Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
ตอบปัญหาชาวกรุงเทพ - หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ

หลังจากที่ท่านกลับจากเชียงใหม่ เข้าพักที่วัดบรมนิวาสกรุงเทพ ฯ
ตามคำสั่งของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ( ติสโส อ้วน ) ก่อนเดินทางไปอุดร ฯ

ในระยะที่ท่านพักอยู่ที่นั้น ปรากฏว่ามีคนมาถามปัญหากับท่านมาก
มีปัญหาของบางราย ที่แปลกกว่าปัญหาทั้งหลาย ซึ่งมีดังนี้

( จาก"ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตโต"
โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน )

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์( ติสโส อ้วน )
วัดบรมนิวาส กรุงเทพ ฯ


************************************

ชาวกรุงเทพ
ได้ทราบว่าท่านรักษาศีลองค์เดียว มิได้รักษาถึง ๒๒๗ องค์
เหมือนพระทั้งหลาย ที่รักษากันใช้ไหม

หลวงปู่มั่น
ใช่ อาตมารักษาเพียงอันเดียว

ชาวกรุงเทพ
ที่ท่านรักษาเพียงอันเดียวนั้นคืออะไร

หลวงปู่มั่น
คือใจ

ชาวกรุงเทพ
ส่วน ๒๒๗ นั้นท่านไม่ได้รักษาหรือ

หลวงปู่มั่น
อาตมารักษาใจไม่ให้คิดพูดทำในทางผิด อันเป็นการล่วงเกินข้อห้ามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ จะเป็น ๒๒๗ หรือมากกว่านั้นก็ตาม บรรดาที่เป็นข้อบัญญัติห้าม อาตมาก็เย็นใจว่า ตนมิได้ทำผิดต่อพุทธบัญญัติ ส่วนท่านผู้ใดจะว่าอาตมารักษาศีล ๒๒๗ หรือไม่นั้น สุดแต่ผู้นั้นจะคิดจะพูดเอาตามความคิดของตน เฉพาะอาตมาได้รักษาใจอันเป็นประธานของกายวาจาอย่างเข้มงวดกวดขันตลอดมา นับแต่เริ่มอุปสมบท

ชาวกรุงเทพ
การรักษาศีลต้องรักษาใจด้วยหรือ

หลวงปู่มั่น
ถ้าไม่รักษาใจจะรักษาอะไรถึงจะเป็นศีลเป็นธรรมที่ดีงามได้ นอกจากคนที่ตายแล้วเท่านั้นจะไม่ต้องรักษาใจแม้กายวาจาก็ไม่จำต้องรักษา แต่ความเป็นเช่นนั้นของคนตายนักปราชญ์ท่านไม่ได้เรียกว่าเขามีศีล เพราะไม่มีเจตนาเป็นเครื่องส่องแสดงออก ถ้าเป็นศิลได้ควรเรียกได้เพียงว่าศีลคนตาย ซึ่งไม่สำเร็จประโยชน์ตามคำเรียกแต่อย่างใด

ส่วนอาตมามิใช่คนตาย จะรักษาศีลแบบคนตายนั้นไม่ได้
ต้องรักษาใจ ให้เป็นศีลเป็นธรรม
สมกับใจเป็นผู้ทรงไว้ ทั้งบุญทั้งบาปอย่างตายตัว

ชาวกรุงเทพ
ได้ยินในตำราว่าไว้ว่ารักษากายวาจาให้เรียบร้อยเรียกว่าศีล
จึงเข้าใจว่า การรักษาศีลไม่จำเป็นต้องรักษาใจก็ได้ จึงได้เรียนถามอย่างนั้น

หลวงปู่มั่น
ที่ว่ารักษากายวาจาให้เรียบร้อยนั้นก็ถูก แต่กายวาจาจะเรียบร้อยเป็นศีลได้นั้นต้นเหตุมาจากอะไร ถ้าไม่เป็นมาจากใจผู้เป็นนายคอยบังคับกายวาจาให้เป็นไปในทางที่ถูก เมื่อเป็นมาจากใจ ใจจะควรปฏิบัติอย่างไรต่อตัวเองบ้าง จึงจะควรเป็นผู้ควบคุมกายวาจาให้เป็นศีลเป็นธรรมที่น่าอบอุ่นแก่ตัวเอง และน่าเคารพเลื่อมใสแก่ผู้อื่นได้ ไม่เพียงแต่ศีลธรรมที่จำเป็นต้องอาศัยใจเป็นผู้คอบควบคุมรักษาเลย แม้กิจการอื่น ๆ จำต้องอาศัยใจเป็นผู้ควบคุมดูแลโดยดี การงานนั้น ๆ จึงจะเป็นที่เรียบร้อยไม่ผิดพลาดและทรงคุณภาพโดยสมบูรณ์ตามชนิดของมัน

การรักษาโรคเขายังค้นหาสมุฏฐานของมัน จะควรรักษาอย่างไรจึงจะหายได้เท่าที่ควร ไม่เป็นโรคเรื้อรังต่อไป การรักษาศีลธรรมไม่มีใจเป็นตัวประธานพาให้เป็นไป ผลก็คือความเป็นผู้มีศีลด่างพร้อย ศีลขาดศีลทะลุ ความเป็นผู้มีธรรมที่น่าสลดสังเวช ธรรมพาอยู่ธรรมพาไปอย่างไม่มีจุดหมาย ธรรมบอ ธรรมบ้า ธรรมแตก ซึ่งล้วนเป็นจุดที่ศาสนาจะพลอยได้รับเคราะห์กรรมไปด้วยอย่างแยกไม่ออก ไม่เป็นศีลธรรมอันน่าอบอุ่นแก่ผู้รักษา และไม่น่าเลื่อมใสแก่ผู้อื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องบ้างเลย

อาตมาไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก บวชแล้วอาจารย์พาเที่ยวและอยู่ตามป่าตามเขา เรียนธรรมก็เรียนไปกับต้นไม้ใบหญ้า แม่น้ำลำธาร หินผาหน้าถ้ำ เรียนไปกับเสียงนกเสียงกา เสียงสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ ตามทัศนียภาพที่มีอยู่ตามธรรมชาติของมันอย่างนั้นเอง ไม่ค่อยได้เรียนในคัมภีร์ใบลาน พอจะมีความรู้สแตกฉานทางศีลธรรม การตอบปัญหาจึงเป็นไปตามนิสัยของผู้ศึกษาธรรมเถื่อน ๆ รู้สึกจนปัญญาที่ไม่สามารถค้นหาธรรม ที่ไพเราะเหมาะสมมาอธิบายให้ท่านผู้สนใจฟังอย่างภูมิใจได้

ชาวกรุงเทพ
คำว่าศีลได้แก่สภาพเช่นไร และอะไรเป็นเป็นศีลอย่างแท้จริง

หลวงปู่มั่น
ความคิดในแง่ต่าง ๆ อันเป็นไปด้วยความมีสติ รู้สิ่งที่ควรคิดหรือไม่ควร ระวังการระบายออกทางทวารทั้งสาม คอยบังคับกายวาจาใจให้เป็นไปในขอบเขตของศีลที่เป็นสภาพปกติ ศีลที่เกิดจากการรักษาในลักษณะดังกล่าวมาชื่อว่ามีสภาพปกติไม่คะนองทางกายวาจาใจให้เป็นกิริยาที่น่าเกลียด นอกจากความปกติดีงามทางกายวาจาใจของผู้มีศีลว่าเป็นศีลเป็นธรรมแล้ว ก็ยากจะเรียกให้ถูกได้ว่าอะไรเป็นศีลเป็นธรรมที่แท้จริง

เพราะศีลกับผู้รักษาศีลแยกกันได้ยาก ไม่เหมือนตัวบ้านเรือนกับเจ้าของบ้านเรือน
ซึ่งเป็นคนละอย่าง ที่พอจะแยกกันออกได้ไม่ยากนัก ว่านั่นคือตัวบ้าน และนั่นคือเจ้าของบ้าน
 
ส่วนศีลกับคนจะแยกจากกันอย่างนั้นเป็นการลำบากเฉพาะอาตมาแล้วแยกไม่ได้ แม้แต่ผลคือความเย็นใจที่เกิดจากการรักษาศีลก็แยกไม่ออก ถ้าแยกออกได้ศีลก็อาจหลายเป็นสินค้ามีเกลื่อนตลาดไปนานแล้ว และอาจจะมีโจรมาแอบขโมยศีลธรรมไปขายจนหมดเกลี้ยงจากตัวไปหลายรายแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ศีลธรรมก็จะกลายเป็นสาเหตุก่อความเดือดร้อนแก่เจ้าของเช่นเดียวกับสมบัติอื่น ๆ ทำให้พุทธศาสนิกชนเกิดความเอือมระอาที่จะแสวงหาศีลธรรมกัน เพราะได้มาก็ไม่ปลอดภัย

ดังนั้น ความไม่รู้ว่า "อะไรเป็นศิลอย่างแท้จริง" จึงเป็นอุบายวิธีหลึกภัยอันอาจเกิดแก่ศีล และผู้มีศีลได้ทางหนึ่งอย่างแยบยลและเย็นใจ อาตมาจึงไม่คิดอยากแยกศีลออกจากตัวแม้แยกได้ เพราะระวังภัยยาก แยกไม่ได้อย่างนี้รู้สึกว่าอยู่สบาย ไปไหนมาไหนและอยู่ที่ใดไม่ต้องเป็นห่วงว่าศีลจะหาย ตัวจะตายจากศีล และกลับมาเป็นผีเฝ้ากองศีลเช่นเดียวกับคนเป็นห่วงสมบัติ ตายแล้วกลับมาเป็นผีเฝ้าทรัพย์ ไม่มีวันไปผุดไปเกิดได้ฉะนั้น.

ตอบปัญหาชาวกรุงเทพ - หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ

2
ทางพ้นทุกข์ - หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

การสำเร็จมรรคสำเร็จผล ไม่ได้สำเร็จที่อื่นที่ไกล สำเร็จที่ดวงใจของเรา
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ท่านวางไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
ท่านก็ไม่ได้วางไว้ที่อื่น วางที่กาย ที่ใจของเรานี้เอง นี่เรียกว่า เป็นที่ตั้งแห่งธรรมวินัย

ความที่พ้นทุกข์ ก็จะพ้นจากที่ไหนเล่า คือใจเราไม่ทุกข์ แปลว่าพ้นทุกข์
เพราะฉะนั้น ได้ยินแล้ว ให้พากันน้อมเข้าภายในธรรมะคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า
รวมไว้ในจิตดวงเดียว เอกํ จิตฺตํ

ให้จิดเป็นของเดิม จิตฺตํ ความเป็นอยู่ ถ้าเราน้อมเข้าถึงจิตแล้ว
ความสำเร็จอยู่ที่นั้น ถ้าเราไม่รวมแล้ว มันก็ไม่สำเร็จ ทำการทำงาน
ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ต้องรวมถึงจะเสร็จ ถ้าไม่รวมเมื่อไร ก็ไม่สำเร็จ
เอกํ ธมฺมํ มีธรรมดวงเดียว เวลานี้เราทั้งหลาย ขยายออกไปแล้ว
ก็กว้างขวางพิสดารมากมาย
 
ถ้าวิตถารนัย ก็พรรณนาไปถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

รวมเข้ามาแล้ว สังเขปนัยแล้ว มีธรรมอันเดียว เอกฺ ธมฺมํ เป็นธรรมอันเดียว
เอกฺ จิตฺตํ มีจิตดวงเดียว นี่เป็นของเดิม ให้พากันให้พึงรู้ พึงเข้าใจต่อไป
นี่แหละต่อไป พากันให้รวมเข้ามาได้ ถ้าเราไม่รวมนี่ไม่ได้
เมื่อใดจิตเราไม่รวมได้เมื่อใด มันก็ไม่สำเร็จ

นี่แหละ ให้พากันพิจารณาอันนี้ จึงได้เห็นเป็นธรรม เมื่อเอาหนังออกแล้ว
ก็เอาเนื้อออกดู เอาเนื้อออกดูแล้ว ก็เอากระดูกออกดู เอาทั้งหมดออกดู
ไส้น้อย ไส้ใหญ่ ตับ ไต ออกมาดู มันเป็นยังไง มันเป็นคน หรือเป็นยังไง
ทำไมเราต้องไปหลง เออนี่แหละ พิจารณาให้มันเห็นอย่างนี้แหละ
มันจะละสักกายทิฐิแน่ มันจะละวิจิกิจฉา ความสงสัย จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้
มันเลยไม่มี สีลพัตฯ ความลูบคลำ มันก็ไม่ลูบคลำ อ้อจริงอย่างนี้

เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้แล้ว จิตมันก็ว่าง
เมื่อรู้จักแล้วก็ตัด นี่มันจะได้เป็นวิปัสสนาเกิดขึ้น
อันนี้เรามีสมาธิแน่นหนาแล้ว
ทุกขเวทนาเหล่านั้น มันก็เข้าไม่ถึงจิตของเรา
เพราะเราปล่อยแล้ว เราวางแล้ว เราละแล้ว

ในภพทั้งสามนี้ เป็นทุกข์อยู่เรื่องสมมติทั้งหลาย จิตนั้นก็ละภพทั้งสาม
มันก็เป็นวิมุตติ หลุดพ้นไปหมด นี่ละเป็น วิมุตติ แปลว่า หลุดพ้น
จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ จิตนั้นจะได้เข้าสู่ปรินิพพาน ดับทุกข์ในวัฏสงสาร
ไม่ต้องสงสัยแน่ เวียนว่ายตายเกิดในโลกอันนี้ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ วัฏสงสาร
ทำไมจึงว่า วัฏคือเครื่องหมุนเวียน สงสารคือ ความสงสัยในรูป เฮอ

ในสิ่งที่ทั้งหลายทั้งหมด มันเลย ไม่ละวิจิกิจฉาได้ซี
เดี๋ยวนี้เรารู้แล้ว ไม่ต้องวนเวียนอีก
 
เกิดแล้วก็รู้แล้ว ว่ามันทุกข์ ชราก็รู้แล้วมันทุกข์
พยาธิก็รู้แล้ว ว่ามันทุกข์ มรณะก็รู้แล้วมันทุกข์


เมื่อเราทุกข์เหล่านี้ ก็ทุกข์เพราะความเกิด เราก็หยุด ผู้นี้ไม่เกิด
แล้วใครจะเกิดอีกเล่า ผู้นี้ไม่เกิดแล้ว ผู้นี้ก็ไม่แก่ไม่ตาย ผู้นี้ไม่ตายแล้ว
อะไรจะมาเกิด มันไม่เกิด จะเอาอะไรมาตาย ดูซิ ใจความคิดของเรา
เดี๋ยวนี้เราเกิด เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตายอยู่อย่างนี้
มันก็เป็นทุกข์ไม่แล้วสักที

ทางพ้นทุกข์ - หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

3
อนาลโยวาท - หลวงปู่ขาว อนาลโย

บางครั้งหลวงปู่ขาวเกิดความสงสัยเรียนถามท่านอาจารย์มั่นท่านยังดุเอา
โดยท่านว่าถามเอาตามความชอบใจของตนมิได้เล็งดูหลักธรรมคือ
ความจริงควรจะเป็นอย่างไรบ้างความสงสัยที่เรียนถามนั้นมีว่า

ในครั้งพุทธกาลตามประวัติว่า มีผู้สำเร็จมรรคผลนิพพานมากและรวดเร็วกว่าสมัยนี้
ซึ่งไม่ค่อยมีท่านผู้ใดสำเร็จกัน แม้ไม่มากเหมือนครั้งโน้น หากมีการสำเร็จได้ก็รู้สึกจะช้ากว่ากันมาก

ท่านย้อนถามทันทีว่า
ท่านทราบได้อย่างไรว่า สมัยนี้ไม่ค่อยมีท่านผู้ได้สำเร็จมรรคผลกัน
แม้สำเร็จได้ก็ช้ากว่ากันมากดังนี้

ท่านเรียนตอบท่านว่า
ก็ไม่ค่อยได้ยินว่าใครสำเร็จเหมือนครั้งโน้น ซึ่งเขียนไว้ในตำราว่าสำเร็จกันครั้งละมากๆ แต่ละครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดตลอดการบำเพ็ญโดยลำพังในที่ต่างๆ ก็ทราบว่าท่านสำเร็จโดยรวดเร็วและง่ายดายจริงๆ น่าเพลินใจด้วยผลที่ท่านได้รับ แต่มาสมัยทุกวันนี้ทำแทบล้มแทบตายก็ไม่ค่อยปรากฏผลเท่าที่ควรแก่เหตุบ้างเลย อันเป็นสาเหตุให้ผู้บำเพ็ญท้อใจและอ่อนแอต่อความเพียร

ท่านอาจารย์มั่นถามท่านว่า
ครั้งโน้นในตำราท่านแสดงไว้ด้วยหรือว่าผู้บำเพ็ญล้วนเป็นผู้สำเร็จอย่างรวดเร็วและง่ายดายทันใจทุกรายไป หรือมีทั้งผู้ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า ผู้ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็ว ผู้ปฏิบัติสะดวกแต่รู้ได้ช้า และผู้ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว อันเป้ฯไปตามประเภทของบุคคลที่มีภูมิอุปนิสัยวาสนายิ่งหย่อนต่างกัน

หลวงปู่ขาวเรียนตอบว่า
มีแบ่งภาคไว้ต่างๆ กันเหมือนกัน มิได้มีแต่ผู้สำเร็จอย่างรวดเร็วและง่ายดายอย่างเดียว ส่วนผู้ปฏิบัติลำบากทั้งสำเร็จได้ช้าและปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็วก็มี แต่รู้สึกผิกับสมัยทุกวันนี้อยู่มาก แม้จะมีแบ่งประเภทบุคคลไว้ต่างกันเช่นเดียวกับสมัยนี้

ท่านอาจารย์อธิบายว่า
ข้อนี้ขึ้นอยู่กับผู้แนะนำถูกต้องแม่นยำผิดกัน ตลอดอำนาจวาสนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระสาวกและพวกเราผิดกันอยู่มากจนเทียบกันไม่ได้ อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับความสนใจในธรรมต่างกันมาก สำหรับสมัยนี้กับสมัยพุทธกาลแม้พื้นเพนิสัยก็ผิดกันกับครั้งนั้นมาก เมื่ออะไรๆก็ผิดกัน ผลจะให้เป็นเหมือนกันย่อมเป็นไปไม่ได้ เราไม่ต้องพูดเรื่องผู้อื่นสมัยอื่นให้เยิ่นเย้อไปมาก แม้ตัวเราเองยังแสดงความหยาบกระทบกระเทือนตัวเองอยู่ตลอดเวลาทั้งที่เป็นนักบวชและนักปฏิบัติซึ่งกำลังเข้าใจว่าตัวประกอบความเพียรอยู่เวลานั้น

ด้วยวิธีเดินจงกรมอยู่บ้าง นั่งสมาธิภาวนาอยู่บ้าง แต่นั้นเป็นเพียงกิริยาแห่งความเพียรทางกาย ส่วนใจมิได้เป็นความเพียรไปตามกิริยาเลย มีแต่ความคิดสั่งสมกิเลสความกระเทือนใจอยู่ตลอดเวลาในขณะที่เข้าใจว่าตนกำลังทำความเพียรด้วยวิธีนั้นๆ ดังนั้นผลจึงเป็นความกระทบกระเทือนใจโดยไม่เลือกกาลสถานที่ แล้วก็มาเหมาเอาว่าตนทำความเพียรรอดตายไม่ได้รับผลเท่าที่ควร ความจริงตนเดินจงกรมนั่งสมาธิสั่งสมยาพิษทำลายตนโดยไม่รู้สึกตัวต่างหาก

มิได้ตรงตามความจริง ตามหลักแห่งความเพียรเลย

ฉะนั้น ครั้งพุทธกาลที่ท่านทำความเพียรด้วยความจริงจังหวังพ้นทุกข์จริงๆ กับสมัยที่พวกเราทำเล่นราวเด็กกับตุ๊กตา จึงนำมาเทียบกันไม่ได้ ขืนเทียบไปมากเท่าไร ยิ่งเป็นการขายกิเลสความไม่เป็นท่าของตัวมากเพียงนั้น ผมแม้เป็นคนในสมัยทำเล่นลวงๆ ตัวเองก็ไม่เห็นด้วยกับคำพูดดูถูกศาสนาและดูถูกตัวเองดังที่ท่านว่ามานั้น

ถ้าท่านยังเห็นว่าตัวยังพอมีสารคุณอยู่บ้าง ท่านลองทำตามแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้
โดยถูกต้องดูซิ อย่าทำตามแบบที่กิเลสพาฉุดลาดไปอยู่ทุกวี่ทุกวัน ทุกเวลา

แม้ขณะกำลังเข้าใจว่าตนกำลังทำความเพียรอยู่มรรคผลนิพพาน
ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้เป็นสมบัติกลางจะเป็นสมบัติอันพึงใจท่าน
ในวันหนึ่งแน่นอนโดยไม่มีคำว่า

ยากลำบากและสำเร็จได้ช้ามาเป็นอุปสรรคได้เลย ขนาดที่พวกเราทำความเพียร
แบบกระดูกจะหลุดออกจากกัน เพราะความขี้เกียจอ่อนแออยู่เวลานี้


ผมเข้าใจว่าเหมือนคนที่แสนโง่และขี้เกียจเอาสิ่งอันเล็กๆ เท่านิ้วมือไปเจาะภูเขาทั้งลูก แต่หวังให้ภูเขานั้นทะลุในวันเวลาเดียว ซึ่งเป็นที่น่าหัวเราะของท่านผู้ฉลาดปราดเปรื่องด้วยปัญญาและมีความเพียรกล้าเป็นไหนๆ พวกเราลองคิดดูประโยชน์แห่งความเพียรของท่านผู้เป็นศากยบุตรพุทธสาวกในครั้งพุทธกาลท่านน่าสมเพชเวทนาเหลือประมาณ แต่หวังพระนิพพานด้วยความเพียรเท่าฝ่ามือนั้น ลองคิดดูกิเลสเท่ามหาสมุทร แต่ความเพียรเท่าฝ่ามือนั้นมันห่างไกลกันขนาดไหน คนสมัยฝ่ามือแตะมหาสมุทร ทำความเพียรเพียงเล็กน้อย แต่ความหมายมั่นปั้นมือว่าจะข้ามโลกสงสารเมื่อไม่ได้ตามใจหวังก็หาเรื่องตำหนิศาสนาและกาลสถานที่ตลอดคนสมัยนั้นสมัยนี้ไม่ละอายการประกาศความไม่เป็นท่าของตัวให้นักปราชญ์ท่านหัวเราะด้วยความอ่อนใจว่า เราเป็นผู้หมดความสามารถโดยประการทั้งปวง

การลงทุนแต่เพียงเล็กน้อยด้วยความเสียดายเรี่ยวแรงแต่ต้องการผลกำไรล้นโลกล้นสงสาร นั่นเป็นทางเดินของโมฆบุรุษโมฆสตรีผู้เตรียมสร้างป่าช้าไว้เผาตัวและนอนจมอยู่ในกองทุกข์ไม่ชมเชยศาสนธรรม ชมเชยกาลสถานที่และบุคคลในครั้งพุทธกาล แต่ตำหนิศาสนธรรม ตำหนิกาลสถานที่และบุคคลในสมัยนี้จึงเป็นคำชมเชยและติเตียนของโมฆบุรุษโมฆสตรีที่ปิดกั้นทางเดินของตน จนหาทางเล็ดลอดปลอดจากภัยไปไม่ได้ และเป็นคำถามของคนสิ้นท่าเป็นคำถามของคนผู้ตัดหนามกั้นทางเดินของตัว มิได้เป็นคำถามเพื่อช่วยบุกเบิกทางเดินให้เตียนโล่งพอมีทางปลอดโปร่งโล่งใจเพราะความสนใจปลดเปลื้องตนจากกิเลสด้วยสวากขาตธรรม อันเป็นมัชฌิมาที่เคยให้ความเสมอภาคแก่สัตว์โลกผู้สนใจปฏิบัติตามโดยถูกต้องตลอดมาแต่อย่างใดเลย

อนาลโยวาท - หลวงปู่ขาว อนาลโย
ที่มา หนังสืออนาลโยวาท - หลวงปู่ขาว อนาลโย

4
เทศนาภาษาใจ ๑ - หลวงปู่บุดดา ถาวโร

เทศนาภาษาใจ ๑
หลวงปู่ปุดดา ถาวโร
วันที่ ๒๒ กรกฏาคม ๒๕๒๔
ณ วัดอาวุธวิกสิตารา ศาลาธรรมสาร


ลำดับนี้ น้อมนมัสการคุณพระรัตนตรัยด้วยกายพระนาม วจีพระนาม มโนพระนาม โดยสัจจะเคารพแล้ว น้อมพระธรรมเทศนาคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้ามาแสดง เพิ่มพูนปัญญาบารมี ชาวพุทธทั้งหลายด้วยภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาได้มาเจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ให้เกิดให้มีขึ้นที่กาย วาจา ใจ กาย วาจา ใจ นี้มีมาแต่อดีตแล้ว มาถึงปัจจุบันด้วย ตัวเรามาเกิด ก็มีปู่ มีย่า มีตา มียาย เป็นพื้นรองรับอยู่เสมอไป พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็มีพุทธมารดาบิดาเหมือนกัน จึงได้เป็น เหตุผลซึ่งกันและกัน

ทำไมมีพระพุทธเจ้าแล้ว มีพระธรรมแล้ว มีพระสงฆ์แล้ว จะต้องมีหมู่มนุษย์ธรรม เทวธรรม พรหมธรรม เข้าไปศึกษาในกุตตธรรม จึงได้มีเหตุมีผลเนื่องมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มาจนถึงปัจจุบันนี้และอนาคตหมดเมื่อไร ? ไม่มีหมด ธรรมชาติก็คือ กฎธรรมดา ถ้าไม่มีกาย วาจา จิต รองรับปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธเข้ามาเกิดในหมู่มนุษย์ไม่ได้ จะเป็นเทวดา เป็นพรหมไม่ได้ จะขึ้นไปเป็นพระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ โลกุตตรธรรมไม่ได้ กฎธรรมดาต้องมี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อย่างอุปัชฌาย์สอนภิกษุสามเณรในโบสถ์แล้ว ต้องมีอธิศีล ศีลอยู่ที่จิต อธิจิตรับได้ทั้งศีลทั้งสมาธิด้วย อธิปัญญารับได้ทั้งปัญญาด้วย ถ้าหากไม่มีกายกรรมสาม วจีกรรมสี่ สัมมาอาชีวะมาแต่อดีตแล้ว อยู่ในห้องก็เป็นคนไม่ได้ ในวินัยปิฎกห้ามไว้ไม่ให้ฆ่ามนุษย์ ทั้งในครรภ์และนอกครรภ์เป็นบาป กฎหมายสัมมาทิฐิ มนุษย์ธรรมมีมาแต่ในท้อง นอกท้องก็มี มนุษย์อย่างนี้คือมนุษย์ที่จะต้องรับพระธรรมเทศนาของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะไปรับถึงเทวธรรม พรหมธรรม โลกุตตรธรรม เพราะพื้นเดิมมีกาย วาจา จิตแล้วกายกรรมสาม ไม่ได้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม เรียกว่า กายกรรมสาม วจีกรรมสี่ ไม่ได้พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ เป็นสัมมาวาจาอยู่ในตัวของมันเอง สัมมาอาชีวะมีผัสสาหาร มโนสัญญเจตนาหาร วิญญาณหารอย่างที่เมื่อมาอยู่ในครรภ์มารดาก็ต้องอาศัยอาหารมารดานั่นเอง ส่งไปหล่อเลี้ยงร่างกายมาจนครบสิบเดือนแล้ว พระสาวกก็สิบเดือน เว้นไว้แต่องค์ที่พิเศษบางองค์ต้องอยู่นานกว่านั้น

เมื่อคลอดออกมาแล้วก็ไม่มีอะไร มีน้ำนมมารดานี่เอง พระเจ้าแม่น้าก็เป็นแม่เลี้ยงของ พระพุทธเจ้าของเรา
พระชนนีคลอดได้เจ็ดวันก็ทิวงคตไปแล้ว พระราชกุมารจะอยู่กับใครก็อยู่กับ พระแม่น้านี่เอง
พ่อเดียวกันแต่คนละแม่กับนันทกุมารเขามีมาอย่างนี้

ปัจจุบันนี้จะห้ามมนุษย์ไม่ให้มีมนุษย์ธรรมเทวธรรม พรหมธรรม จะไม่ให้มีโลกุตตรธรรมห้ามไม่ได้ ธรรมห้าไม่ได้ ฝ่ายดีก็ห้ามไม่ได้ ฝายสัมมาทิฐิก็มีจริง ฝ่ายมิจฉาทิฐิที่มนุษย์มีแต่ร่างกาย แต่จิตใจยังไม่เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ไม่เว้นจากกาม ไม่เว้นจากปาณาติบาต อทินนา กาเม มุสา สุราพวกหนึ่ง พวกหนึ่งนั้นเห็นโทษกายกรรม ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม เห็นโทษของ กาเมมุสาวาท กิเลสสี่ตัวนี้ลามก จะเป็นเดรัจฉานหรือเป็นร่างกายมนุษย์ก็ลามก คบกิเลสลามกแล้วก็เสวยกรรมชั่ว กายไม่เว้นฆ่าสัตว์ไม่เว้นลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกามอยู่ ยังมุสาวาทอยู่ก็เป็นอบายภูมิ ทั้งสี่ มันไม่ต่างกับเดรัจฉาน เปรต อสุรกายเลย มันเป็นพวกเดียวกัน แต่ต่างกายเนื้อหนังกัน

เพราะฉะนั้นอุปัชฌาย์จึงได้ถามว่า เกศามีหรือไม่ มี โลมา นขา ทันตา ตโจ มนุษย์โสสิ มีจริงหรือมีจริง ปุริโสสิ เป็นมนุษย์ชายจริงหรือ? จริง บรรพชาเปกขะไม่มีขัดข้อง อุปสัมปันโนมี ๒๕ รูป คัดค้านไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมา ถ้าหากว่าทำแบบเดิมอย่างอุปัชฌาย์สอน ๒๕ รูป ได้อบรมให้มีกายกรรมสาม วจีกรรมสี่ สัมมาอาชีวะ เมื่อมีอย่างนี้ก็พร้อมไปด้วยองค์ ๘ ประการเหมือนกัน กายกรรมสามมีศีล สามตัว วจีกรรมสี่ศีลสี่ตัว เป็นเจ็ดตัว พวกสัมมาอาชีวะเขาไม่ได้กินอาหารดิบ เขากินอาหารสุก เขาไม่ได้ร่วมกายกรรมสาม วจีกรรมสี่ สัมมาอาชีวะเขาไม่ร่วม จึงเป็นอุบาสก อุบาสิกาขึ้นได้

ทำไมอุบาสก ๗ ขวบ บรรลุพระโสดาได้ อุบาสิกาบรรลุพระโสดา ๗ ขวบได้ สามเณร ๗ ขวบ บรรลุอรหันต์ได้เพราะมีมาแต่พื้นเดิมรองรับแล้ว พอออกจากโบสถ์มาหรือว่าเดินมาแต่เจ็ดปีมาแล้ว ไปเรียนมากเข้า ๆ เอาขยะมูลฝอยอะไรผสมเข้าเอาโลภะมูล ๘ ผสมเข้า โทสะมูล ๒ โมหะมูล ๒ มาผสมเข้า เอาราคะมาถม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเข้า ถ้ามานั่งดูปัจจุบัน ภิกษุก็ตาม สามเณรก็ตาม อุบาสก อุบาสิกาก็ตาม กายเดียว จิตเดียว ไม่มีราคะ โทสะ พื้นมันดีแล้ว

ปกติกาย วาจา ปกติตา หู จมูก กาย ใจ อาจจะเป็นศีล ๘ ก็ได้ ศีล ๕ ก็ได้ ศีลอุโบสถก็ได้หรืออาจจะเป็นศีล ๑๐ ก็ได้
 อาจจะเป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ในธรรมคุณนั้นก็ได้ในธรรมคุณนั้นมีกายนั่งกายเดียว กายเดิน กายยืน
กายนอนไม่มี จะอาบน้ำ ห่มผ้า

ถ่ายมูตร ถ่ายคูถ ไม่มี กายขี้ กายเยี่ยวก็ไม่มี กายกินข้าว กินน้ำ ไม่มีผัสสาหาร มโนสัญญาเจตนาหาร วิญญาณหารเป็นปกติแล้ว ถึงนั่งอยู่อย่างนี้ก็เป็นปกติ นอน ยืน เดิน เป็นปกติ อาบน้ำ ห่มผ้า ถ่ายมูตร ถ่ายคูถ เป็นปกติ ไม่หลงเสียเลย จะบวชหรือไม่บวชไม่มีปัญหาอะไรมันหมดกิเลสแล้วก็แล้ววกันเท่านั้นเอง อายุ ๗ ขวบก็ได้ อายุ ๘๐ ปี ก็ได้ อย่างนี้น่านิยมในคำสอนของพระพุทธศาสนาว่า ปฏิเวธก็ขี้มาให้รู้จักทุกข์ ปฏิบัติให้รู้จักทุกข์กาย ทุกข์ใจ ให้พ้นทุกข์กาย ทุกข์ใจ นั่นเอง ปฏิเวธให้พ้นจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย นั่นเอง เรียกว่าพ้นทุกข์แล้วอยู่กับธรรมะ อยู่กับปริยัติก็ได้ อยู่กับปฏิบัติก็ได้ ปฏิเวธธรรมก็ได้

ขอเชิญชวนพี่น้องชาวพุทธทั้งหลายให้พร้อมเพรียงกันเจริญกายบริสุทธิ์ปัจจุบันวาจาบริสุทธิ์ปัจจุบัน จิตบริสุทธิ์ปัจจุบัน ให้เป็นเหตุเป็นปัจจัยไปสู่ มนุษย์ธรรม เทวธรรม พรหมธรรม โลกุตตรธรรม อย่างต่ำ ๆ ไปพักอยู่โสดา สกิทาอนาคาก็ได้ ถ้าไม่อยากพัก ก็ตัดสังโยชน์เสีย อนุสัยเจ็ดเสียแล้วไม่มีอวิชชาสวะไม่มี อวิชาสังโยชน์ ไม่มีอวิชานุสัย นั่นแหละเรียกว่า พ้นทุกข์ ไม่เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือ ธรรมชาติแห่งธรรม ไม่ใช่ธรรมชาติแห่งสัตว์ ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุก ๆ วัน

อย่างนี้เรียกว่าธรรมชาติของสัตว์ ธรรมชาติของธรรมะปกติอยู่ทุกวันนี้ ทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ปกติ ศีลปกติ
สมาธิปกติ ปัญญาปกติ นี่แหละ ขอชักชวนพี่น้องชาวพุทธทั้งหลาย ให้เจริญโลกียธรรม โลกุตตรธรรม นิโรธธรรม
นิพพานธรรม ด้วยความสวัสดี

เทศนาภาษาใจ ๑
หลวงปู่ปุดดา ถาวโร
วันที่ ๒๒ กรกฏาคม ๒๕๒๔
ณ วัดอาวุธวิกสิตารา ศาลาธรรมสาร

5
ธรรมโอวาท - หลวงปู่จูม พนฺธุโล

พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล)
ได้แสดงความจริง ในอารมณ์จิตของท่าน และหาวิธีระงับดับอารมณ์นั้น
โดยไม่หลงใหลไหกับโลกธรรม อุบายนั้นท่านได้แสดงไว้ว่า

"จิตเป็นธรรมชาติที่กวัดแกว่งดิ้นรน กระสับกระส่าย แส่ไปตามอารมณ์ที่ใคร่
พอใจในเบญจกามคุณ ถึงกระนั้นก็ได้มีทมะ คือความข่มจิตไว้ ไม่ให้ยินดียินร้ายไปตามอารมณ์
พร้อมทั้งมีสติประคับประคอง ยกย่องจิตตามอนุรูปสมัยนับว่าได้ผล คือจิตสงบระงับจากนิวรณูปกิเลส
เป็นการชั่วคราวบ้าง เป็นระยะยาวนานบ้าง แต่ในบางโอกาสก็ควบคุมได้ยาก ซึ่งเป็นของธรรมดา
สำหรับปุถุชน ต่อจากนั้นก็ได้บากบั่นทำจิตของตนให้รู้เท่าทันสภาวธรรมนั้นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตื่นเต้น

ไปกับโลกธรรม แต่ว่าระงับได้ในบางขณะเช่น ความรัก ความชัง อันเป็นปฏิปักขธรรมเป็นต้น
เหล่านี้ยังปรากฏมีในตนเสมอ ถึงกระนั้นก็ยังมีปรีชาทราบอยู่เป็นนิตย์ว่า เป็นโลกิยธรรมนำสัตว์
ให้ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงได้ฝึกหัด ดัดนิสัยพยายามถอนตน ออกจากโลกียธรรม
ตามความสามารถ รู้สึกว่าสบายกายสบายใจอันแท้จริง
ธรรมนี้เกิดจากข้อวัตรปฏิบัติในการละ พอใจยินดีอย่างยิ่งในความสงบ"

ธรรมโอวาท - หลวงปู่จูม พนฺธุโล
วัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี
ที่มา  ผู้จัดการออนไลน์
2 ตุลาคม 2545 15:51 น.

6
05 - ใจขี้ขโมย 19 ก.ย.41 - หลวงปู่ขาน ฐานวโร



7
04 - ความเพียร 4 ต.ค.41 - หลวงปู่ขาน ฐานวโร



8
09 - เข้าพรรษา ควรจะรู้อะไร - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)



9
08 - จัดงานวิสาขบูชา อย่าอยู่แค่หน้าตา - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)



10
09 - บุญกุศลตัวจริง - 23 กค 2500 - ท่านพ่อลี ธมฺมธโร



Pages: [1] 2 3 ... 10