ้าน คนดูแลบ้าน  ถ้าบ้านมีเจ้าของก็ปกติปลอดภัย
 
         ความลักคิดนี้มันเถื่อน มันเป็นโสเภณีจิต จิตที่ไม่มีผู้ดูแล  ไม่มีเจ้าของ มันจะคิดอะไรก็ได้  แต่ก่อนเป็นอยู่อย่างนั้น เรายังไม่มีตาวิเศษ เราไม่เห็นมัน บัดนี้เราเห็นมันๆก็อาย ถ้ามันลักคิดทีไร เรารู้ทัน ก็เท่ากับเราได้สอนมันแล้ว เป็นบทเรียนที่ดี เป็นประสบการณ์ที่ดี  เหมือนกับเราสอนลูก ครูสอนนักเรียน  เวลาใดที่ลูกทำผิดเราสอน นักเรียนทำผิดเราสอน  เราเฉลยให้เขา เขาก็ได้ความ ฉลาด  นั้นเป็นบทเรียนที่มีค่ามาก  จงใส่ใจตอนนั้นให้มากๆ  มันเป็น จุดอ่อน จุดผิด   ถูกอยู่ตรงนั้น เวลาใดที่มันผิด เราไม่เห็นมัน  ความผิดก็เอา ไปฟรีเลย เคยตัวจนเป็นนิสัย ก็ด้านไปเลย ทำผิดอย่างหน้าด้านๆไปเสีย

         เรามีตาวิเศษแล้ว เห็นตัวลักคิด แต่ก่อนเราไม่รู้ บัดนี้เรารู้ทันตัวลักคิด รู้ทันทุกครั้งที่   มันลักคิด  พอเห็นมันก็หยุด ก็ชื่อว่าได้สอนมันแล้ว ได้สอนจิต แล้ว ถ้าไม่มีตัวดูมันก็หลงคิดไป  นี่เราเป็นเจ้าของบ้าน เราเฝ้าบ้าน

          แต่ก่อนนี้มันง่ายที่จะหลงคิด บัดนี้มันง่ายที่จะรู้  มีประสบการณรู้เท่า รู้ทัน รู้แจ้ง ว่ามันเป็นอาการอย่างไร เป็นธรรมชาติอย่างไร
 
     ตาวิเศษก็เห็นแจ้งว่า  อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรูปกับนามนั้น มัน เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอนอะไร  เหมือนกับว่ามันเป็นของขยะ มันเป็น ของไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ตัวตนอะไร   มันก็ไม่ยึดถือว่า เป็นตัว เป็นตนอะไร มันเอาไปทิ้งลงในขยะ คือ ไตรลักษณ์

       ความไม่เที่ยง  ความทุกข์  ความไม่ใช่ตัวตน  มันเป็นขยะ  ความโกรธ โลภ หลง หมู่นั้นมันเป็นขยะ  บัดนี้มันมีที่ทิ้ง  มันเห็นที่ทิ้ง  เหมือนกับว่า ถังขยะอยู่หน้าบ้านของท่าน มันมีที่ทิ้ง ก็เกิดการสะอาดขึ้นมาแล้วบัดนี้  ไม่มีขยะเหมือนเมื่อก่อนนะ แต่ก่อนมีแต่ขยะเต็มไปหมด มีรอยรัก รอยแค้น รอยได้ รอยเสีย โลภ โกรธ หลง เต็มไปหมด บัดนี้มันสะอาดจริงๆ

    ภาวะที่ดูแล้วเห็น  เห็นแล้วไม่ได้เข้าไปเป็นนี้ เหมือนกับว่าเข้าอู่ซ่อม ก็ว่าได้นะ มันก็ปกติคืนมาได้จริงๆนะ  มันไม่มีรอย  ถ้าจะเปรียบอีกอย่างหนึ่ง  ก็เหมือนกับว่า  กายใจของเรานี้ เปรียบเสมือนรถมือสอง เคยถูกชนมา ใช้มา มาก  ทรุดโทรมไปหมดเลยนะ   บัดนี้เหมือนกับเข้าอู่ซ่อม ความรู้สึกตัวนี้แหละ เป็นอู่ ภาวะที่ดูที่เห็น ไม่ได้เข้าไปเป็น เป็นนายช่างซ่อม  ก็ทำให้กายใจคืนสู่ ความปกติคืนมาได้จริงๆ  ใหม่เอี่ยมจริงๆ  ล่วงพ้นภาวะเก่าได้จริงๆ

        หยุดการแสวงครูอาจารย์  มั่นใจเพราะได้พบเห็นเข้าจริงๆ  ได้สัมผัสกับ ตัวเองเข้าจริงๆ  ได้ทิศได้ทางลืมตาขึ้นมา  ถ้าจะเปรียบกับการเรียนหนังสือ ก็พออ่านออกเขียนได้  ช่วยตัวเองได้บ้าง รู้เรื่อง รู้ราว ว่าผิดถูกอย่างไร รู้จักแก้ รู้จักไขออก เปิดออก ถือเอาอาการแก้ไขเป็นศิลปะ ขยันแก้ เห็นผิดก็แก้เป็นถูก ได้ทันที มันเกิดขึ้นมาให้เราแก้ กระตือรือร้นในการแก้ไข เปรียบความร้ายให้กลาย เป็นความดี เปลี่ยนผิดให้เป็นถูกได้จริงๆนะ
   
   ในรูปในนามนี้ ก็รู้แล้วเห็นแล้วจริงๆ ธรรมชาติอย่างไร อาการอย่างไร ไม่ได้จำนน   เหมือนเมื่อก่อน   เป็นอิสระ  ปลดปลอดตนเองได้   มันเป็นสูตร ของชีวิตจริงๆ ก็แก้ได้จริงๆ หลุดพ้นออกมาได้จริงๆ
 
        ขณะนั้นมันก็มีปีติสุขอยู่สองสามวันนะ ทบทวนกับภาวะที่ได้พบเห็นมา ไม่ใช่นั่งคิดนอนคิดนะ  มันพบเห็น มันมีโอกาสพบเห็นนะ  ก็เดินจงกรมอยู่ สร้างสติอยู่อย่างนั้นแหละ  มันเป็นธรรมวิจยะ มันเป็นโยนิโสมนสิการ  มันไม่ใช่คิดนะ จิตใจมันดี  มันไม่เคยพบเห็น ความทุกข์บางอย่างก็หมดไป ความลังเลสังสัยก็หมดไปจริงๆ  เป็นชีวิตที่เปลี่ยน ล่วงพ้นภาวะเก่าจริงๆ

         พูดถึงตอนนี้ มันเป็นอดีตรำลึกของชีวิต  มันเป็นประสบการณ์ของชีวิต  ขอพูดสักหน่อย ขณะนั้น พอดีหลวงพ่อเทียนเดินมาหา ท่านถามว่า "เป็นอย่างไร?"  ก็ตอบท่านอย่างไม่สะทกสะท้านอะไรเลย บอกท่านว่า “ผมรู้จักรูปนาม ครับหลวงพ่อ” หลวงพ่อเทียนก็ทักท้วงขึ้นว่า “โอ!..คนไม่รู้จักรูปนามก็คนบ้า แล้ว” ก็ตอบท่านทันทีเลยว่า  “ครับแต่ก่อนผมบ้าจริงๆ   แต่บัดนี้ผมไม่บ้าแล้ว”

    หลวงพ่อเทียนก็เดินกลับไปกลับมาอยู่ข้างๆ นั้น  เห็นต้นข่าขี้หมู่ร่มรื่นดี  เราใช้ที่นั้นทำความเพียร เราก็นั่งอยู่ ก็อยากจะพูดแต่ก็อดเอาไว้ รอฟังหลวงพ่อ ถ้าหลวงพ่อเทียนไม่พูดอะไรอีก ก็จะพูดให้หลวงพ่อเทียนฟัง หลวงพ่อเทียน ท่านก็พูดว่า  “รู้จักรูปนามก็พอปานนั้นแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไร” ก็ตอบท่าน ทันทีเลยว่า  “ มีประโยชน์ครับหลวงพ่อ ผมหมดทุกข์ได้มากจริงๆ หายโง่มากแล้ว จริงๆ    หมดความลังเลสงสัย เป็นชีวิตที่เปลี่ยนจากเดิมจริงๆครับ มันไม่เคย รู้เห็นอย่างนี้มาก่อน สิ่งที่ผมรู้เห็น มันมีอยู่จริงๆ”  มันอยากจะพูดไปมากๆ นะ แต่ว่าอดเอาไว้  อุปมาเหมือนกับ เรามีเงินหมื่นเงินแสนอยู่ในกระเป๋า ใครจะมาว่า เราไม่มีเงิน เราจะไปเชื่อได้อย่างไร  เงินก็ใช้ได้จริงๆนะ เราก็คอยฟังหลวงพ่อ ท่านจะพูดอะไร ถ้าท่านไม่พูดก็จะพูดไปอีกหลายอย่าง มันกล้าน่ะ

         หลวงพ่อเทียนก็พูดว่า  “มีประโยชน์ก็ประโยชน์น้อยๆ เหมือนกับ กบโคก กบภูเขา มันไม่เคยพบน้ำ แต่มันตะเกียกตะกายมาเจอน้ำในกะลามะพร้าว มันก็ดื่มกินได้ มุดได้  แต่มันเป็นน้ำในกะลา ถ้าเป็นสุขก็เป็นสุขเล็กๆน้อยๆ ถ้าเป็นความรู้ก็เป็นความรู้น้อยๆ มันยังมีน้ำในอ่าง  น้ำในบึงอีกมากนะ คุณมีความรู้ก็เป็นความรู้เบื้องต้นเล็กน้อย คุณทำอย่างมันรู้ได้จริงๆ หรือ?”
 
     ก็ตอบท่านว่า “รู้ได้จริงๆครับ ตอนที่เป็นฆราวาสอยู่   ผมก็ยังไม่เคย  รู้เคยเห็นมาก่อน”

       “ถ้าคุณทำมากกว่านี้ มันจะไม่รู้มากกว่านี้หรือ?”

      “ครับ ผมจะทำต่อไปโดยที่ไม่ลังเลใจ ผมไม่ทำแบบอื่นอีก”

         หลวงพ่อเทียนท่านก็บอกสอนไปหลายอย่าง   ท่านก็บอกให้ทำจังหวะ ไวๆกว่าแต่ก่อน   เดินจงกรมให้ไวกว่าแต่ก่อน  ให้บำเพ็ญทางจิต  มีสติดูกาย  มีสติดูจิต  มีจิตดูจิต  ให้คุณดูให้เห็นทุกข์นะ ดูรูปทุกข์ นามทุกข์ รูปธรรม(ทำ) นามธรรม(ทำ) รูปโรค นามโรค รูปสมมตินามสมมติ  เราก็มีความมั่นใจมาก มันกบอกทางอยู่แล้ว คล้ายๆกับเราจะรื้อบ้าน  มันก็บอกจุดที่จะรื้อ ทำก่อนทำหลัง ทิศทางมันก็ไปทางนั้นอยู่แล้ว  เหมือนกับเราเหยียบเส้นทางได้  ก็เดินไปคล่องตัว ได้โอกาส ได้จังหวะสะดวก
 
          พอดูมันก็เห็นทุกข์  เห็นรูปทุกข์ เห็นนามทุกข์  ความทุกข์ของรูปมีมาก  คล้ายกับว่ามาเข้าแถวให้ดู นับตั้งแต่การหายใจเข้าหายใจออก มันก็แกทุกข์ของ มัน การกลืนน้ำลาย กระพริบตา การยืน  เดิน  นั่ง นอน การกิน การขับถ่าย ก็ เป็นการบรรเทาทุกข์ของมัน รูปนี้มันเป็นก้อนทุกข์มากมาย จนไม่สามารถ ที่จะเอามาพูดในที่นี้ได้ พอมาเห็นเข้าอย่างนี้ มันสลดใจ สงสารรูป น้ำตาซึมเลย  แต่ก่อนเราก็สูบบุหรี่ เราจะยังเอาบุหรี่มาให้รูปมันคาบสูบอีกหรือ ต้องเป็น ธุระต่อรูปอีกหลายอย่าง  บุหรี่หล่นไปเลย  กระทบกระเทือนไปถึง ความโกธ  โลภ หลง ที่ทำให้รูปเป็นทุกข์  นามก็เป็นทุกข์ เห็นรูปทุกข์ นามทุกข์ ระหว่างรูปกับนามก็มีผลกระทบต่อกัน ไม่เป็นธรรมต่อกัน  เช่น ความร้อน ความหนาว หิวกระหาย เจ็บปวด ก็ทำให้นามคือจิตใจเป็นทุกข์  ความโกรธ โลภ หลง คิดเศร้าโศก  ก็ทำให้รูปเป็นทุกข์  จนนอนไม่ได้กินไม่ได้ บางทีจนเกิด โรคภัยไข้เจ็บ เกิดอัมพาต เพราะคิดมาก เกิดโรคกระเพาะอาหาร สารพัดอย่าง

มีต่อ......

6
ทรัพย์เคลื่อนที่ได้ - กฎแห่งกรรม - หลวงพ่อจรัญ ฐิตตธัมโม

   ...ความสุขที่แน่นอน ความสุขที่ผ่องใส ความสุขที่ไม่เจือปน เงินทองช่วยไม่ได้ ต้องสร้างต้องทำของตนเอง จิตใจเบิกบาน จิตใจดี เงินทองเรื่องเล็ก สมบัติก็เรื่องเล็ก ในเมื่อเรามีจิตใจเป็นอริยทรัพย์อันประเสริฐแล้ว สมบัติภายนอกก็จะถูกดึง ถูกดูดให้เคลื่อนย้ายเข้ามาหาเรา จะเป็นสังหาริมทรัพย์ (ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้) อสังหาริมทรัพย์ (ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้) มันจะหลั่งไหลเข้ามาหาเรา ทำให้เรามีที่ดินที่อยู่ที่อาศัยมากมาย
 
   ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ ในเมื่อจิตเป็นกุศล มันก็จะเคลื่อนเข้ามาบ้านเรา ยิ่งรวยเงินยิ่งเข้า

   ส่วนบ้านคนจน เงินไม่ค่อยไปหาหรอก เพราะมันจนจิตจนใจ จนสติปัญญา จนทั้งอริยทรัพย์ภายใน ทรัพย์ไม่ค่อยเข้าไป มันเข้าไปหาคนรวยจิตใจรวยทรัพย์คุณสมบัติ มีกรรมฐานดี สติปัญญาดี เงินมันก็วิ่งไปรวมที่บ้าน
คนรวยอย่างนั้น

   คนจนที่ไม่ทำบุญสุนทาน บุญจะเข้าไปหรือเงินจะไหลเข้าไปไม่ได้ เขามักจะพูดว่า
“เรามันจน เงินหนีหมด” ก็ใช่แล้ว


   บางทีมีทรัพย์สมบัติที่พ่อแม่ยกให้ มันจนจิตจนใจ จนสติปัญญา ทรัพย์สินก็อันตรธานสูญ มันก็ไปรวมอยู่ที่บ้านคนรวย เพราะคนรวยเขารวยสมบัติ รวยคุณสมบัติ มีอริยทรัพย์อันประเสริฐ มันก็ดูดเงินจากที่อื่นไปหมด เอาไปอยู่บ้านนั้นรวยมหาศาล บ้านไหนจนมันไม่มีไหลไปหรอก มันจนนี่ มันจนจิตจนใจ จนปัญญา จนธรรมะ จนคุณสมบัติ ไม่เคยใส่บาตร ไม่เคยทำบุญเลย จนอย่างนี้ทรัพย์สมบัติจะเข้าไปไม่ได้

   ทรัพย์คือศีล สมาธิ ปัญญา ทรัพย์คือตัวศรัทธา ทรัพย์คือตัววิริยะ ทรัพย์คือตัวความมั่นหมายของตน ได้กุศลภาวนาอย่างนี้เรียกว่า ทรัพย์มีอยู่ภายใน มันก็จะดึงดูดเข้าไปรวม สิริมิ่งขวัญมงคลก็ไปอยู่บ้านคนรวยทรัพย์ รวยน้ำใจ ทำบุญตักบาตรไม่พัก ทรัพย์มันเข้าไปอยู่ไปพักบ้านนั้น มันไปอาศัยอยู่บ้านนั้น เพราะบ้านนั้นมีความสุข ทรัพย์นั้นก็ไปรวมเป็นก้อนเป็นกำ

   บ้านไหนมีความทุกข์ จิตใจสกปรกลามก ของดีมันก็เคลื่อนย้ายไป ที่โบราณเรียกว่า ทองลุก อาตมาเคยเห็นกับตาถึงได้เชื่อ ทองลุกเหมือนไฟพะเนียง และเคลื่อนย้ายออกไป นี่ทรัพย์มันเคลื่อนที่ได้ คนไหนมีบุญวาสนา มันก็เคลื่อนไปอยู่บ้านนั้นแหละ

   เมื่อตอนอาตมาเป็นเด็กนักเรียนมัธยม ๒ อยู่กับยาย ยายมีเงินกลมเยอะ มีทองสายสะพาย ๒ เส้น สร้อยคอสร้อยข้อมือเยอะ เงินเหรียญเงินกลมเป็นไหๆ ยายของอาตมาไปรักษาอุโบสถ ต้องค้างคืนที่วัด เช้าต้องไปรับ เวลาไปก็เตรียมทำกับข้าวใส่ปิ่นโตให้เสร็จ เมื่อทำบุญตักบาตรแล้วก็เก็บไว้รับประทานอาหารเพล และรอค้างคืน
รุ่งเช้าอาตมาก็ไปรับไปหาบกระบุงใส่ผ้าผ่อนท่อนสไบของคุณยายกลับบ้าน

   แต่อาตมาคิดเป็นอกุศล จิตเป็นอกุศล ไม่มีทรัพย์ คิดลักเงินกลมของยาย ไปแลกสตางค์แดงมาเล่นโยนหลุม พวกบ้านเหนือบ้านใต้ตอมกันเป็นกลุ่มหมด พอยายไปวัดแล้วมาชวนเล่นโยนหลุม อาตมาก็ลักเงินกลมเงินเหรียญบ้าง ไปแลกสตางค์แดงมีรู บาทหนึ่งแลกได้กี่สตางค์หรอก นี่สมัยเมื่อเป็นเด็ก

   พอถึงวันพระดีใจมาก ดีใจที่จะได้สร้างบาป โดยที่ยายไปอยู่วัด ไม่สนใจเรื่องทรัพย์ เงินทอง ยายไม่เคยนับ อาตมาตอนเป็นเด็กก้อลักเรื่อย วันพระละ ๑๐ ก้อน เงินกลม เงินเหรียญของรัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ มีมาก เอาไปแลกเป็นสตางค์โยนหลุมเสียหมด เพราะเล่นไม่เป็น เล่นเสียตลอดรายการ

   ในเวลากาลต่อมา ยายก็บอกว่า หลานเอ๋ย เขาปล้นกันที่บ้านบางม่วงหมู่โน่น ตีชิงวิ่งราวกันมาก จะเอาเงินไปไว้ที่ไหนดี ยายก็ออกหัวคิดโบราณ ฝังไว้เถอะ ฝังไว้ใต้ถุน ก็ตามใจยาย ฝังก็ฝังกัน รอให้เย็นๆ หมดแขก ลูกหลานไม่มาเยี่ยมยายแล้ว อาตมาก็ไปขุดใต้ถุน ขุดแล้วฝังไว้ ๒ ไห ไหหนึ่งเป็นเงินกลม เงินเหรียญ อีกไหหนึ่งเป็นทองคำ สร้อยข้อมือ กำไลเท้าเป็นทองคำ ทองมีสายสะพาย ๒ เส้นๆ ละ ๘ บาท สร้อยข้อมือข้างละ ๔ บาท ยังมีอยู่อันหนึ่งพิเศษ อาตมาก็เอาไปฝังเหมือนกัน เดี๋ยวนี้ไม่มีหรอก เขาเรียกร่างแหทองคำ ร่างแหเงิน ร่างแหนาก
ยายมีครบ อาตมารู้หมด อ้อ! ร่างแหเขายังทำด้วยทองคำ แต่บางบ้านไม่มีบุญวาสนา อย่าไปใช้ร่างแหทองคำนะ เจ๊งเลย นี่ยายเล่า อาตมาฝังแล้วเอาดินมาทา เอาขี้ควายมาทา เอากระพ้อมครอบอยู่ใต้ถุน

   ต่อมา ยายบอกว่าที่วัดศรัทธาภิรมย์มีเทศน์คาถาพัน เทศน์มหาชาติ ๓ วัน ๓ คืน ยายจะไปค้างวัด อาตมาก็ถามว่า “ยายไปค้างกี่คืน” ยายก็บอกว่า “๒ คืน หลาน” อาตมาก็นึกว่าสบายละคราวนี้ จะขุดขายแน่ อาตมาคิดทุกวัน ไม่มีสวดมนต์หรอก อาตมาสวดมนต์เป็น สวดมนต์ได้ ยายสอนให้สวด สวดแล้วขออธิษฐานให้ลักทองคำ ลักของยายให้ได้ นี่คิดเป็นอกุศลอย่างนี้

   พอไปถึงวันเทศน์มหาชาติ อาตมาก็ไปส่งยายแต่เช้ามืด ยายรักษาอุโบสถ ค้างวัด ๒ วัน ๒ คืน ฟังเทศน์มหาชาติ พอไปแล้ว เพื่อนก็ค่อยมาเล่น เดี๋ยวบ่ายๆ หน่อยจะไปเล่น ตั้งใจว่าจะลักขุดให้ได้

   อาตมาก็ไปเปิดกระพ้อมออก ขุดลงไปนะ ไม่มีเลยหายไปหมดเลย ไหสองลูกไม่มีเลยนะ มีรูทะลุไปทางหลังเรือนแปลกมาก เอ! ใครมาลักเอาไป อาตมาก็กลบไว้อย่างเดิม

ยายลืมเรื่องที่ฝังไว้ เพราะเงินที่ใช้มีอยู่มาก ที่ฝังไว้นี่ต่างหาก นี่ทรัพย์ที่หนีได้อย่างนี้ อาตมานึกถึงโบราณได้ว่า
เดินเรือนปึงๆ ยายตี บอกว่า “หลานอย่าเดินเรือนดัง ทรัพย์จะหนี” ต้องเดินเบาๆ รับประทานข้าวดังก๋องแก๋ง
ยายว่าเลยนะ ไม่มีคุณสมบัติเลยนะหลานเอ๋ย ทรัพย์ไม่มี เงินไม่มีนะ ทองก็หนีหมด

คนที่ไม่มีคุณสมบัติ แปลว่า คนไม่มีศีล ไม่มีธรรม ทรัพย์จะมาได้อย่างไร นี่ยายเล่า อาตมาก็ขุดไม่ได้เลย หนีหายไปไหนหมดไม่ทราบ มีรูโบ๋เลย หายไปทั้งไห ก็ไม่สงสัยว่าทรัพย์จะหนีได้ เข้าใจว่าขโมยลักไป แต่การฝังนั้นจะรู้กันยายกับอาตมาเท่านั้น คนอื่นไม่รู้ ป้าก็ไม่รู้ ทำไมหายได้ ขุดหาก็ไม่พบ

ในอวสานกาลยายป่วยหนัก ป่วยก็ไม่มีโรค คล้ายๆ ว่าทรุดลงไป กำลังถอยลงไป อายุ ๙๙ ปีพอดี อาตมาอยู่ปฏิบัติยายอย่างใกล้ชิด เหลืออีก ๗ วันจะตาย เจตภูติของยายไปเข้าฝันป้าชื่อ ป้าเหลี่ยม สะดวกดี ยายยังไม่ตายนะ ยังนอนอยู่ แต่สติดี ป้อนข้าวป้อนน้ำ แต่ยายก็เพลียลงไปๆ เขาเตรียมต่อโลงบำเพ็ญกุศล สวด ๗ วัน ๗ คืน ไปเข้าฝันป้าบอกว่า “หลานคนนี้สกปรก คิดจะเอาทรัพย์ไปทำลาย ทรัพย์เลยหนีไปอยู่ป่ากระชาย” หนีได้จริงๆนะ เราคิดจะขาย คิดจะทำลาย คิดจะเอาไปเล่นการพนัน ในที่สุดก็หนีไปจริงๆ

พอยายตายก็นำไปบำเพ็ญกุศล สวด ๗ วัน แล้วเก็บไว้ก่อน สองปีผ่านไปถึงจะทำศพ เวลาทำศพมีโขน ละคร
หนังใหญ่ ๒ วัน ๒ คืน ที่วัดศรัทธาภิรมย์ เรียกกันว่า วัดใหม่ศรัทธาราษฎร์

ที่วัดนี้มีปริศนาบอกไว้ว่า “วัดใหม่ไก่เตี้ยสวยจังขึ้นไข่ อิฐไม่ให้ขัด วัดไม่ให้ขุด บริสุทธิ์จึงเอาได้” มีน้ำมันโป อาตมาเห็นชัดเมื่อเป็นเด็ก นี่แหละปริศนาของคนโบราณนะ ในที่สุดอยู่ไหนรู้ไหม อยู่ที่ต้นมะม่วง ไข่สวยจังอยู่หน้าโบสถ์
ต้นใหญ่มาก มีมาแต่ครั้งไหนไม่ทราบ น้ำมันโปอยู่ในโพรงต้นไม้นี้ คนโบราณนี้สมองดีเหลือเกิน บางคนมีขุดโบสถ์ ขุดวัดเขาไม่ให้

ลุงอาตมาบวชเป็นพระ ท่านบอกว่าขออธิษฐานให้พบแล้ว จะเอาคืนที่ ตอนนั้นอาตมายังเป็นเด็กเล็กๆ เลย
ท่านก็ได้ที่ต้นมะม่วงไข่สวยจัง แหม! คนโบราณนี่ลึกซึ้งเหลือเกิน ปัญญาสูง เวลาคนมาทำบุญท่านก็เอามาทาตา
ทาให้อาตมาด้วย มองดูคนแล้วหัวเราะใหญ่เลย เพราะเห็นข้างในหมด นี่เล่าเรื่องเก่าให้โยมฟัง

ในที่สุดเอาศพยายเก็บเรียบร้อย ป้าเหลี่ยมก็เรียกอาตมาไปพบแล้วบอกว่า “เออ! มานี่ซิ ข้าฝันไปว่าเอ็งจะลักขโมยเงินยายไปเล่นจริงไหม?” อาตมาก็นิ่ง พูดว่า “จริงจังอะไร” ป้าบอกว่า “ฝันอย่างนี้ อยู่ที่ป่ากระชาย ไปช่วยขุดหน่อยได้ไหม”

อาตมาก็ไปช่วยขุด ก่อนขุด อาตมาก็มอมป้าเสียก่อน ป้าชอบน้ำตาลเมา ชอบดื่มเหล้า เลยเอาน้ำตาลเมามาให้ป้าดื่มเสียเมา แล้วก็ไปขุด พบไหจริงๆ อยู่ห่างจากเรือนไป ๕ วาในป่ากระชาย ที่อาตมาเคยปลูกกับยายไว้ ขุดมาได้หมดเลยนะ ได้เงินได้ทอง อาตมาก็หิ้วไปบ้านป้า

ป้าก็บอกว่า “หลาน ป้าจะแบ่งให้เจ้าบ้าง เจ้าไม่น่าคิดสกปรก จะทำลายทรัพย์ยาย” ตอนนั้นป้ายังเมาอยู่ อาตมาก็ยักทองไว้ ยังไม่บอกป้า ทอง ๒ เส้น สร้อยข้อมือ แล้วก็ร่างแหอีกด้วย แต่เงินกลมเอาไปเถอะ ป้าก็เอาไป อาตมาจึงรักษาไว้ พอป้าหายเมาแล้ว อารมณ์ดี อาตมาก็บอกว่า

“ป้า ไม่ใช่มีเฉพาะเท่านั้นนะ นี่สร้อยสายสะพาย ผมเป็นหลานนะ ผมดูแลยายมานะ ขอให้ผมเถอะ” ป้านิ่งอั้น อาตมาบอก “ขอป้าไม่ให้ก็ต้องเอา เพราะยักเอาไว้แล้ว” ป้าก็อโหสิกรรมให้ อาตมาก็เก็บไว้ ได้มีโอกาสสร้างโบสถ์วัดพรหมบุรี (ชื่อเก่าวัดกุฎีลอย) ขายสายสะพาย ๒ เส้นๆ ละ ๘ บาท เป็นทุนสร้างโบสถ์อุทิศส่วนกุศลให้ยาย ที่วัดพรหมบุรีมาจนบัดนี้ นี่แสดงให้เห็นชัด ทรัพย์เคลื่อนที่ได้ ถ้าคิดไม่ดีนะ

ขอฝากลูกหลานไว้ด้วย เป็นเด็กอย่าคิดไม่ดีต่อพ่อแม่ปู่ย่าตายาย อย่าลักทรัพย์ ถ้าทรัพย์มีคุณสมบัติ มันหนีได้จริงๆ บางบ้านจนทรัพย์ก็หนีไปอยู่บ้านคนรวย คนรวยน้ำใจ รวยบุญรวยกุศล ทรัพย์เข้าบ้านนั้นหมด นี่ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ อาตมาถึงได้ว่า ทองมันลุก ลุกจริงๆนะ ลุกหนีไปเลย มันไม่อยู่หรอก บ้านไหนอัปรีย์จัญไร ด่ากันไม่พัก ทะเลาะกันไม่พัก ทรัพย์หนีหมด ลองดูนะ

อาตมาขึ้นเรือนต้องล้างเท้าทุกครั้ง และต้องเดินค่อยๆ ยายบอกว่าอย่าเดินเรือนดัง กระทืบเท้าทรัพย์มันจะหนี คุณสมบัติจะไม่มี อาตมาจำได้มาตั้งแต่เป็นเด็ก ขอฝากญาติโยมไว้ด้วย ทรัพย์หนีได้จริงๆ ขอยืนยัน

นี่ป้าก็ตายไปแล้ว ยังอยู่แต่อาตมา ก็จะตายจากไป อาตมานึกดีใจมาได้ของดีทีหลัง ตอนบวชรักษาไว้จึงเอามาขายเอาเงินมาสร้างโบสถ์ให้ยาย ทรัพย์สมบัติจึงอยู่กับเรา ขายไปบาทละไม่เท่าไร ก็พอทุนซื้อเหล็กซื้อปูนสร้างโบสถ์วัดพรหมบุรี มาจนบัดนี้ เพราะอาศัยสร้อยสะพาย ๒ เส้น สร้อยข้อมือ ๒ เส้น และร่างแหอีก ก็คงจะได้บุญเยอะ
นี่แหละขอเจริญพรญาติพี่น้องว่า คนมีคุณสมบัติถึงจะมีทรัพย์ คนไม่มีทรัพย์จึงไม่มีคุณสมบัติ คนมันจนเงินจึงไม่ไหลเข้าไปนะ ไหลเข้าไปก็ขายหมดน่ะซิ ไปเล่นการพนัน ดื่มเหล้าหมด

อาตมานี่แหละเล่นโยนหลุม ทอยกอง เล่นการพนัน เล่นชิ่วลัก แพ้เขาเรื่อย เงินทองยายก็หมดเลยทองมันหนีไปได้ แต่มานึกได้ว่าเป็นกุศลจะได้สร้างโบสถ์ ในที่สุดทองก็มาอยู่กับเรา ๒ เส้น จนได้มาบวชในพระศาสนา

ขอชี้แจงให้ญาติโยมได้ทราบว่า ทรัพย์เคลื่อนที่ได้ คนที่จนบุญทานไม่ทำ มันก็จนอย่างนี้ ทรัพย์ก็หนีไปหมด
นี่แค่คิดว่าจะลักของยายเอาไปขาย หนีออกไปอยู่ป่ากระชายเลยนะ กลวงโบ๋ออกไปเลย ไหเคลื่อนที่ได้

คนก็เคลื่อนที่ได้นะ คนดีไปอยู่กับคนชั่วไม่ได้หรอก มันก็เคลื่อนย้าย คนชั่วไปอยู่กับคนดีเขาไม่ได้ คือลูกจ้างเดี๋ยวมันก็เคลื่อนย้ายของมันเอง ไม่ต้องไปไล่หรอก มันอยู่กับเขาไม่ได้หรอก มันไม่มีคุณสมบัติ ไม่มีบุญวาสนาจะอยู่กับบ้านนั้น จึงเคลื่อนย้ายไปเองโดยอัตโนมัติ เหมือนทรัพย์สมบัติต้องเคลื่อนย้ายดังกล่าวมาแล้ว

นี่เป็นกฎแห่งกรรม คิดจะลักเขา มันเป็นกฎแห่งกรรมนะ ทรัพย์เคลื่อนที่ได้ ทรัพย์หนีได้ คุณสมบัติไม่มี คนที่ปากเป็นทรัพย์ พูดเงินไหลมาเลย คนที่ไม่มีคุณสมบัติทางปาก ปากไม่มีทรัพย์ ปากเป็นกาลกิณี พูดเสียเงินนะ พูดเสียเงินทองตลอดรายการ ขอฝากไว้ด้วย

ทรัพย์เคลื่อนที่ได้ - กฎแห่งกรรม - หลวงพ่อจรัญ ฐิตตธัมโม

กฎแห่งกรรม - ทรัพย์เคลื่อนที่ได้
พระภาวนาวิสุทธิคุณ
๕ พ.ย. ๓๒

7
ถาม - ตอบ ปัญหาธรรม - หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

ถาม คนไข้อาการหนักควรทำจิตอย่างไร ? ให้ระงับความทุกข์ทุรนทุราย
ตอบ ถ้าคนไข้ที่เคยบำเพ็ญเพียรภาวนา ก็สามารถที่จะระงับจิตคือทำสติรู้อยู่ที่ความทุรนทุรายหรือความทุกข์ แต่คนไข้ที่ไม่ได้บำเพ็ญเพียรภาวนา ไม่ได้ฝึกหัดจิตแม้จะแนะนำอย่างไรก็ไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะตายเราควรที่จะได้ฝึกหัดซะให้มันคล่องตัว ถ้าใครหัดตายเล่น ๆ ก่อนที่จะตายจริง อันนี้ยิ่งดี เราจะได้รู้ว่าการตายนั้นคืออะไร เมื่อเกิดตายจริงขึ้นมาเราจะได้ไม่ต้องกลัว

ถาม การเปิดเทปธรรมะให้ฟังเมื่อจิตสงบนั้นจะช่วยให้ได้สุคติหรือไม่ ?
ตอบ การเปิดเทปให้ฟังบางทีคนไข้ถ้าตั้งใจจดจ่อฟังก็มีอานิสงส์ให้สุคติได้ แม้ว่าคำเตือนเพียงคำเดียวว่า จงทำสติระลึกถึงคุณพระคุณเจ้านะ เพียงแค่นี้เขาระลึกพระพุทโธ ธัมโม สังโฆ ในขณะนั้นก็สามารถที่จะไปสุคติได้ เช่น มัฏฐกุณฑลี ซึ่งเจ็บป่วยหนัก บิดาเป็นคนขี้เหนียว ไม่หายามารักษา พระพุทธเจ้าพิจารณาเห็นแล้วว่า เด็กคนนี้ในวันพรุ่งนี้จะตาย เมื่อตายลงไปแล้วจะตกนรก พระองค์ก็เสด็จไปโปรด พระองค์ทรงเปล่งรัศมีไปเตือนให้รู้ว่าพระองค์เสด็จมาโปรด นายมัฏฐกุณฑลีหันกลับมามองดูพระพุทธเจ้าเพียงแว๊บเดียว แล้วก็เกิดความเลื่อมใสขึ้นมา "โอ้โฮ้ ! พระพุทธเจ้าอัศจรรย์หนอ" แล้วก็ตาย ตายแล้วไปเกิดเป็นเทพบุตร อันนี้เป็นตัวอย่าง

ถาม การพิจารณาเกสาจะทำอย่างไร ?
ตอบ การพิจารณาเกสาก็เพ่งไปที่ผม เกสาคือผมเกิดอยู่บนศรีษะเป็นเส้น ๆ ข้างหน้ากำหนดหมายจากหน้าผาก เบื้องหลังกำหนดหมายท้ายทอย กำหนดหมายหมวกหูทั้งสองข้าง เมื่อน้อยก็ยังมีสีดำ เมื่อแก่ไปก็มีสีขาว เป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก เพราะเกิดอยู่ในที่ปฏิกูล ชุ่มแช่ไปด้วยปุพโพโลหิต มีอยู่ในกายนี้ เป็นของปฏิกูล เมื่อเหงื่อไคลไหลออกมาเราก็ต้องทำความสะอาดต้องตกแต่งต้องประดับอยู่เสมอ ถ้าหากว่าของนี้ไม่เป็นสิ่งปฏิกูลน่าเกลียดแล้วจะไปตกแต่งทำไม ? พิจารณาไปอย่างนี้ก็ได้ ซึ่งสุดแท้แต่สติปัญญาของเราจะพิจารณาได้ เพียงใดแค่ไหน หรือเราอาจจะพิจารณาว่าผมของเราตกแต่งแล้ว สวยงามจริงหนอ อะไรทำนองนี้ ทำสติรู้อยู่กับสิ่งนั้น ก็เป็นอุบายพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงเหมือนกัน

ถาม พิจารณากายแล้วมีอาการเหมือนโลหิตไหลในคอ ทำให้ไอ จาม
บางครั้งต้องลืมตาขึ้นไม่ทราบว่าจะปฏิบัติอย่างไร ?
ตอบ ในเมื่อพิจารณากายแล้วมีอาการอะไรเกิดขึ้น พยายามทำสติตามรู้สิ่งนั้น ๆ
ถ้าหากว่ามันจะไอ จะจามจริง ๆ แล้วก็จามออกมาซะ ไอออกมาซะ ให้มันสิ้นแล้วก็กำหนดสติ
พิจารณาไปให้จนคล่องตัว จนชำนิชำนาญ จนสามารถทำจิตให้สงบเป็นสมาธิได้ การไอจามก็จะหายไปเอง

ถาม จริงหรือไม่ที่ว่าผู้ที่จะนั่งสมาธิได้ผลเร็วนั้นจะต้องสะสมบารมีมาตั้งแต่ชาติก่อน ?
ตอบ อันนี้ทั้งจริงทั้งไม่จริง ผู้มีบารมีมาแต่ชาติก่อนแต่ว่าไม่ทำจริงมันก็ไม่ได้ผล ผู้ที่คิดว่าตัวเองไม่มีบารมีแต่ว่าทำจริงมันก็ได้ผลเร็วเหมือนกัน ใครจะไปรู้ว่าเรามีบารมีมาก่อนหรือไม่มีมาก่อน ถ้าใครไม่มีบารมีมาก่อน พอได้ยินเขาว่าสมาธิ เหม็นเบื่ออย่างกะอะไรไม่อยากจะทำ แต่พอได้ยินแล้วเกิดความเลื่อมใสอยากทำ ผู้นั้นแหละมีบารมีมาก่อนจึงอยากทำ

ถาม บางครั้งเคยเห็นสำนักที่สอนนั่งสมาธิ มีการเชิญวิญญาณเข้ามาทรง
อย่างนี้ถือว่าผิดแบบแผนทางพระพุทธศาสนาหรือไม่ ?
ตอบ การฝึกสมาธิเราพยายามที่จะสร้างจิตของเราให้เป็นอิสระแก่ตัว โดยไม่ตกอยู่ในอำนาจของสิ่งใด
แม้แต่กิเลสเราก็ไม่อยากจะให้เป็นนายเหนือหัวใจเรา การที่จะเชิญวิญญาณเข้ามาประทับทรงนั้นไม่ใช่วิสัย
ของนักปฏิบัติที่ถูกต้องจะพึงทำ

ถาม วิปัสสนูปกิเลสคืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
ตอบ วิปัสสนูปกิเลสคือสิ่งที่มันเกิดขึ้นมาแล้วเราไปหลงยึดถือ เช่น อย่างพวกที่ภาวนาแล้วเห็นนิมิต
รูปภาพต่าง ๆ แล้วก็ไปยึดว่าสิ่งนั้นเป็นของวิเศษ เกิดความรู้ความเห็นอะไรขึ้นมาแล้ว ก็ไปยึดสิ่งที่รู้ที่เห็นนั้นเป็นเรื่องสำคัญไปกำหนดหมายเอาว่าจิตต้องอยู่ในณานขั้นนั้น ต้องได้ณานขั้นนี้อะไรทำนองนี้ ถ้าหากว่าเราทำไม่ได้มันก็จะทำให้เกิดท้อถอย สิ่งใดที่เกิดเป็นผลงานขึ้นมาแล้วเราไปยึดสิ่งนั้นจนเหนียวแน่นแล้วก็ติดกับสิ่งนั้นด้วย สิ่งนั้นคือวิปัสสนูปกิเลส แต่ในแบบฉบับท่านว่าอุปกิเลส ๑๖ ประการ ขอให้คำจำกัดความหมายสั้น ๆ ว่า จิตของเรารู้เห็นสิ่งใดขึ้นมาแล้วยึดสิ่งนั้นอย่างเหนียวแน่น ถือว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีวิเศษถ้าไม่รู้อย่างนั้นเป็นอันว่าเป็นความรู้ที่ไม่ถูกทางอะไรทำนองนี้ แล้วก็ยึดสิ่งที่มันเกิดขึ้นเป็นวิปัสสนูปกิเลสทั้งนั้น ถ้าไปยึดว่าเราต้องนั่งสมาธิให้ได้ ๔-๕ ชั่วโมง. ให้ได้มาก ๆ ถ้าไม่ได้อย่างนั้นเป็นอันว่าปฏิบัติไม่ได้ผล หรือเกิดความรู้ความเห็นอะไรขึ้นมาแล้วยึดติดสิ่งนั้น ๆ เป็นวิปัสสนูปกิเลสรักษาศีลติดศีลก็เป็นวิปัสนูปกิเลส ทำสมาธิเกิดติดสมาธิก็เป็นวิปัสนูปกิเลส เกิดปัญญาความรู้อะไรต่าง ๆ ขึ้นมาแล้วไปหลงปัญญาความรู้ของตนเอง ขาดวิชชาสติปัญญาความรู้เท่าเอาทันเป็นวิปัสนูปกิเลสทั้งนั้น

ถาม ทำไมถึงว่าสมาธิเกิดในเวลานอนดีที่สุด ?
ตอบ ก็เพราะเหตุว่า แทนที่เราจะนอนหลับทิ้งเปล่า ๆ สมาธิเกิดขึ้นในขณะนั้นมันเป็นผลดีในการพักผ่อน เพราะเราพักผ่อนในสมาธิ ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เลือดลมหมุนเวียนได้สะดวกและจิตที่เป็นสมาธิในเวลานอนนั้นก็ได้ผลดีไม่แพ้การนั่งสมาธิ ที่ว่าสมาธิเกิดขึ้นในเวลานอนดีที่สุดก็เพราะว่าการมีสมาธิในท่านั่งบางทีมันอาจจะมีไม่นานนัก มีซัก ๕ นาที ๑๐ นาที มันก็ถอน ที่เรามีสมาธิในเวลานอนนี้เราอาจจะมีสมาธิตลอดคืนย่ำรุ่งก็ได้

ถาม ถ้าเป็นสมาธิเกิดขึ้นในขณะนั่งจะมีคุณค่าน้อยกว่าหรือไม่ ?
ตอบ ก็มีคุณค่าพอ ๆ กัน ถ้าจิตอยู่ในสมาธิได้นาน ๆ รู้ธรรมเห็นธรรมก็มีค่าเท่ากัน ที่ว่าถ้าทำสมาธิให้เกิดขึ้นในเวลานอนได้ดีที่สุดนั้น ก็เพราะว่าเป็นการฝึกทำสมาธิให้ได้ทั้งในท่านอน ท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน อะไรทำนองนี้ ถ้าทำจนคล่องตัวได้ทุกอิริยาบถยิ่งเป็นการดี เวลาเกิดขึ้นในเวลานั่งมีค่าเท่ากัน

ถาม พระพุทธเจ้าตรัสรู้เวลานั่งหรือเวลานอน ?
ตอบ พระพุทธเจ้าตรัสรู้เวลานั่ง แต่ว่าเวลาท่านนอนท่านก็ทำสมาธิ พระพุทธเจ้านอนตั้งแต่ ๔ ทุ่ม
แล้วไปตื่นเอาตี ๓ ชั่วขณะตั้งแต่ ๔ ทุ่มถึง ตี ๓ ท่านก็ทำสมาธิ ท่านแก้ไขปัญหาเทวดา การแก้ไขปัญหาเทวดาต้องพูดกันทางสมาธิไม่ได้พูดด้วยปาก เอาใจพูดกันถ้าหากใจพระพุทธเจ้าไม่มีสมาธิ ในขณะนั้นสัมผัสรู้เทวดา
ได้อย่างไร

ถาม ความปิติที่เกิดขึ้น ทำอย่างไรจึงจะให้สงบลง ?
ตอบ เมื่อปิติมันเกิดขึ้นไม่ต้องไปทำให้มันสงบลง กำหนดจิตรู้มันอยู่เฉย ๆ บางทีมันอาจจะกระโดดโลดเต้น หัวเราะ ร้องไห้ขึ้นมาก็ตาม ทำสติตามรู้มันตลอด ในเมื่อมันไปจนหมดฤทธิ์มันแล้วมันสงบลงเอง ถ้าเราไปบังคับให้มันสงบลง ทีหลังปิติมันจะไม่เกิด เมื่อปิติไม่เกิดการปฏิบัติมันก็ท้อถอย อย่างปัญหาที่ว่า ภาวนาเมื่อก่อนนี้ทำไมมันสงบสบายดี แต่เวลานี้มันขี้เกียจเบื่อหน่าย เบื่อหน่ายเพราะไม่มีปิติ

ถาม แต่บางครั้งรู้สึกว่าคล้ายจะสำลัก มีความรู้สึกอิ่ม ?
ตอบ เมื่อปิติเกิดขึ้นแล้ว สารพัดที่มันจะแสดงอาการออกมา บางทีก็ทำให้รู้สึกจะสำลัก บางทีทำให้ร้องไห้ หรือหัวเราะ บางทีทำให้ตัวสั่น บางคนปีติเกิดวางมือจากประสานกันมาตบหัวเข่าตัวเองก็ดี อันนี้เป็น
อาการของปีติ ซึ่งสุดแท้แต่นิสัยของใครจะแสดงออกมาอย่างไร

ถาม การทำสมาธิเวลานอนหมายถึงการท่องพุทโธไปจนหลับใช่หรือไม่ ?
ตอบ ใช่ การทำสมาธิโดยการท่องภาวนาพุทโธ เราท่อง ๆ ไปจนกระทั่งใจมันท่องพุทโธเองได้ยิ่งดี
นอนหลับมันก็ท่องอยู่ ตื่นมันก็ท่องอยู่ยิ่งดี

ถาม การปฏิบัติเสร็จแล้วได้นอน ขณะที่นอนก็ภาวนาพุทโธต่อไป มีอาการจิตดิ่งลงก็ได้ ตามรู้อารมณ์จิตสักครู่รู้สึกว่าเหมือนกับตัวหมุนไปรอบห้อง บางครั้งรู้สึกว่าตัวพอง ลมจะระเบิดหลังจากนั้นก็ไม่ค่อยสงบ ?
ตอบ อาการอย่างนี้เป็นอาการที่จิตจะเตรียมเข้าไปสู่ความสงบเมื่อมีอาการอย่างนั้นเกิดขึ้นผู้ปฏิบัติก็มาเอะใจตกใจกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่าง ๆ จิตไปยึดอยู่ที่นั่น บางทีมันก็พยายามที่จะระงับไม่ให้เป็นอย่างนั้น บางทีมันระงับได้ บางทีจิตมันดิ่งลงไปแล้ว มันระงับไม่ได้รู้สึกว่าทำให้เกิดมีอาการต่าง ๆ เกิดขึ้นอันนี้เป็นเรื่องของธรรมดา
แต่เราควรจะทำสติรู้อยู่เฉย ๆ จนกว่ามันจะเกิดความสงบลงไปได้จริง ๆ

ถาม ในการสวดคาถาพระกัณฑ์ไตรปิฎก ได้อานิสงส์อย่างไร ?
ตอบ พระกัณฑ์ไตรปิฎกก็เป็นบทสวดมนต์บทหนึ่ง อานิสงส์ ก็คือเป็นการอบรมจิตและเป็นการทรงจำพุทธพจน์ คำสอนของพระพุทธเจ้า บางทีผู้ตั้งใจสวดด้วยความมีสติสัมปัชัญญะแล้ว อานิสงส์ของการสวดนั้น
จะทำให้จิตมีสมาธิ มีปิติ มีความสุข ตามหลักการทำสมาธิเป็นการอบรมจิต พระกัณฑ์ไตรนี้ก็หมายถึงยอดพระไตรปิฎกอักขระทุกบททุกตัวที่ท่านเอามารวมกันไว้เป็นหัวใจพระไตรปิฎก ถ้าใครจำหัวใจพระไตรปิฎกได้
ก็เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ทรงไว้ซึ่งพระศาสนาคำสอนของพระพุทธเจ้า
เป็นสิ่งที่มีอานิสงส์อย่างมากมาย

ถาม คฤหัสถ์ต้องทำธุรกิจการค้า วิธีจะรักษาศีลข้อมุสาวาทให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร ?
ตอบ มีวิธีอย่างนี้ ถ้าสมมติว่าเราไปซื้อของมาขาย เราขายของให้ลูกค้า ถ้าลูกค้าว่า "ทำไมขายแพง" "ต้นทุนมันสูง" "ต้นทุนมันเท่าไหร่" คิดค่าเสียเวลา ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ค่าเสียภาษี ดอกเบี้ย บวกเข้าไป ค่าของที่มาตกค้างอยู่ในร้านค้า ทุนมันก็เพิ่มขึ้น ๆ ยิ่งค้างอยู่นานเท่าไหร่มันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ๆ ซื้อมาทุน ๑๐ บาท ก็ตีราคาทุนมัน ๑๒ บาทก็ได้ ไม่ใช่โกหก เพราะว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เราเดินทางจากโคราชไปเอาที่กรุงเทพฯไปก็ต้องเสียค่ารถ เอารถไปเองก็ต้องเสียค่าน้ำมัน ค่าสึกหรอรถ ค่าอาหารการกินของผู้ที่ไป พอได้แล้วก็ต้องเสียค่าขนส่ง มาแล้วก็ต้องเสียภาษีดอกเบี้ย เราก็คิดรวมเข้าไปซิ นักการค้าต้องเป็นคนฉลาดคนรักษาศีลก็ต้องเป็นคนฉลาด แต่ว่าเรามีเจตนาโกหกเขามันก็ผิดศีลข้อมุสาวาท มันจะไปยากอะไรการรักษาศีลข้อมุสาวาท

ถาม ปฏิบัติแล้วไม่ก้าวหน้า เกิดความท้อแท้จะมีวิธีแก้อย่างไร ?
ตอบ ปฏิบัติแล้วไม่ก้าวหน้าท้อแท้ ปฏิบัติไม่ถึง ไม่ถึงขั้นสละชีวิตเพื่อข้อวัตรปฏิบัติ พอปฏิบัติไปนิดหน่อยเมื่อยก็รำคาญหยุดซะ ขาดความอดทน ถ้าจะให้ก้าวหน้าต้องให้จับหลักการปฎิบัติให้มั่นคง อย่าเหลาะแหละเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ จะบริกรรมภาวนาพุทโธ เอ้า! ฉันจะภาวนาพุทโธอยู่อย่างนี้จนจิตมันจะสงบ ตั้งนาฬิกาเอาไว้วันนี้จะนั่งสมาธิ ๑ ชม. ๒ ชม. แล้วปฏิบัติให้มันได้ วันหนึ่งจะนั่งสมาธิวันละกี่เวลาก็ปฏิบัติให้มันได้ จะเดินจงกรมวันละกี่เวลา เวลาออกจากที่นั่งสมาธิมาแล้ว ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นอารมณ์จิตให้มีสติอยู่ตลอดเวลา แม้ว่านอนหลับลงไปแล้วจิตมันคิดอะไรก็ปล่อยให้มันคิดไป ให้มีสติกำหนดตามรู้ไป ในเมื่อมันไปสุดช่วงมัน แล้วมันจะเกิดความสงบเองแล้วจะก้าวหน้าเอง อันนี้ที่เราปฏิบัติไม่ได้ผลเพราะว่าเราขาดความอดทน ทำไม่ถึง แล้วก็ทำไม่ถูกต้อง พอปฏิบัติพุทโธ ๆ ก็ไปข่มจิตจะให้มันสงบ ทีนี้พอไปข่มมันก็ปวดหัวปวดเกล้าปวดต้นคอขึ้นมาก็ทนไม่ไหววิธีการที่จะท่องพุทโธ ก็ท่องพุทโธ ๆ ๆ อยู่เฉย ๆ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ ท่องมันไว้ตลอดเวลา เวลาออกจากที่นั่งสมาธิแล้ว เราไม่มีการสำรวม ไม่มีการฝึกสติ วันหนึ่งเรานั่งสมาธิไม่ได้ถึง ๔ ชม. แต่เวลาที่เราปล่อยให้มันไปตามอำเภอใจ ๒๐ ชม. มันไปสกัดกั้นกันได้อย่างไร ? เพราะฉะนั้นต้องทำให้มาก ๆ อบรมให้มาก ๆ มันถึงจะก้าวหน้า

ถาม การปฏิบัติที่ก้าวหน้าจะมีวิธีอย่างไร สังเกตได้อย่างไร ?
ตอบ การปฏิบัติเพื่อก้าวหน้าก็ดังที่กล่าวแล้ว สังเกตว่าเราปฏิบัติแล้วได้อะไร เอาศีล ๕ เป็นข้อวัด เมื่อเรามีเจตนาละเว้นโทษตามศีล ๕ ถ้าเราละได้โดยเด็ดขาด นั่นแหละเป็นผลได้ของเรา ถ้ายิ่งจิตใจไม่ต้องอดต้องทนต่อการที่จะทำบาปความชั่ว เจตนาที่คิดจะทำความชั่วผิดบาป ๕ ข้อ นั้น ไม่มีเลย แม้ว่าจิตยังไม่เป็นสมาธิก็ตามก็ได้ชื่อว่าเราปฏิบัติได้ผล

ถาม ทำอย่างไรคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนจึงจะอยู่อย่างมีความสุข ?
ตอบ สุขเกิดจากความไม่มีหนี้ ถ้าทรัพย์ไม่มีหาความสุขไม่ได้หนี้สินถมหัวก็ยิ่งทุกข์หนัก นี่ปฏิบัติ ๒ ข้อนี้พอ แล้วจะมีความสุข สุขอย่างคฤหัสถ์นี่มันสุขเพราะมีที่ดินอยู่ มีเรือนอยู่ มีเงินใช้ ไม่เป็นหนี้เป็นสินใคร แม้ว่าใจมันจะทุกข์เพราะเหตุอื่นก็ยังได้ชื่อว่าเป็นความสุข ถ้าคฤหัสถ์มีศีล ๕ นั่งสมาธิภาวนาแถมมีเงินมีทองใช้ มีบ้านอยู่ยิ่งสุขใหญ่อันนี้คือสุขคฤหัสถ์ สุขเพราะความไม่มีโรคนั่นก็เป็นสุขอันหนึ่ง

ถาม เมื่อมีความโกรธเกิดขึ้นจะมีอุบายในการระงับความโกรธได้อย่างไร ?
ตอบ ประการแรก อดทน อย่าให้ความโกรธมันใช้มือไปทุบคนโน้นคนนี้ อย่าให้ความโกรธใช้ปากไปด่าคนโน้นคนนี้ ใช้ความอดทนในเมื่อเรายังไม่มีอุบาย ทีนี้อุบายถ้าเราจะใช้ก็พิจารณาถึงอกเขาอกเรา โกรธแล้วเราไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแก แม้ในใจมันโกรธอยู่แต่ไม่ทำสิ่งนั้นลงไป มันก็ไม่มีบาปมีกรรมอะไร ในเมื่อโกรธมันไปจนสุดฤทธิ์แล้วมันก็หมดไปเองเมื่อเรายังไม่มีอุบาย ถ้าเรามีอุบายพิจารณาว่าความโกรธมันเป็นทุกข์อย่างนี้ ๆ เราไม่ควรโกรธเลย ๆ เอาแค่นี้ก็ได้ แต่ประการสำคัญที่สุดโกรธแล้วต้องระวังอดกลั้นอย่าเผลอไปทำความผิดพลาดอย่างรุนแรงขึ้นมา เมื่อทำผิดพลาดลงไปแล้วมันจะเสียใจภายหลัง เช่นพ่อแม่โกรธลูกคว้าไม้เรียวมาเฆี่ยนมันอย่างไม่นับ จนหนังมันแตกเป็นริ้วเป็นรอยเลือดสาด ในขณะที่เราทำอยู่นั้นเราอาจจะคิดว่าเราได้ทำอะไรสมที่โกรธแล้ว แต่เมื่อโกรธมันหายไปแล้ว อะไรมันจะเกิดขึ้น ความเสียใจภายหลังเดี๋ยวก็นั่งร้องไห้กอดเขา "เราไม่น่าทำเลย"

ถาม การฆ่าเพื่อป้องกันตัว บาปหรือไม่ ?
ตอบ การฆ่าเพื่อป้องกันตัวนี่ก็บาป ฆ่าป้องกันตัวนี่ก็บาป ฆ่าเพื่อสนุกก็บาป ขึ้นชื่อว่าการฆ่าบาปทั้งนั้น แต่ว่าฆ่าพ่อฆ่าแม่เป็นอนันตริยกรรม เป็นกรรมหนัก ฆ่าบุคคลผู้มีคุณธรรมไม่เบียดเบียนใครก็เป็นบาปหนัก ฆ่าคนที่มีจิตใจโหดร้าย ฆ่าข้าศึกก็บาป แต่ว่าบาปน้อยกว่าผู้มีคุณมีบุญ จะไม่บาปเลยนั้นเป็นไปไม่ได้ ทีนี้อย่างตำรวจไปฆ่าโจรผู้ร้าย โจรผู้ร้ายมันก่อความเดือดร้อนให้แก่บ้านแก่เมือง ฆ่าคนวันละ ๑๐ - ๒๐ คน ตำรวจไปฆ่ามันตายเสียได้ทั้งบาปได้ทั้งบุญ ได้บาปเพราะการฆ่า ฆ่าคนที่มีจิตใจโหดร้าย ไม่มีศีลธรรม ไม่มีกฏหมาย มีค่าเท่ากันกับสัตว์เดรัจฉานที่ดุ ๆ เช่น ฆ่างูพิษ เป็นต้น เพราะว่าจิตใจมันโหดร้าย มีค่าเท่ากันกับสัตว์เดรัจฉาน แต่ว่าจะไม่บาปเลยนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าบุญก็ได้ บุญก็หาบบาปก็หิ้ว ในกรณีที่กล่าวนี้บุญมันได้มากกว่าบาป เพราะคนที่รอวันตาย
วันละ ๑๐ - ๒๐ คน นั้นก็พ้นอันตรายไป

ถาม เมื่อมีกามตัณหาเกิดขึ้นเราควรจะระงับอย่างไร ?
ตอบ ระงับด้วยความอดทนอดกลั้น ระวังอย่าทำผิดวินัย ถ้าเป็นพระเป็นสงฆ์ ราคะความกำหนัดยินดีเกิดขึ้นเราก็อดทนอดกลั้น อุบายวิธีถ้าเมื่อมันเกิดขึ้นระงับไม่ไหว ก็ลุกไปเดินจงกรมบ้าง ไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิบ้าง พิจารณาอสุภกรรมฐานบ้าง ตัณหาโดยทั่ว ๆ ไป ตัณหาความทะเยอทะยานอยากได้อยากดี อยากมีอยากเป็นเกิดขึ้น ซึ่งยังเป็นวิสัยของผู้ยังต้องการทรัพย์สมบัติ ท่านก็ให้ระมัดระวังการแสวงหาผลประโยชน์อย่าให้ผิดศีลข้ออทินนาทาน ในเมื่อเราไม่ผิดศีลข้ออทินนาทาน ก็เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ในขอบเขต ปุถุชนจะไม่ทะเยอทะยานนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อความทะเยอทะยานตัณหาเกิดขึ้นให้นึกถึงศีลธรรมและกฏหมายปกครองบ้านเมือง
ถ้าหากว่าตัณหาเกี่ยวกับเพศตรงข้าม พระภิกษุสงฆ์ให้พิจารณาอสุภกรรมฐานให้มาก ๆ

ถาม เวลาเราประสบกับเหตุร้าย ๆ เกิดความทุกข์ใจจะมีวิธีหรืออุบายทำใจให้ไม่เป็นทุกข์ได้อย่างไร ?
ตอบ ปุถุชนไม่มีทาง อดทนทุกข์ไปจนกว่าทุกข์มันจะสร่างไปเอง หรือหากว่าใครสามารถนั่งสมาธิเข้าสมาธิได้เร็ว ถ้าจิตเข้า สมาธิมีปิติความสุขได้ ทุกข์มันก็หายไป สำหรับปุถุชนผู้ยังมีกิเลสอยู่นี่จะไปละทุกข์มันไม่ได้ แล้วตามหลักการพระพุทธเจ้าว่าทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ "ตังโข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว" ทุกข์เป็นธรรมชาติที่พึงกำหนดรู้ ไม่ใช่เรื่องละ เราก็กำหนดว่าทุกข์เราได้กำหนดรู้แล้ว ถ้าทุกข์ใจมันมีอยู่แนวทางปฏิบัติสมาธิภาวนา กำหนดเอาทุกข์เป็นอารมณ์ เราอาจจะท่องในใจว่า ทุกข์หนอ ๆ ๆ ก็ได้ ในเมื่อท่องทุกข์หนอ จิตมันสงบเป็นสมาธิลงไปแล้ว ทุกข์มันก็หายไป ในเมื่อออกจากสมาธิมาแล้วมันทุกข์อีกภาวนามันต่อไป หลักแก้มันก็อยู่ที่ตรงนี้

ถาม - ตอบ ปัญหาธรรม - หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

10
พุทธปณิธาน - ชั่วโมงที่ 01 - 2 - กฏหมาย กฏเกณฑ์ ระเบียบ เครื่องป้องกันภัยทางสังคม




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม
Pages: [1] 2 3 ... 10