Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
โอวาทธรรม - คำสอน - หลวงปู่ขาว อนาลโย

แก่นของธรรมแท้อยู่ที่สติ ให้พากันหัดทำสติให้ดี
ให้สำเหนียก ให้แก่กล้า
 สตินะทำเท่าไรก็ไม่ผิด เมื่อมีกำลังสติดีแล้วจิตมันจึงรวม
เพราะสติก็แม่น (คือ) จิตนั่นแหละ
เพราะเหตุนั้นพวกเราต้องอบรมสติ
ครั้นมีสติแก่กล้า ทำให้มันดีแล้ว ไม่พลาด
ทำก็ไม่พลาด พูดก็ไม่พลาด คิดก็ไม่พลาด

เรื่องเหล่านี้มันเป็นเพราะจริตของแต่ละบุคคล นิสัยมันต่างกัน
พระพุทธเจ้าก็บอกไว้หมดละ จริตของคนที่มีราคะมาก
ให้อาศัยพิจารณาอสุภะอสุภัง ให้เห็นความเปื่อยเน่า
จะอิดหนาระอาใจ เบื่อหน่าย ถอนจากความกำหนัดได้
 
แก้โทสะให้มีเมตตา แผ่เมตตาบ่อยๆ มากๆ
ยืน เดิน นั่ง นอน มันก็อ่อนลงเอง
แก้โมหะความหลงให้ใช้ปัญญา
พิจารณาไตร่ตรองชำระจิต

โอวาทธรรม - คำสอน - หลวงปู่ขาว อนาลโย

2
มนุษย์มี 4 ประเภท - หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ

มนุษย์มีหลายประเภท เช่น มนุสสเทโว ดูรูปร่างลักษณะเป็นมนุษย์แต่ จิตใจเป็นเทวดา เรียกว่ามนุษย์ใจบุญมีคุณธรรมประจำตัว เป็นผู้มีหิริความ ละอายในการทำชั่วทางกายและมีความละอายในการพูดชั่วเป็นนิสัย โอตตัปปะ เป็นผู้มีจิตใจกลัวในบาปอกุศลและกลัวในผลของบาปจะตามสนอง เป็นผู้มีความ รักความสงสารในหมู่มนุษย์ด้วยกัน และมีความรักความสงสารในหมู่สัตว์ทั่วไป เป็นผู้มีนิสัยช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอ มนุสสมนุสสานัง ดูรูปร่างลักษณะเป็น มนุษย์และจิตใจก็เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เรียกว่าผู้ถึงพร้อมด้วยมนุษย์สมบัติ การ ทำการพูดจะมีสติปัญญารอบรู้รับผิดชอบในตัวเอง เป็นผู้ไม่อิจฉาพยาบาทจองเวร กับใคร ๆ เป็นผู้มีน้ำใจให้ความเป็นธรรมในมวลหมู่มนุษย์และสัตว์ดิรัจฉานทั่ว ไป นิสัยของมนุษย์สมบัติจะพรรณนาให้จบในที่นี้ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องยาว ให้ สังเกตดูได้ว่ามนุษย์สมบัติอยู่ที่ไหน จะเกิดความอบอุ่นใจเย็นใจกับผู้ได้สัมผัส ความซื่อสัตย์สุจริตจะมีพร้อมอย่างสมบูรณ์ เป็นผู้รู้จักตอบบุญแทนคุณแก่ผู้มีพระคุณ เป็นผู้ไม่เห็นแก่ตัว เป็นผู้มีน้ำใจช่วยเหลือแก่ผู้อื่นสัตว์อื่นอยู่เป็นนิตย์ เป็น ผู้มีความเข้าใจในเรื่องหัวอกเขาหัวอกเราได้เป็นอย่างดี ไม่เหมือนกับพวกมนุสส เปโต
 
         มนุษย์พวกนี้ ดูรูปร่างจะเหมือนมนุษย์ทุกอย่างก็ตาม แต่จิตใจนั้นเป็น เปรต ในลักษณะนิสัยของเปรตจะไม่อิ่มพอในความต้องการ มีความหิวกระหาย อยู่ตลอดเวลา มีความตระหนี่ขี้เหนียวมิยอมเสียสละแบ่งปันสมบัติที่มีอยู่ให้แก่ ใคร ๆ จึงให้ชื่อว่า ความโลภนั้นเอง โลภอะไรบ้างนั้นก็เป็นเรื่องยาว ขอให้ วิจัยวิจารณ์ดูเองก็แล้วกัน มนุสสติรัจฉาโน ดูรูปร่างลักษณะเป็นมนุษย์อยู่ก็ตาม แต่ใจเหมือนสัตว์ เดรัจฉาน เป็นคนใจต่ำทราม ไม่มีความละอายในการกระทำของตัวเอง จะหาความสุขที่ไหนก็ทำตามใจตัวเอง จะมีคนอื่นเห็นก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มี สติปัญญาความสำนึกว่าอะไรควรหรือไม่ควร เป็นผู้มีราคะ โทสะจัด ไม่มี ความอดทนทำอะไรไปตามความต้องการ เป็นผู้มีนิสัยสวยจังมโหดก้าวร้าว ไม่พอ ใจไม่ชอบใจกับใคร ๆ ก็จะหาวิธีกลั่นแกล้ง ให้คนอื่นเกิดความเสียหายอยู่เรื่อยไป ในลักษณะใจที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน จะพรรณนาให้จบลงในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เช่น กัน ให้ทุกคนได้สังเกตดูตัวเองบ้าง ถ้าหากเรามีนิสัยอย่างนี้จะมีวิธีแก้ไขตัวเอง ได้อย่างไร ในชาติที่เป็นมนุษย์นี้ดีอยู่แล้ว ในชาติหน้าต่อไปเราจะรักษาชาติที่ เป็นมนุษย์นี้ได้อีกหรือไม่ จะมีสิ่งใดทำให้เราเปลี่ยนภพชาติของมนุษย์นี้ กลาย เป็นภพชาติอื่นไป นั้นคือใจ ผู้จะไปเกิดในภพไหนชาติใด ใจจะวางทิศทางเอา ไว้ทั้งหมด จึงเรียกว่า มโนกรรมเป็นตัวแปรที่สำคัญ
 
          ผู้ไปเกิดในภพของเทวดา อินทร์พรหม ก็คือใจเป็นกุศลกรรม ผู้จะไปเกิดในภพภูมิของเปรต ไปเกิดใน หมู่สัตว์เดรัจฉาน หรือจะไปตกนรกทนทุกข์ทรมาน ก็คือใจเป็นอกุศล หรือจะ กลับมาเกิดเป็นมนุษย์สมบัติอีกก็ต้องมีคุณธรรมหรือศีลห้าประจำใจ ถามว่าคน บาปมากเมื่อตายไปมีสิทธิ์มาเกิดเป็นมนุษย์ในชาติต่อไปได้อีกหรือไม่ ตอบ มา เกิดไม่ได้ เพราะกรรมชั่วจะพาไปเกิดในอบายภูมิต่อไป เว้นเสียแต่มนุษย์ที่มี บาปน้อยจึงจะได้มาเกิดเป็นมนุษย์ได้ แต่เศษของกรรมนั้นก็ยังติดตามมาให้ผลใน ชาตินั้นอยู่ เรียกว่าวิบากกรรม ให้ผลแก่บุคคลที่เกิดมีความแตกต่างกันดังเห็นอยู่ ในที่ทั่วไป ใครมาจากภพอะไรนิสัยกิริยาและพฤติกรรมการแสดงออกทางกาย และวาจาจะเป็นสื่อให้รู้กันได้ โลกมนุษย์นี้อยู่ในท่ามกลางของจักรวาลอื่น เป็นจักรวาลหนึ่งในแสนโกฏิ
 
          จักรวาลมีจักรวาลเดียวเท่านี้ที่สัตว์มีชีวิตอยู่ได้ เป็นจักรวาลที่มีความสมบูรณ์ใน ธาตุสี่ขันธ์ห้า มีอากาศธาตุที่เหมาะสมกับมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายให้มีชีวิตอยู่ มี ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และอากาศธาตุ เป็นไปในอุตุสัปปายะ มนุษย์และสัตว์ที่มีธาตุสี่ ก็อาศัยธาตุสี่ของโลกนี้เป็นอาหารเลี้ยงชีวิตให้อยู่ได้ โลกที่มนุษย์อาศัยอยู่นี้เป็นศูนย์รวมให้แก่จักรวาลทั้งหลาย ส่วนจักรวาลอื่นมนุษย์ จะไปอยู่แบบถาวรเป็นครอบครัวสืบพันธุ์เหมือนโลกนี้ไม่ได้ จักรวาลอื่นเพียง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ก็อยู่อาศัยได้ชั่วคราว เมื่อถึงกาล เวลาก็กลับมาเกิดในโลกนี้ตามเดิม จะไปเกิดในจักรวาลของเทวดา อินทร์ พรหม ก็อยู่ชั่วคราวแล้วก็กลับมาเกิดในโลกนี้อีก จะไปเกิดในภพของเปรต สัตว์เดรัจฉาน จะไปตกในนรกอเวจีที่มีอายุยาวนานก็ตาม เมื่อหมดกรรมชั่วก็จะ กลับมาเกิดในโลกนี้อีกเช่นกัน ฉะนั้นโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่นี้จึงเป็นศูนย์รวมของ จิตวิญญาณของสัตว์โลกทั่วไป จิตวิญญาณจะไปเที่ยวในจักรวาลใด จะไปเที่ยว วัฏจักรใด ก็ต้องมาสร้างกรรมในโลกนี้ทั้งนั้น ใครสร้างกรรมอะไรไว้ดีหรือชั่ว อย่างไร ก็จะได้ไปตามกรรมที่ทำไว้นั้นเอง เช่นครอบครัวเดียวกันอยู่ร่วมกัน อย่างมีความสุขแต่กรรมทำคนละอย่าง คนหนึ่งทำกรรมชั่ว คนหนึ่งทำกรรมดี เมื่อชีวิตหมดไปก็จะแยกทางไปตามกรรมใครกรรมมัน เว้นเสียผู้มีศีลเสมอกัน มี ความเห็นเหมือนกันและได้ทำกรรมอย่างเดียวกัน พวกนี้ไปไหนไปด้วยกัน เกิด ที่ไหนไปเกิดด้วยกันได้

มนุษย์มี 4 ประเภท - หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ
บ้านจอมยุทธ

3
หลวงปู่สอนศิษย์ - หลวงปู่บุดดา ถาวโร

เหตุอัศจรรย์ที่หล่มสัก

หลวงปู่เดินทางไปโปรดโยมและพักค้างคืนที่บ้านโยม อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ข้าพเจ้าติดตามไปด้วย
ตกกลางคืน ช่วงหลวงปู่พักผ่อน ญาติโยมที่ติดตามหลวงปู่รวมทั้งข้าพเจ้าด้วยเตรียมตัวเข้าที่พักเพื่อพักผ่อนเช่นกัน
เวลาประมาณ ๐๒.๐๐ น. ข้าพเจ้าตื่นด้วยความกังวล เป็นห่วงหลวงปู่ เกรงว่าท่านจะกิจส่วนตัวไม่สะดวกด้วยไม่ชินสถานที่
ข้าพเจ้ามองไปยังที่หลวงปู่จำวัดก็เกิดเหตุอัศจรรย์ ข้าพเจ้าเห็นหลวงปู่อยู่ในมุ้งองค์ใหญ่มากกว่าปกติ อีกทั้งยังมี
แสงสว่างนวลอร่ามดังแสงจันทร์เพ็ญนวลรอบกายหลวงปู่ ข้าพเจ้าปีติเป็นอย่างยิ่ง ขณะนั้นพระอุปัฎฐาก(หลวงพี่มหาทอง)
ยังจำวัดอยู่ใกล้หลวงปู่ข้าพเจ้ารีบลุกมาปลุกหลวงพี่เพื่อดูแลหลวงปู่ รุ่งเช้าข้าพเจ้าเล่าให้หลวงปู่ฟัง
หลวงปู่บอกว่าเมื่อคืนเทพเทวามาฟังธรรมกันมากมาย ดังนั้นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็นเมื่อคืนจึงถือเป็นบุญตาของข้าพเจ้า
ซึ่งมิอาจจะลืมภาพที่เห็นนี้ได้ตลอดชั่วชีวิต

ขออย่าเปียกฝน
เย็นวันหนึ่งหลังจากเลิกงาน ข้าพเจ้าข้ามเรือที่ศรีย่านตั้งใจจะไปกราบหลวงปู่ที่วัดอาวุธฯกับเพื่อน ช่วงเรือกำลังแล่นข้ามฟาก
เกิดพายุฝนลมแรงมาก ข้าพเจ้ากลัวเรือจะล่มเนื่องจากกลัวตายเพราะว่ายน้ำไม่เป็น จึงเผลอตัวพูดออกมาดัง ๆ กับเพื่อนว่า
หลวงปู่เจ้าขาอย่าเพิ่งให้ฝนตกให้ลูกถึงวัดเลียก่อน ปรากฏว่าฝนก็ไม่ตกพายุก็เบาลง พอถึงศาลาธรรมสาร ที่หลวงปู่พักอยู่
ฝนก็เทกระหน่ำชนิดไม่ลืมหูลืมตา ข้าพเจ้าเข้าไปกราบหลวงปู่
หลวงปู่พูดว่า“ ไม่ให้เปียกฝนแล้วนะเพื่อนที่ไปด้วยทำหน้างง ๆทำไมหลวงปู่จึงได้ยินที่เราขอท่านในเรือ

ได้สอบ
 
ในฤดูเข้าพรรษาพระเณรที่จำวัดที่วัดกลางชูศรีเจริญสุข จะได้รับ การฝึกอบรมธรรมะเรียนนักธรรมตรี
นักธรรมโท และนักธรรมเอก เมื่อออกพรรษาแล้ว มีการสอบสนามหลวง ก็จะไปสอบที่วัดพิกุลทอง
อ.ท่าข้าม จ.สิงห์บุรี มีสามเณรองค์หนึ่งเรียนเก่งมาก แตกฉานในธรรมะสอบผ่านได้เปรียญ ๓ ประโยค
และ ๔ ประโยค ตามลำดับ สามเณรอีกองค์ก็อยากจะทราบว่าตนจะสอบได้ไหมจึงนมัสการถามหลวงปู่ท่านว่า
หลวงปู่ครับ ผมจะสอบได้ไหม หลวงปู่ตอบว่าได้สอบ ทราบภายหลังว่าสามเณรองค์นั้น
สอบไม่ผ่านเพียงแค่ได้สอบเท่านั้นเอง ตามที่หลวงปู่บอก

นาย พลเอก
เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๓๐ คณะศิษย์ได้จัดงานฉลองอายุให้หลวงปู่ที่วัดบุปผารามขากลับ
โยมได้นิมนต์หลวงปู่แวะรับสังฆทานพร้อมพระเณรที่ติดตามหลังจากฉันน้ำร้อน น้ำชา แล้ว
ท่านหันไปทางเด็กชายอายุ ๔ เดือน แล้วอุ้มนั่งตัก จ้องหน้าแล้วพูดว่า
หลวงปู่- นายพลเอก กลัวไม่ทันหรือ รีบมาเกิด
สามเณร - หลวงปู่ชอบอุ้มเด็กน้อยหรือ
หลวงปู่ - คุ้นเคยกันมา ถึงอุ้ม
ญาติโยมที่ได้ฟังจึงเข้าใจว่าเด็กชายผู้นี้
อดีตชาติเป็นทหารและคุ้นเคยกับหลวงปู่มาก่อน

อัศจรรย์ใจ
ข้าพเจ้ากับเพึ่อนชื้อหนังสือประวัติหลวงปู่ครูบาชัยยะวงศายะ ถวายครูบาอาจารย์ทุก ๆองค์แล้ว ตั้งใจจะนำมาถวายหลวงปู่บุดดา
เมึ่อมาถึงท่านกำลังจำวัดอยู่ ข้าพเจ้ากับเพึ่อนนั่งคอยเมื่อ ท่านตื่นจะได้ถวายหนังสือ คอยเป็นนานสองนาน
หลวงปู่ก็ไม่ตื่นสักทีจึงบอกกับเพื่อนว่าจะกลับแล้ว จะทำอย่างไรดีถึงจะได้ถวายหนังสือ
ทันใดนั่นเอง เหมือนท่านทราบด้วยญาณ ท่านชี้ไปที่ตู้หนังสือ แล้วพนมมือสาธุๆทั้งๆที่หลับตาอยู่
ข้าพเจ้านั่งมองอยู่เห็นเช่นนั้น เกิดความมหัศจรรย์ในใจว่า หลวงปู่ทราบได้อย่างไร

สงเคราะห์ โยม
เย็นวันหนึ่งข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์จากพระอุปัฏฐากว่า หลวงปู่ท่านมากรุงเทพฯ ตอนนี้พักอยู่แถวลาดพร้าว
ข้าพเจ้าดีใจเพราะไม่ได้กราบหลวงปู่นานแล้ว จึงพาลูกชายลูกสะใภ้และหลานไปกราบ ทราบจากพระอุปัฏฐากว่า
หลวงปู่ไม่ได้ตั้งใจจะมากรุงเทพฯ หลวงปู่ได้รับนิมนต์มาฉันเพลจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อฉันเพลเสร็จหลวงปู่ท่านก็ชวน
หลวงปู่ - ไปเยี่ยมโยมกันไหม (หมายถึงมารดาของพระ)
พระอุปัฏฐาก - เจ้าอาวาสไม่อยู่ครับหลวงปู่ รถก็ไม่มี
หลวงปู่ - ไปรถเมล์ก็ได้ พระอุปัฏฐาก -....
(เป็นที่ทราบกันว่า ถ้าท่านจะไปก็ต้องไป ถ้าเป็นกิจที่ท่านต้องสงเคราะห์โยม เลยต้องหารถมาส่งหลวงปู่ถึงกรุงเทพฯ)
หลวงปู่ท่านแจกแป้งมงคลทุก ๆ คน พอลูกสะใภ้ข้าพเจ้าเข้าไปกราบ ท่านก็เอาแป้งเทลงบนศีรษะ
และเรียกเข้าไปรับแป้งหลายครั้งก็ไม่ได้เฉลียวใจอะไร
ได้เวลาก็ลาท่านกลับรุ่งขึ้น

อีกสองวันหลังจากเลิกงานแล้วกลับมาบ้านประมาณ ๒ ทุ่ม เห็นลูกสะใภ้นอนคลุมโปง คราง ฮือ ฮือ อยู่
ข้าพเจ้าจึงถามว่าเป็นอะไร เขาก็บอกว่าปวดท้อง ข้าพเจ้าเห็นผิดปกติจึงให้ลูกชายส่งโรงพยาบาล ซึ่งพอลูกชายกลับมาบ้านบอกว่า
หมอรับตัวให้อยู่โรงพยาบาล เลยถามลูกชายว่า หมอบอกเป็นอะไร ลูกชายก็ว่ายังไม่ทราบ พรุ่งนี้หมอตรวจอีกครั้งจึงจะทราบ
ตอนเช้าไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าท้องนอกมดลูก ถ้าโตกว่านี้จะอันตรายมากหมอจึงให้น้ำเกลือ เด็กออกมาแล้ว
เป็นเด็กหญิงอายุราว 3-4 เดือน ดีว่าเด็กออกมาแล้วเสียชีวิตไม่งั้นอาจจะเสียชีวิตทั้งแม่และเด็ก
ลูกสะใภ้เล่าให้ฟังว่าเขามีเม็นส์ทุกเดือน จึงไม่ทราบว่าท้องและไม่มีอาการใด ๆ มาก่อน
พระคุณของหลวงปู่ที่เมตตาต่อข้าพเจ้าและครอบครัว
ครั้งนี้นับว่าใหญ่หลวง ข้าพเจ้าไม่มีโอกาสที่จะทดแทนได้หมด
 
จึงได้แต่ตั้งจิตอธิษฐานว่า งานอะไรที่หลวงปู่มอบหมายหรือไม่ก็ตาม ถ้าไม่เกินความสามารถข้าพเจ้าจะทำให้ที่สุด
เท่าที่โอกาสจะอำนวย เพื่อทดแทนพระคุณ และยึดเอาคำสั่งสอนของท่านไปประพฤติและปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น
จนกว่าจะเข้าถึงพระนิพพาน

สอบผ่าน

ลูกชายของเพื่อนข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคหัวใจ ต้องทำการผ่าตัด เพื่อนข้าพเจ้าเป็นทุกข์มาก กินไม่ได้นอนไม่หลับกลัวลูกจะมีอันเป็นไป เพราะผ่าตัดหัวใจนั้นอันตรายมาก ยิ่งเป็นลูกคนเล็ก ด้วยแล้วยิ่งห่วงมาก ใครว่าพระที่ไหนดีก็ไปกราบไหว้ขอพึ่งบุญบารมีท่านให้ช่วยสงเคราะห์ลูกชาย ให้พ้นจากอันตรายทั้งปวง ทราบมาว่าหลวงปู่ท่านมาเทศน์ที่สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ข้าพเจ้าจึงชวนเพื่อนไปกราบหลวงปู่ เพื่อท่านจะได้แผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรของลูกชาย ให้ผ่านพ้นและปลอดภัยจากการผ่าตัดครั้งนี้ เมื่อท่านฉันเพลเรียบร้อยข้าพเจ้าก็พาเพื่อนและลูกชายเข้าไปกราบ และเรียนท่านว่า

ข้าพเจ้า-หลวงปู่เจ้าคะหลานน้อยนี้ป่วยเป็นโรคหัวใจ หมอจะผ่าตัดวันมะรืนนี้เจ้าค่ะ
หลวงปู่ - เออ สอบผ่าน แล้วท่านก็เอาแป้งโรยบนศีรษะให้
หลังจากนั้นลูกชายเพื่อนก็เข้ารับการผ่าตัดและปลอดภัย
มีสุขภาพดีขึ้นมาจนทุกวันนี้ด้วยบารมีหลวงปู่

หลวงปู่สอนศิษย์ - หลวงปู่บุดดา ถาวโร

รวบรวมจากหนังสือ หลวงปู่สอนศิษย์สองเล่ม และ ภาค "หลวงปู่สอนศิษย์"
ในหนังสือครบรอบ ๑ศตวรรษ หลวงปู่บุดดาถาวโร

4
ความประมาทหนทางสู่ความตาย - หลวงพ่อลี ธมฺมธโร

ออกพรรษาในปี ๒๔๗๔ หลวงพ่อลีมีจิตผ่องใสเบิกบานเต็มที่ การเข้าโมกธรรมอย่างเต็มที่ในพรรษาที่ผ่านมา
คือ ธรรมอันเป็นเครื่องหลุดพ้นจากการเกิดแก่เจ็บตาย ทำให้เบาสบายตลอดวันคืน

หลวงพ่อลีได้กราบลาพระอุปัชฌาย์จากวัดสระปทุมออกธุดงค์ ผ่านจังหวัดอยุธยา สระบุรี ลพบุรี อำเภอท่าตะโก
และบึงบอระเพ็ด เพื่อไปโปรดพี่ชายและเพื่อนฝูงเมื่อครั้งยังเป็นฆราวาส

ในระหว่างที่อยู่ในจังหวัดนครสวรรค์ได้ออกไปพักอยู่ในป่า ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๒๐ เส้น
วันหนึ่งได้ยินเสียงช้างป่ากับช้างบ้านที่ตกมันร้องเสียงดัง ชาวบ้านที่แวะเวียนมากราบนมัสการบอกให้ทราบว่า
ช้างทั้งสองกำลังต่อสู้กัน ช้างทั้งคู่สู้กันหลายครั้งนานถึง ๓ วัน ช้างป่าสู้ไม่ได้บาดเจ็บและหมดแรงตายไปในที่สุด
ส่วนช้างบ้านตกมันไม่เป็นไร แต่ช้างผู้ชนะกลับยิ่งเพิ่มความบ้าคลั่งขนาดหนักพลุกพล่าน อาละวาดดุร้าย
จนควาญช้างผู้เลี้ยงเอาไม่อยู่ เอางาไล่ทิ่มแทงผู้คนรอบบริเวณนั้น
ขุนจบฯ เจ้าของช้างเห็นเหตุการณ์ไม่ดีเช่นนั้นจึงนิมนต์หลวงพ่อลี
เข้าไปพักในบ้านเสียก่อน จนกว่าอาการตกมันของช้างจะหายเป็นปกติ

หลวงพ่อลีปฏิเสธคำขอเช่นนั้น แม้จะมีอาการหวาดหวั่นต่อภัยที่อาจจะเกิดขึ้น
แต่ท่านเชื่อในอำนาจเมตตาแห่งอิทธิพุทธะ

คืนนั้น...ขณะที่เจริญภาวนาสำรวจภาวนาจิตของตนเอง ถึงความกลัวช้างตกมันทำร้าย
และได้วิเคราะห์แล้วว่าสิ่งที่ตนกลัวก็คือ "กลัวตาย"

จิตได้ถามอีกว่า "แล้วทำไมจะต้องกลัวตาย?"

ด้วยเหตุนี้เองท่านจึงสืบเสาะหาที่มาของความกลัวตาย จึงได้ความว่า...ความตายนั้นเป็นของน่ากลัวสำหรับมนุษย์และสัตว์
สำหรับสัตว์เมื่อกลัวแล้วก็ได้แต่วิ่งหนีอะไรที่มันนึกว่าจะทำให้มันตายได้ มันก็หลบไปชั่วครั้งชั่วคราวไปจนกว่ามันจะตายจริง !

แต่สำหรับมนุษย์นั้นมีปัญหารู้ได้ว่า ตัวเองนั้นจะต้องตายแน่ ถึงจะไปทางไหนก็ต้องตายจนได้ในวันหนึ่งวันใด
แต่ก็ไม่อยากตาย อยากมีชีวิตอยู่ไปนาน ๆ ถึงจะเจ็บไข้พิการอย่างไรก็ยังขอให้มีชีวิตเอาไว้ !!

ดังนั้นหากมีวิธีใดที่ยืดอายุได้ก็จะรีบทำ แม้กระทั่งหาพระหาเจ้าช่วยก็ต้องเอา
คนทั่วไปคิดถึงเรื่องความตายเป็นของน่ากลัวเพราะอะไรนั้นหรือ ?
ก็เพราะความหวงและห่วงชีวิตนี้ประการหนึ่ง ด้วยความไม่รู้ว่าตายแล้วจะเป็นอย่างไรอีกประการหนึ่ง

และประการสุดท้าย คือ คนไม่รู้ว่าตายแล้วไปไหน !
เพราะตอนนี้ชีวิตอยู่ทั้งบุญและบาปที่ทำไว้นั้นจะติดตามไปหรือไม่ ?
ด้วยเหตุนี้คนจึงกลัวความตายกันอย่างมาก !

ภาวะจิตของหลวงพ่อลียังคิดต่อไปอีกว่า เกิดก็ทุกข์ ตายก็ทุกข์..แล้วจะไปคิดถึงเรื่องความตายทำไมให้เสียเวลา...
เมื่อตายแล้วยังมีที่ไป ก็แปลว่าตายแล้วก็ต้องไปเกิดอีก เมื่อเกิดอีกทีก็ต้องทุกข์อีก
"สู้มานั่งคิดว่า ทำอย่างไรตายแล้วจะไม่เกิดไม่ดีกว่าหรือ ?!"

ใช่แล้ว...พุทธศาสนามีคำตอบ คือ นิพพาน เป็นสถานที่ไม่มีทุกข์ เพราะไม่เกิดอีก เป็นการดับสูญโดยสิ้นเชิง
เมื่อหลวงพ่อลีคิดได้เช่นนี้ ความกลัวตายจึงมลายหายไปสิ้น หายใจเข้าก็ตาย หายใจออกก็ตาย หลวงพ่อจึงมอง
เห็นความตายเหมือนสายฟ้าแลบ เกิดขึ้นแล้วหายไปชั่วพริบตา

รุ่งขึ้น...เวลาบ่าย ๆ ช้างตกมันเชือกนั้นตะเวนมาหยุดห่างที่หลวงพ่อปักกลดเพียง ๒๐ วา
ท่านก็มิได้ตระหนักกลัว แต่อย่างใด กลับแผ่เมตตาจิตให้มัน เจ้าช้างตกมันเชือกนั้นจ้องมาทางท่าน
เป็นเวลาเกือบ ๑๐ นาที แล้วมันก็หันหลังกลับเดินเข้าป่า

เช้าวันต่อมา มีญาติโยมที่ต่าง ๆ ทราบข่าวว่าช้างตกมันไม่สามารถทำอะไรหลวงพ่อลีได้
พากันมากราบนมัสการท่านเพื่อขอของดีไปป้องกันตัวกันมากมาย

หลวงพ่อกล่าวว่า "ของดีของอาตมานั้น คือความเมตตา"

เมื่อมาถึงพระอุปัชฌาย์(หนู) ได้มอบหน้าที่งานแทนพระใบฎีกาบุญรอด พร้อมกันนั้นได้เรียนพระธรรมตรี และเรียนกรรมฐานอีก
จึงมีภาระยุ่งยากหลายอย่าง อาการของจิตจึงมีอาการเสื่อมคลายไปบ้างบางเวลา จึงต้องใช้กรรมฐานข่มจิต
มิให้วอกแวกออกไปนอกลู่นอกทาง

ในพรรษานี้พระอุปัชฌาย์ ได้เรียกให้ไปอยู่กุฏิใหม่กับท่านซึ่งเป็นกุฏิหลังใหญ่ ที่ท่านผู้หญิงตลับ ภริยาเจ้าพระยายมราช (ปั้นสุข)
เป็นผู้สร้างถวายโดยช่วยท่านแต่งโน่นแต่งนี่ ส่วนงานที่เคยทำพระอุปัชฌาย์ได้มอบหมาย ให้พระรูปอื่นทำแทน
ทำให้เบาใจไปได้ในบางเวลา

ช่วงนี้หลวงพ่อลี ได้ตรวจจิตของตนเอง รู้สึกว่าเลื่อมใสในทางปฏิบัติ คือ จิตจะหันไปทางโลกเสียบ้าง ได้คิดต่อสู้อยู่จนตลอดพรรษา
จู่ ๆ วันหนึ่งได้เกิดความคิดในใจว่า ถ้าเราอยู่ในพระนคร (กรุงเทพ) นี้เราคงต้องสึกแน่ ถ้าเราจะไม่สึกเราต้องออกจากพระนคร
ไปอยู่ป่าครั้นตกลางคืน ฝันเห็นพระอาจารย์หลายท่านมากล่าวตักเตือนอยู่บ่อย ๆ
ช่วงนี้กองทัพกิเลสเข้ารบกวนจิตใจท่านหลายอย่างและหลวงพ่อพยายามต่อสู้อย่างเต็มที่ ความอัศจรรย์ได้เกิดขึ้นเป็นข้อเตือนใจ
ให้ท่านได้อยู่ในสมณเพศต่อไป

ครั้งแรก
ขณะที่ออกบิณฑบาตในตรอกวัดสระปทุม พอเดินไปถึงหน้าบ้านที่เขาจะใส่บาตรเกิดรู้สึกปวดหนักจนแทบไม่ไหว
จะเดินออกไปรับบิณฑบาตก็เดินไม่ได้ ก้าวขาไม่ออก พยายามอดกลั้นขยับขาเดินได้ทีละคืบไปถึงป่ากฐินข้าง
รีบวางบาตรลอดรั้วเข้าป่า

เมื่อทำธุระเสร็จออกจากป่าอุ้มบาตรออกมาบิณฑบาตต่อไป วันนั้นได้ข้าวไม่พอฉัน กลับถึงวัดจึงเตือนตนเองว่า
"มัวแต่คิดเรื่องไร้สาระมิหาแก่นสารในธรรม ใครจะมาใส่บาตรให้ฉัน"

ครั้งที่สอง
ออกบิณฑบาตแต่เช้า เดินข้ามสะพานหัวช้างวกเข้าถนนเพชรบุรี ข้าวแม้แต่ทัพทีเดียวก็ไม่ลงบาตร บังเอิญมองเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง
เห็นยายแก่ไว้ผมยาวมวยคว้าไม้กวาดตีหัวตาแป๊ะส่วนตายแป๊ะคว้ามวยผมถีบหลังยายแก่
จึงได้ข้อธรรมว่า "หากสึกออกไปเป็นฆราวาสมีครอบครัว ตัวเราโดนอย่างนี้ จะทำอย่างไรกัน คงบ้านแตกสาแหรกขาดแน่"

เมื่อหลวงพ่อกำหนดพิจารณาเห็นเช่นนั้น เกิดความเบื่อหน่ายสังเวชสลดในชีวิตฆราวาสออกไปโดยลำดับ

ครั้งที่สาม
วันนั้นเป็นวันเทศกาลได้ออกบิณฑบาตแต่เช้ามืด เดินไประหว่างตลาดประตูน้ำสระปทุม แล้ววกกลับมาทางหลังวัด
บริเวณนั้นมีคอกม้า มีถนนดินเวลาฝนตกถนนลื่นมากในบาตรมีข้าวเต็ม ในจิตคิดไปถึงเรื่องอื่น ๆ จนเผลอตัว
หลวงพ่อได้ก้าวลื่นถลาล้มลงไปในบ่อข้างถนนหัวเข่าทั้งสอง จมลงไปอยู่ในโคลน ข้าวในบาตรหกหมดเกลี้ยงเนื้อตัวเลอะเทอะ
ไปด้วยโคลน จึงรีบกลับวัดทันที ท่านนึกตรึกตรองบอกว่า หากจิตยังโลดโผน แล่นไปอย่างนี้ไม่มีจุดหมายเพราะขาดสติ
จนการทำให้เกิดการประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น...เป็นเพราะสติตัวเดียวแท้ ๆ

ครั้งที่สี่
ออกบิณฑบาตเช่นเคย เดินไปถึงวังพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าธานีนิวัตร ซึ่งพระองค์ท่านใส่บาตรประจำวันแก่พระทั่ว ๆ ไป
วันนั้นมีญาติโยมมาตั้งโต๊ะใส่บาตรอยู่ตรงข้าง จึงเดินไปรับบาตรญาติโยมคนนั้นเสียก่อน พอรับเสร็จแล้วหันกลับไปยังหน้าวัง

พอดีมีเมล์ขาวนายเลิศวิ่งมาอย่างรวดเร็วเฉียดศีรษะห่างหนึ่งคืบ
คนโดยสารบนรถพากันร้องโวยวายกันใหญ่ ตนเองก็ยืนตะลึงอยู่เป็นเวลาหลายอึดใจ

กลับถึงวัดสติก็ร้องบอกเตือนว่า "นี่เป็นอีกคราหนึ่งที่เราขาดสติและประมาท"

คืนนั้น...ท่านจึงได้ปฏิบัติภาวนาพิจารณาจิตของตนเองที่บกพร่อง จึงเห็นว่า...คนที่นับถือศาสนาพุทธอยู่ทุกวันนี้
ดูออกจะแสวงหาสิ่งต่าง ๆ จากศาสนาพุทธไม่ตรงกันเป็นต้นว่า แสวงหาความสงบบ้าง แสวงหาฤทธิ์อำนาจที่อยู่นอกเหนือธรรมชาติบ้าง

ตลอดจนถึงแสวงหาความอยู่ยงคงกระพันเมื่อมีสิ่งเหล่านี้ ก็ปฏิบัติธรรมะต่างกัน โดยบรรลุให้ถึงความประสงค์
แต่ความจริงที่แท้แล้ว ธรรมทุกอย่าง การปฏิบัติทุกอย่างย่อมนำไปสู่สติ คือ ความไม่ประมาทอย่างเดียวกันทั้งนั้น
หากคนทั้งหลายที่นับถือศาสนาพุทธ เข้าใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในความจริงข้อนี้ การปฏิบัติศาสนาพุทธก็จะอยู่ในร่องรอยมากขึ้น
ไม่แตกออกไปเป็นลัทธิต่าง ๆ อย่างที่มีอยู่ในปัจจุบัน และผู้ปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ จะได้รับประโยชน์มาก...

คือ...จะมีสติ หรืออยู่ในความไม่ประมาทอันเป็นอมฤตธรรมที่พิสูจน์ได้และถูกต้องที่สุด !!...

ความประมาทหนทางสู่ความตาย - หลวงพ่อลี ธมฺมธโร
คัดลอกจาก: แก่นธรรมพระแท้แสงเพชร

5
ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย - หลวงปู่กินรี จนฺทิโย

หลวงปู่กินรี จนฺทิโย กำเนิดในสกุล "จันศรีเมือง" เดิมท่านมีชื่อว่า "กลม" โยมบิดาชื่อ โพธิ์ โยมมารดาชื่อ วันดีเกิดเมื่อวันพุธที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๙ ตรงกับปีวอก แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๕ รศ. ๑๑๕ ณ บ้านหนองฮี ตำบลปลาปาก อำเภอหนองบึก (อำเภอเมือง) ปัจจุบัน เป็นตำบลหนองฮี อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม มีพี่น้อง ๗ คน หลวงปู่เป็นลูกหล้าน้องสุดท้อง ด้วยฐานะทางครอบครัวที่ประกอบอาชีพชาวนา และมีพี่น้องหลายคน แม้จะมีใจรักในการศึกษา แต่ก็ขาดโอกาสในการศึกษาต่อ จึงได้รับการศึกษาสามัญเบื้องต้น ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรมและปฏิปทา
 
เมื่ออายุ ๑๐ ขวบ ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดหนองฮี ได้ศึกษาหนังสือธรรม หนังสือผูก ทั้งภาษาขอม ภาษาไทยน้อยหรืออักษรธรรมและภาษาสมัยไทยปัจจุบัน เมื่ออายุ ๒๐ ปีได้อุปสมบทที่วัดเกาะแก้ว เขตอำเภอธาตุพนม ต่อมาด้วยความห่วงใยบิดา-มารดา และได้รับการขอร้องด้วยความเป็นบุตรคนเล็ก ท่านจึงลาสิกขาตามความต้องการของโยมพ่อและโยมแม่ใช้ชีวิตฆราวาสไม่ราบรื่นและไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก เป็นนายฮ้อยวัวควายก็ขาดทุนอย่างหนัก หลวงปู่เล่าว่า เพราะการกระทำของท่านพรากพ่อ-แม่-ลูก วัว ควาย ที่ขายไปถิ่นต่างๆ ย่อมเป็นบาปอย่างมหันต์ ผลกรรมจึงย้อนตอบสนองให้ต้องสูญเสียภรรยาหลังจากคลอดบุตรได้ไม่นาน และได้สูญเสียลูกอันเป็นสุดที่รักซ้ำอีก เพราะทารกน้อยขาดนมจากผู้เป็นแม่ความสูญเสียอันใหญ่หลวงของท่านทำให้เป็นทุกขเวทนา ความอาลัย อาวรณ์ ความโศกเศร้า ทับถมเพิ่มทวีความทุกข์ยิ่งขึ้นด้วยความทุกข์เป็นกุศลปัจจัยผลักดัน และบันดาลใจให้ท่านก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์สู่ความเป็นบรรพชิตในบวรพุทธศาสนา

 อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดศรีบุญเรือง ตำบลกุดตาไก้ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๕ (อายุครบ ๒๕ ปี พอดี) โดยมีพระอาจารย์วงศ์เป็นพระอุปชฌาย์ มีพระอาจารย์พิมพ์กับพระอาจารย์พรหมา เป็นพระคู่สวด ได้ชื่อใหม่จากพระอุปัชฌาย์ จาก "กลม" เป็น "กินรี" ฉายาว่า "จนฺทิโย" หลังจากอุปสมบท หลวงปู่ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านหนองฮี ได้สงเคราะห์ญาติหลานๆ ด้วยการให้ความรู้เรื่องภาษาไทย อบรมสั่งสอนการอ่านเขียนภาษาไทย หลวงปู่เป็นตัวอย่างแห่งความมุ่งมั่นจริงจังและพากเพียร

ขณะที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองฮี ท่านได้ขุดลอกสระน้ำขนาดใหญ่ ด้วยตัวของท่านเอง จนเป็นผลสำเร็จให้วัดและชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์มีน้ำอุปโภคบริโภคมาจนทุกวันนี้ การแสวงหาธรรมปฏิบัติได้เกิดขึ้น เป็นช่วงตอนปลายของทศวรรษแรกของการอุปสมบทด้วยการเดินทางไปศึกษาเล่าเรียนพระกรรมฐานกับท่านพระอาจารย์หลวงพ่อทองรัตน์กนฺตสีโล ที่สำนักบ้านสามผง ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม เป็นจุดเกิดและเป็นก้าวแรกที่ท่านรับเอาพระกรรมฐานเข้าไว้ในจิตของท่าน

หลวงปู่ได้ศึกษาการปฏิบัติ ภาวนากับครูอาจารย์ระยะหนึ่ง ท่านก็เดินทางกลับมาอยู่ที่วัดบ้านเกิดและไปกราบครู อาจารย์ร่วมธุดงค์ไปมาหาสู่อยู่เสมอ ท่านได้นำเอาข้อปฏิบัติ พระธรรมกรรมฐานมาอบรมสั่งสอนชาวบ้านหนองฮี ได้สงเคราะห์โยมมารดาและญาติด้วยการบวชชีและได้จัดตั้งสำนักสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสีในบ้านเกิด ชื่อว่า "สำนักสงฆ์เมธาวิเวก"ในระหว่างที่หลวงปู่ไปมาหาสู่เพื่อคารวะ และปฏิบัติธรรมในสำนักของพระอาจารย์ทองรัตน์นั้น ท่านอาจารย์ทองรัตน์ได้พาหลวงปู่เดินทางไปกราบนมัสการ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสนากรรมฐานผู้มีชื่อเสียงและเกียรติคุณเลื่องลือโด่งดังมาก

 ในขณะที่หลวงปู่มั่นธรรมจารย์ผู้มีปรีชาสามารถ พำนักอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร เพื่อรับโอวาทจากท่าน หลวงปู่มั่นท่านได้อบรมสั่งสอนธรรมแก่หลวงปู่กินรี ถึงข้อปฏิบัติธรรมกรรมฐานนั้น ซึ่งมีรากฐานอยู่ที่การกระทำศีล ให้สมบูรณ์บริบูรณ์พร้อมๆ ไปกับการเจริญ สมาธิภาวนา เพื่อจะทำจิตให้สงบระงับจากอารมณ์ทั้งปวง เพราะความที่จิตปลอดจากอกุศลว่างเว้นจากอารมณ์ อันเกิดจากการสัมผัสทางอายตนะ คือ ที่ตั้งแห่งการกระทบมี ๖ คู่ อันได้แก่ ตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับการสัมผัสทางกาย และใจที่กระทบกับอารมณ์ในภายในที่ทำให้เกิด เวทนาความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ รู้ดี รู้ชั่ว รู้สวย รู้ไม่สวย รู้น่ารัก รู้ไม่น่ารัก ทั้งหลายแล้ว จิตใจก็ย่อมจะตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว อารมณ์นั้นก็ได้แก่พระกรรมฐาน หมายถึง การเอาพระกรรมฐานเข้ามาตั้งไว้ในใจความตั้งมั่นของจิตในลักษณะการเช่นนี้ ย่อมจะทำจิตให้สงบอย่างเดียว เป็นความสงบที่สะอาดและบริสุทธิ์ผุดผ่องใส หลังจากนั้นแล้วจึงหันมาพิจารณาธาตุทั้ง ๔ อันได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม และพิจารณาขันธ์ทั้ง ๕ อันได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ให้รู้ว่าธาตุขันธ์และรูปนามทั้งหลายเหล่านี้ แท้จริงก็คือบ่อเกิดของความทุกข์โศกร่ำไรรำพันนานาประการทั้งปวงนั่นเอง

หลวงปู่มั่นท่านได้อบรมสั่งสอนข้อธรรมแก่หลวงปู่กินรีเป็นประจำและเมื่อท่านพบหน้าหลวงปู่กินรีท่านมักจะเอ่ยถามไปว่า
 "กินรี ได้ ที่อยู่แล้วหรือยัง? " คำถามของหลวงปู่มั่นนั้นมิได้หมายถึงที่อยู่ในวัดปัจจุบัน แต่ท่านถามถึงส่วนลึกของใจว่า
มีสติตั้งมั่นหรือยัง ถ้ายังท่านก็จะกล่าวอบรมต่อไป ซึ่งส่วนมากหลวงปู่มั่นท่านจะเน้นให้เห็นถึงว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
เป็นบ่อเกิดของความทุกข์เพราะเกิดจากอวิชชา คือ ความไม่รู้แจ้งในความเป็นของไม่เที่ยง ในความเป็นของเสื่อมโทรมของธาตุขันธ์ทั้งหลาย เป็นเหตุและเพราะความไม่รู้จักสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริงวามันมิใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ไม่รู้จักความไม่เที่ยงไม่รู้จักความเป็นทุกข์และไม่รู้ความเป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตนตามความเป็นจริงแล้ว อาสวะกิเลส คือ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ก็ย่อมครอบงำจิตของคนๆ นั้นให้มืดมัว เร่าร้อนและเป็นทุกข์ได้ในที่สุด

หลวงปู่มั่นท่านอบรมสั่งสอนหลวงปู่กินรีต่อไปว่า การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นมีรากฐานสำคัญอยู่ที่
การปฏิบัติศีลเป็นเบื้องต้น และทำสมาธิ ในท่ามกลางเพื่อจะให้เกิดปัญญา ความรู้แจ้งแทงตลอด
ในธาตุขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นได้ในที่สุด และเพื่อจะให้รู้

ความจริงก็ต้องหมั่นพิจารณาว่าร่างกายของเราที่ปั้นปรุงขึ้นมาจากธาตุทั้ง ๔ นี้ ประกอบอยู่ด้วยธาตุอีกอย่างหนึ่งซึ่งแบ่ง
ออกได้เป็น ๔ อย่าง ได้แก่ เวทนา คือ ความรู้สุข รู้ทุกข์ และไม่สุข ไม่ทุกข์ สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ในอายตนะทั้งหลาย
ที่มากระทบแล้วรู้สึกแล้ว สังขาร คือ ความไกลเวียนปรุงเปลี่ยนไม่หยุดอยู่ของนามธาตุนั้น วิญญาณ คือ ความรู้สึก
ได้ รวมเป็น ๔ อย่างด้วยกัน เรียกว่า นามขันธ์ เมื่อรวมเข้ากับธาตุ ๔ คือ รูปขันธ์ด้วยแล้วจึงเป็นขันธ์ รวมย่อแล้ว
เรียกว่ากายกับใจนี้เป็นสิ่งที่ไม่ยืนยงคงที่ ไม่เที่ยงแท้แน่นอนอะไรเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ร่างกายเนื้อหนังของเรานี้
เป็นของไม่สวยไม่งาม สกปรกโสโครกโดยประการทั้งปวง การภาวนาที่ถูกต้องจะต้องเป็นไปในลักษณะนี้ นักภาวนาเมื่อรู้เห็น
ซึ่งสภาพตามเป็นจริงอย่างนี้แล้ว ย่อมจะมีความสะดุ้งกลัวต่อภัยและความเป็นโทษทุกข์ของสังขาร ไม่อยากประสบพบเห็น
กับควาทุกข์ทรมารเหล่านี้อีกแล้ว เมื่อนั้นจิตก็ย่อมจะคลายจากความกำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ย่อมคลายความกำหนัดรักใคร่ชอบใจ ในสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความรักใคร่ชอบใจ เมื่อจิตมีความเบื่อหน่ายคลายความกำหนัดเช่นนี้แล้ว ทุกข์ทั้งปวงก็ย่อมดับลงได้โดยแท้ ข้อที่ว่าทุกข์ทั้งปวงดับลงนี้เป็นเพราะอวิชชา คือความไม่รู้
ความเป็นจริงในธรรมดับไปนั่นเอง จึงเป็นเหตุให้รู้ความเห็นในธรรมที่เรียกว่า ปัญญา นั้น เจริญถึงที่สุด

ผลที่ได้รับก็คือ "ปัญญาอันสงบระงับและแจ่มแจ้ง" หลวงปู่มั่นท่านกล่าวอบรมหลวงปู่กินรี หลวงปู่กินรีท่านได้เล่าเรื่องราวของท่านสมัยที่ท่านไปฝึกอบรมกรรมฐานกับหลวงปู่มั่น ให้สานุศิษย์ทั้งหลายฟังอยู่เสมอว่า ในขณะที่ท่านนั่งสมาธิบริกรรมภาวนาอยู่นั้น ก็รู้สึกว่าจิตค่อยๆ สงบเข้าไปทีละน้อยๆ แล้วปรากฏว่า ทั้งร่างกายและเนื้อหนังของท่านนั้นได้เปื่อยหลุดออกจากกัน จนเหลือแต่ซากของกระดูกอันเป็นโครร่างที่แท้จริงในกายของท่านเอง

"สิ่งที่ปรากฏในอาการอย่างนั้นมันชวนให้น่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก" หลวงปู่ท่านกล่าว ประสบการณ์ในธรรมโดยลักษณะนี้
ได้เกิดขึ้นกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ในเวลาต่อมาแต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าในขณะนั้นท่านพำนักอยู่ที่ใด ซึ่งครั้งนี้ท่านกล่าวว่า
"ในขณะที่ภาวนาอยู่นั้น ได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นในตัว เปลวเพลิงได้ลุกลามพัดไหม้ทั่วร่าง ในที่สุดก็เหลืออยู่แต่ซากกระดูก
ที่ถูกเผา และคิดอยู่ที่นั้นว่าร่างกายคนเราจะสวยงามแค่ไหน ในที่สุดมันก็ต้องถูกเผาอย่างนี้เอง"

หลวงปู่กินรี ท่านได้อธิบายถึงการภาวนาว่ามีอยู่ ๓ ขั้นด้วยกัน กล่าวคือ
 
๑. บริกรรมภาวนา คือ การภาวนาที่กำหนดกรรมฐาน ๔๐ อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ เพื่อจะทำจิตให้ตั้งมั่น ขั้นนี้
ยังเป็นเพียงการกำหนดนึก ยังไม่เป็นอารมณ์ที่แน่นแฟ้นจริงจัง มีการภาวนา "พุทฺโธ" เป็นอาทิ ข้อนี้เป็นการภาวนา
ในระดับที่จะทำให้เกิดบริกรรมนิมิต อันเป็นนิมิตข้อต้นเท่านั้น
 
๒. อุปจารภาวนา คือ การภาวนาที่เริ่มจะทำจิตให้ตั้งมั่นดีกว่าข้อแรกขึ้นนิดหนึ่ง ข้อนี้อุคหนิมิตจะปรากฏขึ้นได้
๓. อปนาภาวนา เป็นการภาวนาที่แน่วแน่อาจทำให้เกิดปฏิภาคนิมิตได้ หลวงปู่กินรีท่านได้ใช้ชีวิตอยู่กับ ท่านหลวงปู่มั่นเพียง ๒ ปี เท่านั้น
ส่วนเวลานอกนั้นท่านมักจะอยู่ตามลำพัง เป็นตัวของตัวเองมากกว่า

ส่วนผู้ที่หลวงปู่กินรีจะลืมเสียมิได้ถึงแม้จะมาอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่นก็ตาม ท่านคือ พระอาจารย์ทองรัตน์เพราะท่าน
เป็นผู้ที่ให้วิชาความรู้ในการปฏิบัติแก่หลวงปู่ นับว่าเป็นองค์แรกที่เป็นอาจารย์ของหลวงปู่กินรี ซึ่งท่านมักจะไปมาหาสู่กัน
อยู่เสมอ อีกอย่างหนึ่งที่เป็นสาเหตุให้หลวงปู่กินรีชอบอยู่อย่างสัดโดษแต่ผู้เดียวนั้น เนื่องจากไม่ได้ญัตติเป็นธรรมยุต
เช่นพระทั้งหลายรูปอื่นๆ

ด้วยเอกลักษณ์พิเศษที่ท่านมีอุปนิสัยสมถะไม่นิยมในหมู่คณะมาก ชอบความเป็นคนผู้เดียวตามครูอาจารย์ที่สั่งสอน
ทั้งหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และหลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล ทำให้ท่านแยกตัวไปเฉพาะตนและธุดงค์เรื่อยไป ตามป่าเขา ถ้ำ
หุบเหว รื่นเริงและห้าวหาญที่จะแสวงหาโมกขธรรมการมุ่งเข้าป่าหาที่วิเวกที่สัปปายะ จึงเป็นเอกนิสัยของท่าน แล้วกลับมากราบคารวะบูรพาจารย์เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติและตรวจสอบอารมณ์ธรรม แล้วจะแยกจากหมู่คณะเสพเสนาสนะ
ตามธรรมชาติตามอุปนิสัยของท่าน ปฏิปทาของหลวงปู่จึงนับได้ว่า ได้ดำเนินตามทางที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน หลวงปู่ธุดงค์ในเขตอีสานเหนือ เป็นปกติและบางครั้งข้ามไปฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงสู่ประเทศลาว เช่น ครั้งหนึ่งท่านธุดงค์ไปยังฝั่งลาวตรงข้ามกับบ้านแพงพร้อมกับพระอาจารย์อวน อคุโณ เพื่อไปกราบหลวงปู่ทองรัตน์

การเดินธุดงค์ครั้งยิ่งใหญ่ของท่านก็คือ การเดินธุดงค์สู่ดินแดงพุทธภูมิพร้อมศิษย์คือ พระภิกษุยศและพระภิกษุหลอด
จากบ้านเกิดบ้านหนองฮีมุ่งหน้าสู่ท่าอุเทน และเลียบริมฝั่งโขงไปทางเหนือตามสายน้ำสู่ต้นน้ำผ่านอำเภอศรีสงคราม
บ้านแพง บึงกาฬ แล้วข้ามโขงไปกราบนมัสการพระพุทธบาทโพนสันของลาว หลวงปู่เดินทวนกระแสน้ำ ผ่านโพนพิสัยท่าบ่อ
ศรีเชียงใหม่ สังคมปากชม จนกระทั่งถึงอำเภอเชียงคาน การธุดงค์ด้วยระยะทางนี้ยาวไกล ต้องทั้งอดทั้งทนบางคราว
ต้องอดอาหารถึง ๗ วัน ก็ยังเคยมี จนเป็นสิ่งปกติแม้จะทุกข์ยากลำบากทุกข์เวทนาเพียงใดหลวงปู่ยิ่งยึดมั่นในข้อวัตร
ปฏิบัติเคร่งครัดหนักยิ่งขึ้นท่านอบรมสอนศิษย์ให้พากเพียรรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ระมัดระวังยิ่งนักขณะธุดงค์ทางไกล

การปฏิบัติต้องทุกอิริยาบถ จะนั่ง จะยืน จะนอน จะทำสิ่งใดในขณะใดๆ ต้องมีสติทุกขณะลมหายใจเข้าออก หลวงปู่นำคณะศิษย์ผ่านป่าดินแล้ง ป่าดิบชื้นและป่าดิบเขา บุกป่าปีนเขาลูกแล้วลูกเล่าผจญสัตว์ป่า ไข้ป่าที่ชุกชุมและคุกคาม จากเชียงคานสู่เขตอำเภอท่าสี จังหวัดเลย แล้วเข้าสู่เมืองปากลาย เมืองบ่อแตน แขวงไชยบุรีของลาว ได้พบพระอลัชชี ป่าตองเหลือง ที่นุ่งห่มใบไม้ และคนป่าถักแถ่ แล้วหลวงปู่วกเข้าสู่บ้านห้วยหมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์
หลวงปู่เคยจำพรรษาอยู่กับเผ่าแม้ว ตลอดพรรษาได้ฉันแต่ข้าวโพด เพราะไม่มีข้าว

ออกจากบ้านน้ำปาดมุ่งสู่จังหวัดอุตรดิตถ์แล้วต่อไปสรรคโลก จึงขึ้นรถยนต์ไปลงที่บ้านระแหง อำเภอเมืองตาก ต่อจากนั้นหลวงปู่ก็เดินธุดงค์เข้าสู่แม่สอด ข้ามเข้าสู่ประเทศพม่าโดยไม่ได้ใช้หนังสือเดินทางใดๆ พระยศกับพระหลอดหมดความอดทนที่จะเดินทางต่อไปด้วยห่างไกลบ้านมานาน หลวงปู่จึงส่งกลับเขตแดนไทย ส่วนหลวงปู่กับหลานลูกพี่ชายที่บ้านห้วยหมุ่น น้ำปาดได้เดินทางต่อสู่ย่างกุ้ง และได้พำนักอยู่วัดแห่งหนึ่งในย่างกุ้งต่อมาได้รับศรัทธาจากอุบาสกชาวพม่าจึงได้รับนิมนต์ให้ไปอยู่ "วัดกุลาจ่อง"

ต่อมาหลวงปู่ได้พบกับพระภิกษุไทยรูปหนึ่งได้นำทางไปสู่แดนพุทธภูมิเพื่อนมัสการสังเวชนียสถานทั้ง ๔ หลัง จากนั้นหลวงปู่ได้นำคณะเดินทางกลับพม่าและหลวงปู่จำพรรษาอยู่ในพม่าถึง ๑๒ ปีทำให้หลวงปู่พูดภาษาพม่าได้ ในคืนหนึ่ง หลังจากที่หลวงปู่ภาวนา ... ได้จำวัดพักผ่อนและเกิดนิมิตรว่า โยมมารดาของท่านซึ่งบวชชี มานอนขวาง หลวงปู่รู้สึกแปลกใจในนิมิตร คิดว่าคงจะมีเหตุการณ์เกินขึ้นกับโยมมารดา ท่านจึงต้องเดินทางกลับบ้าน ทั้งที่ไม่คิดที่จะเดินทางกลับ คาดว่าหลวงปู่กลับโดยพาหนะรถยนต์ระยะนั้นหลวงปู่มั่น จำพรรษาที่บ้านตองโขบ บ้านนามน พอหลวงปู่ทราบได้เข้าไปกราบนมัสการ หลวงปู่มั่นได้ถามว่า กินรีได้ที่อยู่แล้วหรือยัง หลวงปู่ตอบว่า "ได้แล้วครับ" หลังจากนั้นหลวงปู่กินรีได้เดินทางไปกลับบ้านหนองฮี ผ่านป่าช้าของหมู่บ้าน พบแต่เถ้าถ่านกองฟอนที่เผามารดา ท่านจึงนำคณะญาติพี่น้องทำบุญเก็บอัฐิของโยมมารดา ด้วยการทำบุญให้เป็นบุญ คือห้ามมิให้ฆ่าสัตว์ และไม่ให้ดื่มสุรา

หลังจากนั้นหลวงปู่ได้ธุดงค์กลับไปยังพม่า ผ่านบ้านลานสาง จังหวัดตาก ได้จำพรรษาอยู่ในหมู่บ้านมูเซอ ระหว่างนี้ท่านอาพาธด้วยโรคหัวใจ ฉันไม่ได้อยู่ประมาณ ๓ เดือน ซึ่งท่านเล่าว่า "ความเจ็บไข้ทางกายนี้ เมื่อเป็นหนักเข้ามันก็เป็นอุปสรรคต่อการภาวนาอยู่มากเหมือนกัน เป็นที่ตั้งแห่งนิวรณ์ ความฟุ้งซ่าน รำคาญทั้งหลาย บางครั้งก็ทำให้เกิดความเครียด ความสงสัยเคลือบแคลงลังเลใจ ไม่แน่ใจไปเสียทุกอย่าง สงสัยอาบติที่มีแก่ตัวสงสัยอย่างอื่นจนทำให้การภาวนาไม่สบาย ที่ทรงไว้ได้ดีก็คือศีล แต่ในที่สุดอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นก็สงบลง เพราะทางแพ่งพิจารณาอยู่ในอารมณ์" หลวงปู่ได้ยาพระโบราณบอกด้วยการจัดหาตามคำบอกของชาวเขา ทำให้หลวงปู่หายจากอาพาธอย่างน่าอัศจรรย์ท่านจึงตัดสินใจเปลี่ยนใจที่จะละสังขารที่พม่ากลับมาสู่มาตุภูมิ

ธรรมโอวาท หลวงปู่กินรีจนฺทิโย กลับมาพำนักอยู่สำนักสงฆ์เมธาวิเวก แล้วต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่วัดกันตศิลาวาส แม้ว่าปฏิปทานของหลวงปู่
จะไม่นิยมและเผยแพร่ศาสนาด้วยการเทศนาเชิงโวหารหรือคำพูด หลวงปู่เป็นตัวอย่างของการทำให้ดู ปฏิบัติให้เห็น มากกว่า
แต่อุบายธรรมคำสั่งสอนของท่าน ทรงปัญญาและลุ่มลึกมาก เช่น
 
- เตือนและให้สติหลวงปู่ชา ผู้เป็นลูกศิษย์ที่จะขอลากลับสู่บ้านเกิดว่า
    "ระวังให้ดีถ้าท่านรักใครคิดถึงใครเป็นห่วงใคร ผู้นั้นจะให้โทษแก่ท่าน"
- ให้รักษาศีลให้ดี ทำความเพียรให้มาก มันก็จะรู้เองเห็นเอง เป็นคำสอนที่หลวงปู่บอกกับลูกศิษย์เสมอ
- สตินี้ เป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าเราทราบระเบียบวินัยที่มีอยู่มากมายอย่างละเอียดรอบครอบแล้ว และตามรักษาได้อย่าง
ครบถ้วน สติของเราก็จะต่อเนื่องกัน จิตใจก็จักจดจ่ออยู่แน่ในข้อวัตรปฏิบัติของตน ไม่มีโอกาสที่จะแส่ส่ายไปภายนอก
ถ้าขาดสติ โอกาสที่จิตใจจะวิ่งไปตามอารมณ์ภายนอกมันก็มีมากขึ้น และอารมณ์ทั้งหลายก็ย่อมครอบงำจิตให้หลงไหล
มัวเมาได้ง่ายขึ้น
- ไม่ควรคลุกคลี ให้อยู่คนเดียวมากๆ สาธยายด้วยตัวเองให้มาก มีจิตใจกำหนดจดจ่ออยู่ในพระธรรมให้มากนี้
เป็นการดีที่สุด
- สังขาร คือ ร่างกาย จิตใจนี้ เป็นของไม่เที่ยง และจะหาสาระแก่สารอะไรมิได้ โดยประการทั้งปวง
- จะให้ลูกเป็นคนดีต้องทำดีให้ลูกดู
 - บุรุษพึงพยายามไปกว่าจะสำเร็จประโยชน์
- ผู้ขยันในหน้าที่ การงานไม่ประมาท เข้าใจการเลี้ยงชีวิต ตามสมควรจึงรักษาทรัพย์ที่หามาได้
- คนโกรธที่วาจาหยาบ - วาจา เช่น เดียวกับใจ
- ธรรมเป็นของแน่นอน แต่รูปเป็นของไม่แน่นอน
- กิเลสคือตัวมารอันร้ายกาจ แม่น้ำเสมอด้วยความอยากไม่มี
- ความอยากไม่มีขอบเขต ความอยากย่อมผลักดันให้คนวิ่งวุ่น
- โลกถูกความอยากนำไป ความอยากเป็นแดนเกิดของความทุกข์

ปัจฉิมบท หลวงปู่พระอาจารย์กินรี จนฺทิโย

 ได้ยึดมั่นถือปฏิบัติตามบูรพาจารย์ใหญ่หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และหลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล
ที่อยู่อย่างสมถะเรียบง่าย ไม่เปิดเผยตน เก็บตัว ไม่ชอบคนหมู่มาก ไม่มักมากไม่ต้องการความมีชื่อเสียง พูดน้อย
ไม่ชอบเทศน์ถ้าไม่นิมนต์ให้เทศน์หลวงปู่อยู่อย่างสงบๆ เหมือนพระผู้เฒ่าไม่มีอะไรดี

การปฏิบัติภาวนาของหลวงปู่กินรีเพียงวิธีการสังเกตดูกิริยาภายนอกนั้นอยากที่จะเข้าใจ เพราะกิริยาพฤติกรรมที่แสดงออกกับภูมิจิต ภูมิธรรมภายในนั้นเป็นคนละเรื่อง ดังคำปรารถของพระอาจาย์ชา สุภทฺโท ครั้นปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงปู่ ทั้งก่อนและหลังที่เดินธุดงค์สู่ภูลังกา นครพนม ได้กล่าวว่า ท่านเองทำความเพียรอย่างสาหัส เดินจงกรมทั้งวัน ไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออกจนแผ่นดินทรุด ทางเดินเป็นร่องลึกหลายต่อหลายร่อง ปฏิบัติมิได้หยุดหย่อน ยังไม่รู้ไม่เป็นอะไรแล้วท่านอาจารย์ปฏิบัติเพียงเดินจงกรม ก็ไม่เคยเดินจะนั่งสมาธินานๆ ก็ไม่เห็นนั่ง คอยแต่จะทำนั่นทำนี่ แล้วจะไปถึงไหนกันแล้ว

หลวงปู่ชา ได้กล่าวภายหลังว่า เรามันคิดผิดไป ท่านพระอาจารย์ทำความเพียรขั้นอุกฤกษ์มากต่อมากหลายต่อหลายปี
รู้อะไรมากกว่าเราเป็นไหนๆ คำเตือนสั้นๆ ห้วนๆ แม้จะนานๆ ครั้ง แต่ก็เป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิด ไม่เคยเห็นมาก่อน อุปมาเหมือนแสงจันทร์กับแสงเทียน การปฏิบัติแท้ๆ นั้นไม่ใช่กิริยาอาการภายนอก ไม่ใช่การเดินจงกรมด้วยเท้า ไม่ใช่การนั่งสมาธิ มิใช่การศึกษาตำราตัวหนังสือ มิใช่เพียงคำพูดและมิใช่สิ่งที่จะยกเป็นตัวเป็นตนได้แต่การปฏิบัติภาวนาที่แท้จริงนั้น เป็นกิริยาภายใน เป็นอาการภายใน เป็นการปฏิบัติทางใจ นั่งนิ่งอยู่ที่จิต ทำอารมณ์ให้นิ่ง ทำจิตให้นิ่ง มีสมาธิจนเป็นหนึ่งอยู่ทุกขณะจิต ตลอดภาวนา ทุกเวลาทุกอริยาบทแม้การทำจิตอันใด
 
ฉะนั้น การจะไปจับเอาการกระทำด้วยการนั่งสมาธิ กายเดินจงกรมของครูบาอาจารย์นั้นไม่ได้และไม่ถูก หลวงปู่กินรีเป็นพระที่ยึดมั่นในศีลธรรม อบรมลูกศิษย์อย่าประมาทในศีลแม้สิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ ในพระวินัยจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด แม้เพียงการตากผ้าสงบจีวร แล้วมิได้เฝ้าดูรักษา หลวงปู่ก็ตำหนิพระลูกศิษย์ว่า ประมาทในสิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ การเป็นสมณะต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ เป็นอยู่ง่ายๆ กินแต่น้อย มีทรัพย์สิ่งของน้อยและไม่สะสม จะต้องทะนุถนอมรักษาใช้ให้นานๆ เป็นผู้ไม่สิ้นเปลืองมาก ถ้าใช้สุรุ่ยสุร่าย แสดงถึงการขาดสติ ในการประคับประคองตัวให้อยู่ในครอบร่างรอยของสมณะ แล้วจะมีอะไรเป็นเครื่องมือปฏิบัติภาวนา สตินั้นต้องมั่นคง และต่อเนื่องด้วยการสังวรระวังในวินัยสิกขาบท สติเราก็จะมั่นคงต่อเนื่อง ถ้าขาดวินัย ย่อมขาดสติ จิตจะวิ่งไปตามอารมณ์ภายนอก อารมณ์ทั้งหลายก็ย่อมครอบงำจิตให้หลงใหลมัวเมา การมีสติอยู่กับข้อวัตรพระวินัย ย่อมเป็นเครื่องกั้นอารมณ์ทั้งปวงและทำให้สติต่อเนื่อง จิตใจย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิจิตตลอดกิริยาบถ
คำสอนของหลวงปู่จึงเป็นคำสอนที่ง่ายๆ เป็นการสอนด้วยข้อปฏิบัติและกระทำทันที

หลวงปู่กินรีจนฺทิโย ท่านเป็นคนพูดน้อย แต่ละคำพูดที่พูดจึงมีแต่ความบริสุทธิ์ และจริงใจ
ท่านยึดถือคติธรรม "สติโลกสฺมิชาคโร" สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่เสมอ จงเอาสติตามรักษาจิตไว้เพราะคนมีสติย่อมประสบแต่ความสุข จะพูดจะคิดจึงควรมีสติทุกเมื่อ ท่านมักจะอยู่คนเดียวไม่ชอบ คลุกคลีกับหมู่คณะ พยายามให้พระเณรในวัดมีการร่วมกันน้อยที่สุด ให้เร่งทำความเพียร อย่าได้อยู่ด้วยความเกียจคร้าน อย่าเป็นผู้พูดมาก เอิกเกริกเฮฮาไม่จำเป็นท่านจะไม่ให้ประชุมกัน แม้การสวดมนต์ทำวัตรยังให้ทำร่วมกันสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำด้วยตนเองอยู่แล้ว ให้อยู่คนเดียว ทำคนเดียวมากๆ จิตจดจ่ออยู่ในพรรษาให้มาก

โดยเฉพาะเตือนลูกศิษย์ให้อยู่ในป่าช้าให้มาก อนิสงฆ์ของการอยู่ในป่าช้า ทำให้จิตใจกล้า องอาจจิตตื่นอยู่เสมอพิจารณาข้อธรรมได้ถี่ถ้วน เพราะจิตปราศจากนิวรณ์ หลวงปู่กินรี จนฺทิโย เคยอยู่กับหลวงปู่เสาร์นานถึง ๖ ปี อยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่น ๒ ปีและอยู่กับหลวงปู่ทองรัตน์ ๔ ปี หลังจากนั้นได้กราบคารวะบูรพาจารย์ให้ทั้งสามอยู่เนืองนิจ ท่านได้กล่าวกับพระอาจารย์ชา จึงประกาศประดิษฐาน พระพุทธศาสนาเชิงปฏิบัติธรรม ขยายไปยังทวีปต่างๆ ทั่วโลก แต่ชีวิตปั้นหลายของหลวงปู่กินรี จนฺทิโย ทุกสิ่งทุกอยางปกติคือพูดน้อย เก็บตัวอยู่เรียบง่ายสงบระงับ หยุดการเดินทาง หยุดการธุดงค์ มีนานๆ ครั้งจะไปเยี่ยมพระอาจารย์ชา ผู้เป็นศิษย์ที่วัดหนองป่าพง ด้วยลักษณะนิสัยต้องการอยู่ตามลำพัง อยู่คนเดียว ไม่เปิดเผยตัวเอง จึงไม่มีผู้ใดที่จะเคยได้ยินคำพูด ที่จะเป็นไปในทางโอ้อวดการมีดีการอวดคุณธรรมวิเศษจากหลวงปู่ ท่านสมณะที่สงบเสงี่ยมเจียมตน จึงไม่อุดมด้วยศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและฆราวาส

หลวงปู่ชา สุภทฺโท จึงส่งพระลูกศิษย์ ๒ รูปมาอุปัฏฐานดูแลท่าน
หลวงปู่มีโรคประจำตัว คือ
ไออยู่เป็นนิจ เนื่องจากเกี่ยวกับปอดชื้น
แต่ไม่ยอมให้หมอรักษาไม่ว่าท่านจะเป็นอะไร จะอาการหนักหรือไม่หนัก
ท่านจะไม่ยอมให้ใครนำตัวท่านไปรักษาที่โรงพยาบาลอย่างเด็ดขาด
อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด

จนกระทั่งวันพุธที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๓ ตรงกับวันแรม ๔ ค่ำเดือน ๑๒ ปีวอก
หลวงปู่จึงได้ละสังขารจากพวกเราไป สิริรวมอายุ ๘๔ ปี ๗ เดือน ๑๖ วัน ๕๘ พรรษา

หลวงปู่กินรี จนฺทิโย
โดย ผู้จัดการออนไลน์
2 ตุลาคม 2545 16:01 น.
วัดกันตศิลาวาส อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม

Pages: [1] 2 3 ... 10