Recent Posts

Pages: 1 [2] 3 4 ... 10
13
เข้าปริวาส - พระไพศาล วิสาโล

คนทั่วไปน้อยคนจะรู้ว่า “งานปริวาส” เป็นแหล่งชุมนุมที่พระภิกษุสงฆ์นิยมไปหาประสบการณ์หรือพบเพื่อนใหม่จากทุกสารทิศ บางรูปจะตระเวนไปตามงานดังกล่าวจากจังหวัดนี้ไปจังหวัดโน้นตลอด ๙ เดือนที่ไม่ได้จำพรรษา จนได้ชื่อว่า “นักล่าปริวาส” ยิ่งไปงานดังกล่าวบ่อยมากเท่าไร เครือข่ายเพื่อนพระก็กว้างขวางมากเท่านั้น จะไปไหนมาไหนก็ไม่ขัดสนที่พัก สามารถค้างแรมตามวัดของเพื่อนพระได้อย่างสบาย บางรูปว่างนัก ออกปริวาสแล้วไม่มีอะไรทำก็เดินสายเยี่ยมเยือนเพื่อนพระตามจังหวัดต่าง ๆ จากเหนือจรดใต้ จากตะวันออกจรดตะวันตก

ฟังดูปริวาสเหมือนงานพบปะสังสรรค์ แต่ที่จริงเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อ “ลงโทษ”พระที่ทำผิดวินัยขั้นกลางเรียกว่าสังฆาทิเสส (ต่ำกว่าปาราชิกแต่หนักกว่าอาบัติทั่วไป) ตามพระวินัย พระรูปใดที่ต้องอาบัติดังกล่าว จะพ้นผิดได้ต้อง “อยู่กรรม” ๖ วัน ๖ คืน บวกกับจำนวนวันที่ปกปิดอาบัติดังกล่าวเอาไว้อีก ตลอดเวลาดังกล่าวท่านจะอยู่ในสภาพเหมือนถูกกักบริเวณ สิทธิหลายอย่างจะถูกเพิกถอน เช่น สอนใครไม่ได้ ไม่มีสิทธิได้รับความเคารพจากพระที่มีอาวุโสต่ำกว่า เป็นต้น

อย่างไรก็ตามเนื่องจากการปริวาสนั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยมาก ดังนั้นวัดส่วนใหญ่ไม่สะดวกที่จะจัดกิจกรรมดังกล่าว มีเพียงไม่กี่วัดที่ “ให้บริการ”เรื่องนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จัดทำปีละครั้ง แต่มีบางวัดที่ให้บริการตลอดปี เมื่อความต้องการมีมาก แต่วัดที่ตอบสนองมีน้อย จึงเป็นธรรมดาที่หากมีจัดปริวาสที่ไหน ก็มักจะมีพระไปร่วมเป็นจำนวนมาก อาจเป็นหลายสิบหรือเป็นเรือนร้อย ประกอบกับมีความเชื่อว่าก่อนสึกควรเข้าปริวาส เพราะระหว่างที่บวชอยู่อาจต้องอาบัติไปโดยไม่รู้ตัว ออกจากปริวาสแล้วจะได้ “บริสุทธิ์” สึกไปจะได้พบกับความสุขความเจริญ ขณะเดียวกันชาวบ้านก็มีค่านิยมว่าทำบุญกับพระที่ออกจากปริวาสจะได้บุญมาก เพราะท่านบริสุทธิ์แล้ว จึงนิยมทำบุญในงานปริวาส ซึ่งก็เท่ากับดึงดูดให้พระไปเข้าปริวาสกันมากขึ้น เลยการเป็นงานชุมนุมพระสงฆ์ไปโดยปริยาย

ข้าพเจ้าไม่เคยเข้าปริวาส แต่มีความอยากรู้ว่าปริวาสนั้นเป็นอย่างไร เพราะมักได้ยินคนพูดถึงบ่อย ๆ
หลายเรื่องเป็นเรื่องแปลกที่ไม่เคยรู้มาก่อน ประกอบกับบวชมานานแล้วอาจทำอะไรไม่ถูกต้องตามพระวินัย
ก็น่าจะได้อยู่กรรมเสียบ้างเพื่อปลดเปลื้องอาบัติ อีกทั้งจะได้รู้ขั้นตอนตามพระวินัย
เพื่อสามารถให้คำชี้แนะแก่พระที่ต้องอาบัติดังกล่าวได้

สามปีก่อนได้ตัดสินใจเข้าปริวาสที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ซึ่งได้ชื่อว่าเข้มงวดนัก แต่ทำไม่สำเร็จ เข้าได้ ๒ วันก็ต้องออกมา เพราะพ่อของเพื่อนเกิดเสียชีวิต เพื่อนขอให้ไปช่วยเทศน์ในงานศพ หลังจากนั้นก็ตั้งใจอยู่เสมอว่าจะหาเวลาเข้าปริวาสให้ครบถ้วนกระบวนการ เพิ่งมาปีนี้ที่โอกาสนั้นมาถึง ข้าพเจ้าเลือกไปวัดหนึ่งในจังหวัดราชบุรี ซึ่งจัดงานปริวาสตลอดปี วัดนี้ตรงข้ามกับวัดแรก คือเจ้าอาวาสไม่ค่อยกวดขัน ค่อนข้างจะให้อิสระแก่พระ เช่น บิณฑบาตหรือทำวัตรสวดมนต์ ใครจะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ งานส่วนรวมก็ไม่มี เป็นโอกาสที่ข้าพเจ้าจะได้ปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ จะหาเวลาว่างถึง ๑๐ วันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

จะปฏิบัติธรรมทั้งที ก็ต้องมีความเป็นส่วนตัวอยู่บ้าง แต่ที่ไหนได้ ไปถึงก็พบว่ามีพระมาเข้าปริวาสกันมากกว่าร้อยรูป ที่พักของพระ(ซึ่งเรียกว่า “ปรก”)อยู่ชิดติดเรียงกันเป็นหย่อม ๆ ปรกนั้นมีขนาดแค่ ๓ คูณ ๒ เมตร มีแต่หลังคากับพื้นซึ่งยกสูง ปูด้วยไม้อัดหนา ส่วนฝาทั้งสี่ด้านเปิดโล่ง แต่ส่วนใหญ่จะมีผ้าเหลืองมาปิดไว้หมดคล้ายม่าน คงเพื่อกันฝนและรักษาความเป็นส่วนตัวเอาไว้ แต่ละปรกห่างกันแค่ ๑ เมตรเท่านั้น หย่อมแต่ละหย่อมดูแล้วค่อนข้างแออัด ดีกว่าค่ายอพยพไม่มากเท่าไหร่ ช่วงนั้นเป็นหน้าฝน พื้นดินบางส่วนจึงเป็นเลน มีไม้กระดานวางทอดเป็นระยะสำหรับเดิน

เห็นแล้วก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยตามประสาคนที่อ่อนประสบการณ์ เพราะเคยคุ้นอยู่กับกุฏิที่โปร่งและกระจัดกระจายอยู่ห่าง ๆ
ตามลักษณะของวัดป่า แถมบรรยากาศก็สงบและรื่นรมย์ ตรงข้ามกับที่เห็นอยู่ต่อหน้าขณะนี้ พยายามสอดส่ายหาปรก
ที่มีทำเลดีกว่านี้ ก็หามีไม่ เพราะเกือบทั้งหมดถูกยึดครองแล้ว

แม้ไม่ค่อยพอใจกับปรกที่ได้มา แต่ก็มาได้คิดว่าทนอยู่สัก ๒-๓ วันก็คุ้นเอง เพราะคนเรานั้นปรับตัวเก่งอยู่แล้ว
นี้เป็นบทเรียนอย่างหนึ่งที่ได้จากการอยู่วัดป่า เพราะคนที่มาวัดป่า ใหม่ ๆ ก็รู้สึกติดขัดไปหมด ไหนจะต้องตื่นเช้า
ไฟก็ไม่มี เหงาก็เหงา แต่ส่วนใหญ่จะคุ้นภายในไม่กี่วัน และถ้าอยู่นานกว่านั้น
ก็จะเริ่มชอบบรรยากาศดังกล่าวจนตัดสินใจบวชก็มี

วันแรกและคืนแรกรู้สึกขลุกขลักอยู่บ้าง แต่พอวันที่ ๒ ก็เริ่มปรับตัวเข้ากับตารางประจำวันของวัดได้
อย่างแรกที่ทำคือ กำหนดเวลาให้กับตัวเองว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ในแต่ละช่วงเวลา
ถัดมาก็คือพยายามเรียนรู้ที่จะอยู่กับปรกของตัวอย่างมีความสุขให้ได้ นั่นคือแทนที่จะจดจ่ออยู่กับ
ส่วนที่ไม่ดีของมัน ก็พยายามมองหาส่วนดีที่เอื้อต่อการปฏิบัติธรรม

พอเปลี่ยนมุมมองก็พบว่าแม้ด้านหน้าของปรกจะมีคนเดินผ่านไปผ่านมา แต่ด้านหลังกลับตรงกันข้าม
ด้านนั้นแม้ประชิดกับปรกของพระรูปอื่น แต่ก็พอมีที่ว่างให้เดินจงกรมได้อย่างค่อนข้างหลีกเร้น
แถมยังมีต้นมะม่วงที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา ทำให้กลางวันไม่ร้อนเหมือนปรกอื่น ๆ ส่วนใบไม้ที่สุมกองอยู่โคนต้น
ทีแรกดูรกและเกะกะนัยน์ตา แต่ก็ยังดีกว่าดินเลนเฉอะแฉะตรงด้านหน้าของปรก
สรุปก็คือมุมนี้แหละที่จะปักหลักทำสมาธิภาวนา ทั้งนั่งและเดิน

ไม่น่าเชื่อว่าสถานที่ที่ดูแออัด ก็ยังมีมุมสงบให้ปฏิบัติธรรมได้อย่างสบาย ไม่ใช่แค่มุมเดียว แต่หลายมุมทีเดียว
โดยเฉพาะตอนกลางวัน ซึ่งเป็นช่วงที่พระหลายรูปไปจำวัด หรือออกไปสังสรรค์กับเพื่อนพระด้านหน้าวัด
ทำให้บริเวณนั้นว่างเปล่าผู้คน สามารถไปใช้เดินจงกรมได้ แต่พอปฏิบัติไปจนคุ้น ถึงจะมีพระมาเล่นหมากรุกใกล้ ๆ
หรือส่งเสียงคุยกัน ก็ยังปฏิบัติได้สบาย ๆ
 
สถานที่จะน่าอยู่หรือน่าปฏิบัติธรรมหรือไม่ จึงอยู่ที่ใจโดยแท้ ถ้าเอาแต่บ่นหรือจับจ้องแต่ส่วนที่ไม่ดี
ก็จะเห็นปัญหาเต็มไปหมด อยู่ก็ไม่มีความสุข พาลให้ไม่อยากปฏิบัติธรรม แต่ถ้ามองหาส่วนดี
ก็จะเห็นข้อดีมากมาย ทำให้รู้สึกว่าน่าอยู่และน่าปฏิบัติธรรม

แต่ถ้าทุกอย่างราบรื่น ก็ไม่เรียกว่าเป็นการปฏิบัติธรรม สองวันแรกจะมีปัญหาอยู่บ้างก็ตรงที่
พระหนุ่ม ๒ รูปในปรกข้าง ๆ เอาแต่พูดคุยกันทั้งวัน บางครั้งก็เปิดเพลงดังข้ามปรก
(ทีแรกนึกว่าเพลงมาจากวิทยุหรือเทป แต่ความจริงมาจากโทรศัพท์มือถือ นี่เป็นข้อมูลใหม่ที่เพิ่งรู้)
ถ้าไม่มีเสียงจากปรกข้าง ๆ แสดงว่าพระคุณท่านกำลังหลับหรือไม่ก็ไปเที่ยวสังสรรค์ที่อื่น

วันที่ ๓ ทั้งสองรูปนั้นก็ออกปริวาส เพื่อกลับไปสึก ความสงบกลับคืนมา แต่ก็แค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
เพราะตอนกลางวันมีพระหนุ่มเข้ามาอยู่แทน ไม่ใช่แค่รูปเดียว แต่มากันถึง ๔ รูป ที่แย่กว่านั้นคือ
ทั้งหมดล้วนอยู่ในกลุ่มหรือ “ก๊วน”เดียวกัน ต่างปักหลักในปรกข้าง ๆ ข้าพเจ้า คืนแรกทั้งก๊วนคุยกันสนั่น
จนข้าพเจ้าต้องขอให้เพลาเสียงเพราะถึงเวลานอนแล้ว

วันต่อมาไม่เพียงแต่เสียงคุยหรือเสียงเพลงเท่านั้นที่ดังมาจากก๊วนนี้ แต่ยังมีเสียงภาพยนตร์จากเครื่องเล่นวีซีดีแบบพกพาที่พวกเขาหยิบยืมจากไหนไม่รู้ ตั้งแต่บ่ายโมงจน ๓ทุ่มจะได้ยินเสียงหนังฝรั่ง หนังแขก หนังไทย ดังกระหึ่มแทบไม่ขาดสาย เป็นเช่นนี้อยู่ ๓-๔ วัน หลังจากนั้นก็เพิ่มรอบเช้าคือตั้งแต่ ๖ โมงเช้า รูปไหนที่ตื่นก่อนก็เปิดดูหนังเลย เลิกเมื่อไหร่ก็มีรูปอื่นมารับช่วงต่อ สลับกันอย่างนี้ตลอดวันจนถึงค่ำ

คำว่าเกรงใจดูเหมือนจะไม่มีในพจนานุกรมของก๊วนนี้ แปลกที่พระรูปอื่นไม่เห็นเป็นปัญหา บางรูปก็ย้ายหนี แต่ข้าพเจ้าอยากจะลองดูว่าจะปฏิบัติธรรมได้ไหมในสภาพแวดล้อมอย่างนี้ บางครั้งก็ปลีกไปเดินจงกรมตรงที่ไกลเสียง แต่บางคราวก็ไม่มีที่ว่าง ก็ต้องมาก็เดินจงกรมหน้าปรกของตัว แต่นั่นก็ไม่ยากเท่ากับการนั่งทำสมาธิภาวนาตรงนั้น เพราะได้ยินเสียงภาพยนตร์เต็มรูหูทั้งสอง แต่มองอีกทีนี้ก็เป็นแบบฝึกหัดการเจริญสติที่น่าท้าทาย คือทำอย่างไรถึงจะมีสติเมื่อเสียงกระทบหู โดยไม่ปล่อยให้ปรุงแต่งเป็นความคิดหรืออารมณ์หงุดหงิด นั่นคือสักแต่ว่าได้ยินเฉยๆ โดยไม่วอกแวกไปจากลมหายใจหรือการเคลื่อนไหวของมือที่ใช้เป็นอารมณ์กรรมฐาน แม้จะทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่อย่างหนึ่งที่รู้ทันและไม่ก่อให้เกิดปัญหา คือความหงุดหงิดไม่พอใจ เสียงจะดังแค่ไหน แม้จะรบกวนบ้าง แต่ก็ไม่รู้สึกรำคาญจนเกิดโทสะ

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ท้าทายกว่านั้นก็คือการพูดคุยบางช่วงบางตอนของก๊วนนี้ จากการสนทนากันทำให้รู้ว่าพระก๊วนนี้เป็นศิษย์ของเกจิอาจารย์รูปหนึ่งซึ่งถนัดกับการทำวัตถุมงคล บางรูปมีศรัทธาใน “หลวงพ่อ” มากจนเชื่อว่าเป็นประธานแห่งพระโพธิสัตว์เลยทีเดียว สามารถไล่ผีเรียกฝนได้ ก๊วนนี้คุยแต่เรื่องวัตถุมงคลและอิทธิปาฏิหาริย์ แถมยังคุยว่า ตนเอง “มาถูกทาง”แล้ว มีตอนหนึ่งพระในก๊วนพูดถึง เณรน้อยในวัดของตนที่สามารถเรียกฝนได้ เลยมีคนกระเซ้าว่าน่าจะไปอยู่ที่อีสาน เพราะที่นั่นขาดฝน เท่านั้นแหละพระรูปนั้นก็อารมณ์เสีย กล่าวหาคนที่ไม่เชื่อเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ว่าเป็นพวก “มิจฉาทิฏฐิ” รวมทั้งด่ากราดคนอีสานทั้งภาคเพราะไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ใช่แต่เท่านั้นบางตอนพระรูปเดียวกันนี้ยังพูดถึงวีรกรรมของตนตอนป็นฆราวาสว่ามั่วสุมในเรื่องเพศชนิดที่ละเว้นก็เฉพาะเมียเพื่อนกับการรุมโทรมเท่านั้น พูดพลางก็ดูถูกผู้หญิงพลาง แต่ไม่เคยย้อนกลับมาดูตัวเอง

ได้ยินทีแรกก็ไม่เท่าไร แต่เมื่อได้ยินบ่อย ๆ ก็ชักหงุดหงิด แล้วก็เริ่มขุ่นเคือง ใจเริ่มก่นด่าพระรูปนั้น
แต่สักพักก็ได้สติขึ้นมาว่า นี่เรากำลังลืมตัวแล้ว เอาแต่มองคนอื่น แต่ไม่มองตัวเอง เพิ่งตำหนิพระรูปนั้นหยก ๆ ว่า
มัวโทษคนอื่น แต่ไม่เคยโทษตัวเอง พอรู้ตัวเช่นนั้น ก็ปล่อยให้เขาพล่ามไป มันเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา

สิบวันที่เข้าปริวาส เป็นทั้งการปฏิบัติธรรมและการเปิดหูเปิดตาไปพร้อมกัน ที่แล้วมาปฏิบัติธรรมในที่ที่สงบวิเวก คราวนี้ได้มาปฏิบัติธรรมในที่ที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้าและกระตุ้นผัสสะ ซึ่งทำให้ได้บทเรียนไม่น้อย ขณะเดียวกันก็ได้เปิดหูเปิดตาว่า พระจำนวนไม่น้อยนั้นเขาอยู่กันอย่างไร จะว่าไปแล้วพระที่ข้าพเจ้าได้ประสบสัมผัสระหว่างปริวาสน่าจะเป็นตัวแทนของพระส่วนใหญ่ในเวลานี้ได้ กล่าวคือเป็นพระบ้านหรือพระเมือง มีการศึกษาไม่สูงนักทั้งทางโลกและทางธรรม แต่ถนัดในเรื่องพิธีกรรมและการสวดมนต์

นอกจากจะเห็นอิทธิพลของบริโภคนิยมแล้ว ยังได้เห็นอิทธิพลของ “ไสยนิยม”ในหมู่พระ พระจำนวนไม่น้อยทั้งวันคุยแต่เรื่องวัตถุมงคล หลายรูปแขวนจตุคามรามเทพด้วยความรู้สึกโก๋เก๋ ขณะที่หลายรูปคุยเรื่องพลังจิตและการทายจิต (บางรูปคุยโวว่าดูโหงวเฮ้งคนได้แม่นนัก แต่กลับถูกเพื่อนพระหลอกเอาโทรศัพท์มือถือราคาแพงไปโดยแลกกับเครื่องที่เสียแล้ว) งานปริวาสซึ่งควรมีบรรยากาศของการฝึกฝนขัดเกลาเพื่อให้ไม่พลั้งเผลอกับความผิดพลาด กลายเป็นบรรยากาศของการสังสรรค์ คล้ายสโมสรและรีสอร์ท ที่ใคร ๆ มาพักผ่อน พบปะเพื่อนฝูง ดูหนัง ฟังเพลง ส่องพระ เล่นหมากรุก ดูโทรทัศน์ หรือหาของอร่อยกินสุดแท้แต่ความลึกของกระเป๋า

นี้เป็นอีกโลกหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าได้มารู้จัก และทำให้อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าพุทธศาสนาของไทยจะเป็นอย่างไรในอนาคต ที่น่าคิดก็คือพระสงฆ์เหล่านี้เห็นด้วยกับการบัญญัติให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ (ในวัดมีแผ่นผ้าและสติกเกอร์รณรงค์ประเด็นดังกล่าวติดอยู่ทั่ววัด) คำถามก็คือพุทธศาสนาที่ท่านเหล่านี้เรียกร้อง เป็นอันเดียวกับพุทธศาสนาที่พระพุทธองค์ทรงประกาศหรือไม่ ? ถ้าได้มาเห็นบรรยากาศในการปริวาสดังกล่าว ก็คงรู้คำตอบว่าคืออะไร และถ้าพุทธศาสนาตามแบบที่ท่านเหล่านี้เข้าใจ(หรือได้กระทำ)กลายมาเป็นศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ พุทธศาสนาจะดีขึ้นหรือแย่ลง คำตอบก็คงหาได้ไม่ยาก

เข้าปริวาส - พระไพศาล วิสาโล
ปาจารยสาร กรกฎาคม ๒๕๕๐

14
เหตุอัศจรรย์ที่หล่มสัก + ขออย่าเปียกฝน + ได้สอบ - หลวงปู่บุดดา ถาวโร

เหตุอัศจรรย์ที่หล่มสัก

หลวงปู่เดินทางไปโปรดโยมและพักค้างคืนที่บ้านโยม อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ข้าพเจ้าติดตามไปด้วย
ตกกลางคืน ช่วงหลวงปู่พักผ่อน ญาติโยมที่ติดตามหลวงปู่รวมทั้งข้าพเจ้าด้วยเตรียมตัวเข้าที่พักเพื่อพักผ่อนเช่นกัน
เวลาประมาณ ๐๒.๐๐ น. ข้าพเจ้าตื่นด้วยความกังวล เป็นห่วงหลวงปู่ เกรงว่าท่านจะกิจส่วนตัวไม่สะดวกด้วยไม่ชินสถานที่

ข้าพเจ้ามองไปยังที่หลวงปู่จำวัดก็เกิดเหตุอัศจรรย์ ข้าพเจ้าเห็นหลวงปู่อยู่ในมุ้งองค์ใหญ่มากกว่าปกติ
อีกทั้งยังมีแสงสว่างนวลอร่ามดังแสงจันทร์เพ็ญนวลรอบกายหลวงปู่ ข้าพเจ้าปีติเป็นอย่างยิ่ง
ขณะนั้นพระอุปัฎฐาก(หลวงพี่มหาทอง) ยังจำวัดอยู่ใกล้หลวงปู่ข้าพเจ้ารีบลุกมาปลุกหลวงพี่เพื่อดูแลหลวงปู่
รุ่งเช้าข้าพเจ้าเล่าให้หลวงปู่ฟัง หลวงปู่บอกว่าเมื่อคืนเทพเทวามาฟังธรรมกันมากมาย
ดังนั้นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็นเมื่อคืนจึงถือเป็นบุญตาของข้าพเจ้า ซึ่งมิอาจจะลืมภาพที่เห็นนี้ได้ตลอดชั่วชีวิต

ขออย่าเปียกฝน

เย็นวันหนึ่งหลังจากเลิกงาน ข้าพเจ้าข้ามเรือที่ศรีย่านตั้งใจจะไปกราบหลวงปู่ที่วัดอาวุธฯกับเพื่อน
ช่วงเรือกำลังแล่นข้ามฟาก เกิดพายุฝนลมแรงมาก ข้าพเจ้ากลัวเรือจะล่ม เนื่องจากกลัวตายเพราะว่ายน้ำไม่เป็น
จึงเผลอตัวพูดออกมาดัง ๆ กับเพื่อนว่า หลวงปู่เจ้าขาอย่าเพิ่งให้ฝนตกให้ลูกถึงวัดเลียก่อน
 
ปรากฏว่าฝนก็ไม่ตกพายุก็เบาลง พอถึงศาลาธรรมสาร ที่หลวงปู่พักอยู่ ฝนก็เทกระหน่ำชนิดไม่ลืมหูลืมตา
ข้าพเจ้าเข้าไปกราบหลวงปู่ หลวงปู่พูดว่า“ ไม่ให้เปียกฝนแล้วนะเพื่อนที่ไปด้วยทำหน้างง ๆ
ทำไมหลวงปู่จึงได้ยินที่เราขอท่านในเรือ

ได้สอบ

ในฤดูเข้าพรรษาพระเณรที่จำวัดที่วัดกลางชูศรีเจริญสุข จะได้รับ การฝึกอบรมธรรมะเรียน
นักธรรมตรี นักธรรมโท และนักธรรมเอก เมื่อออกพรรษาแล้ว มีการสอบสนามหลวง
ก็จะไปสอบที่วัดพิกุลทอง อ.ท่าข้าม จ.สิงห์บุรี มีสามเณรองค์หนึ่งเรียนเก่งมาก
แตกฉานในธรรมะสอบผ่านได้เปรียญ ๓ ประโยค และ ๔ ประโยค ตามลำดับ
 
สามเณรอีกองค์ ก็อยากจะทราบว่า ตนจะสอบได้ไหม จึงนมัสการถามหลวงปู่ท่านว่า
หลวงปู่ครับ ผมจะสอบได้ไหม หลวงปู่ตอบว่าได้สอบ ทราบภายหลังว่าสามเณรองค์นั้น
สอบไม่ผ่านเพียงแค่ได้สอบเท่านั้นเอง ตามที่หลวงปู่บอก

รวบรวมจากหนังสือ
หลวงปู่สอนศิษย์สองเล่ม และ ภาค "หลวงปู่สอนศิษย์"
ในหนังสือครบรอบ ๑ศตวรรษ หลวงปู่บุดดาถาวโร

15
ประโยชน์ของการบริหารจิต - หลวงพ่อจรัญ ฐิตตธัมโม

      คำว่า  ประโยชน์หมายถึงสิ่งที่ดีที่ถูกและที่ควร สิ่งใดก็ตามเป็นสิ่งที่ดีที่ถูกที่ควร  สิ่งนั้นเรียกว่าสิ่งมีประโยชน์  การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตามเป็นการกระทำที่ดีที่ถูกที่ควร  การกระทำสิ่งนั้นเป็นการกระทำเป็นประโยชน์  คำพูดใดเป็นคำพูดที่ดีที่ถูกที่ควร  คำพูดนั้นเป็นคำพูดมีประโยชน์  ความคิดใดเป็นความคิดไม่ดีไม่ถูกไม่ควร  ความคิดนั้นเป็นความคิดไม่เป็นประโยชน์  ในทางตรงกันข้าม  สิ่งใดก็ตาม  การกระทำใดก็ตาม  การพูดใดก็ตาม  ความคิดใดก็ตาม  เป็นไปในทางไม่ดี  ไม่ถูกไม่ควร  สิ่งนั้นเป็นต้น  เรียกว่าไร้ประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์  สิ่งของบางอย่างมีประโยชน์มากเมื่อนำไปใช้ในทางที่ดีที่ถูกที่ควร  แต่ถ้านำไปใช้ในทางไม่ดีไม่ถูกไม่ควรก็มีโทษมหาศาล  พอจะเข้าใจคำว่า  ประโยชน์กันแล้วซึ่งได้กล่าวในวงกว้างๆ

   ต่อไปคำว่า “บริหาร” หมายถึงกระบวนการการฝึก  อบรม  แนะนำ  สั่งสอน  ตักเตือน  ตัวอย่างเช่น  บริหารตน  คน  เวลา  เงิน  เป็นต้น  ตลอดจนถึงบริหารบ้านเมือง  ผู้บริหารต้องรู้เรื่องที่บริหาร  รู้หลักการบริหาร  รู้ประโยชน์ของการบริหาร  ตลอดถึงรู้จักปรับปรุงยืดหยุ่นการบริหาร  เช่น  การบริหารตนต้องมีหลักธรรม  โดยนิยมหลักคือพระบรมราโชวาท ๔ เป็นต้น  การบริหารบ้านเมืองต้องอาศัยหลักการปกครอง  หลักเศรษฐศาสตร์  เป็นต้น  พอจะเข้าใจคำว่าบริหารกันแล้ว  แล้วก็คำว่า “จิต”  ที่จะกล่าวต่อไป

   คำว่า “จิต”  นี้เข้าใจยากหน่อย  เป็นธรรมชาตินึกคิดและรับอารมณ์  มีหลายชื่อ  เช่น  วิญญาณ  มโน  มนัส  หทัย  คนเราเกิดมาทุกคนมีขันธ์ ๕ ด้วยกันทั้งนั้น  คือ  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ,  รูป  หมายถึง  สิ่งที่เห็นได้คลำสัมผัสได้  เคลื่อนไหวไปมาได้  ยืน เดิน นั่ง นอนได้  รูปนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กาย  ส่วนเวทนา  ความรู้สึก  สัญญา  ความจำได้หมายรู้  สังขาร  ความปรุงแต่ง  วิญญาณ  ความรับรู้  ส่วนเหล่านี้เรียกว่าจิต  รวมทั้งสองอย่างเรียกว่า  “กาย กับ จิต”  คนเราทุกคนต้องมีกายและต้องมีจิต  ใครไม่มีทั้งสองนี้ไม่เรียกว่าคน  คำว่าคนในที่นี้  หมายถึงต้องมีกายกับจิต  กายมองเห็นได้ง่าย  จิตมองเห็นได้ยาก  แม้คำว่าสมองก็รวมลงในกาย
 
คำว่า จิต  มีลักษณะต้องสังเกตจึงรู้ได้  ท่านกล่าวลักษณะอาการของจิตไว้ดังนี้

๑.ดิ้นรนคือ   รับอารมณ์มีรูปและเสียง  เป็นต้น
๒.กวัดแกว่งคือ   ไม่หยุดอยู่กับที่คืออารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง
๓.รักษายากคือ   บังคับให้อยู่กับที่ได้ยาก

๔.ห้ามยากคือ   ป้องกันมิให้คิดได้ยาก
๕.ข่มยากคือ   ฝึกได้ยาก   ไม่ค่อยยอมให้ฝึก
๖.ไปเร็วคือ   คือเกิดดับเร็ว  ต้องค่อยจับค่อยกำหนดจึงรู้

๗.ไปตามอารมณ์คือ   ชอบเรื่องใดคิดเรื่องนั้น  ไม่ชอบเรื่องใดก็คิดถึงเรื่องนั้น
๘.ไปได้ไกลคือ   รับอารมณ์ในที่ไกลๆ ยากจะดึงกลับมาให้อยู่กับที่ได้
๙.อยู่ผู้เดียวคือ   เกิดกับแต่ละวาระ

๑๐.ไม่มีรูปร่างคือ   ไม่มีรูป  ไม่มีสี  ไม่มีสัณฐาน
๑๑.มีที่อยู่คือถ้ำคือ   ที่อยู่ในกายของเรานี่ที่เรียกว่าถ้ำ

   ที่กล่าวมานี้ เป็นลักษณะอาการของจิต  ท่านก็คงพอจะทราบแล้ว  การบริหาร  ถ้าเป็นการบริหารกายเพื่อให้กายแข็งแรง  ต้องเคลื่อนไหวต้องออกกำลังกาย  เช่น  การวิ่ง  เดิน  ยืน  นั่ง  นอน  ทำบ่อยๆ ทำเป็นประจำ  จะทำให้ร่างกายแข็งแรง  มีสุขภาพกายดี  ส่วนการบริหารจิต  เป็นการบริหารจิตให้หยุดนิ่งอยู่กับที่  ทางศาสนาเรียกว่ามีอารมณ์เดียว  บังคับไม่ให้ดิ้นรนกวัดแกว่ง  ทำให้ความคิดอยู่กับที่นานๆ  ทำบ่อยๆ  ฝึกบ่อยๆ  การทำการฝึกคือกำหนดลมหายใจให้กำหนดรู้ลม  ลมหายใจเข้า  ออก  ยาวหรือสั้น  ให้กำหนดรู้ทำได้ทุกเวลาทุกสมัย  เพราะมีลมหายใจด้วยกันทุกคน  จิตของผู้ที่ทำบ่อยๆ อย่างนี้  นานเข้ามีความชำนาญเมื่อได้รับการฝึกฝนแล้วจะเป็นจิตบริสุทธิ์  สะอาดผ่องใส  มีความตั้งมั่น  ไม่คลอนแคลน  เกิดความพร้อมคือพร้อมที่จะทำงานได้ตลอดเวลา  ทางศาสนาเรียกว่า

๑. ปริสุทธะ  คือ  จิตบริสุทธิ์
๒. สมาหิตะ  คือ  จิตตั้งมั่น
๓. กัมมนียะ  คือ  จิตมีความพร้อม

 
   ประโยชน์ของการบริหารจิต  ทำให้ผู้บริหารบ้านเมืองเกิดความรับผิดชอบขึ้น  มีสติ  สมาธิ  ปัญญา  รู้เห็นตามความเป็นจริง  ทันต่อเหตุการณ์  ทันต่อโลก  เกิดคุณธรรมประจำใจ  เช่น  บ้านเมืองต้องการให้ประหยัดเพราะน้ำมันแพง  ก็ต้องช่วยกันประหยัดทุกรูปแบบ  พ่อค้าแม่ขายก็จะไม่ขึ้นราคาโดยคอยฟังทางบ้านเมือง  มีสติระลึกได้อยู่เสมอ  ไม่เป็นคนประมาท  ไม่เป็นคนมักได้ไม่ถือโอกาส  ผู้บริหารจิตดีแล้วย่อมได้รับความสุข  ดังนี้

๑.ทำให้หย่อนคลายความเครียด
๒.ทำให้เกิดความผ่องใส  กายผ่องใส  จิตผ่องใส  มีความสงบเย็น
๓.ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการศึกษาเล่าเรียน  จำได้เร็ว  เข้าใจได้เร็ว

๔.ทำให้มีความเมตตากรุณาเห็นอกเห็นใจผู้อื่นสัตว์อื่น
๕.ทำให้มีสติ  สมาธิ  ปัญญา  อยู่กับตัวตลอดเวลา
๖.ทำให้มีสัมปชัญญะ  รู้ตัวอยู่เสมอ

๗.ทำให้มีจิตตั้งมั่น
๘.ทำให้มีปัญญารอบรู้  รู้จักเหตุ  ผล  ตน  ประมาณ  กาล  บุคคล  ชุมชน
๙.ช่วยให้ตนเองเกิดความมั่นคง

๑๐.ช่วยให้สำนึกในหน้าที่  ใครอยู่ในหน้าที่ไรก็ทำหน้าที่นั้นได้สมบูรณ์
๑๑.ช่วยให้ไม่ประมาทในชีวิต

ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย  มีบั้นปลายของชีวิตคือตาย 
มีความตายเป็นที่สุด มีความตายเป็นที่ไปเบื้องหน้า 
ขณะที่เราอยู่ก็ขออยู่ให้สังคมพอใจ 
ขณะที่เราไปก็ขอให้สังคมคิดถึง


ประโยชน์ของการบริหารจิต - หลวงพ่อจรัญ ฐิตตธัมโม

16
การเวียนว่ายตายเกิดเนื่องจากตัณหา - หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ

การเวียนว่ายเกิดตายในสามภพนี้ ก็เนื่องจากตัณหา คือความอยากเป็นต้น เหตุ เช่น กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา
ตัณหาทั้งสามนี้ผู้ปฏิบัติต้อง ศึกษาให้เข้าใจ เพื่อจะได้แก้ไขไม่ให้ใจหลงไปตามตัณหา ความอยากของใจนี้เอง
ที่ไปเกิดในภพต่าง ๆ ความอยากนี้จะเป็นเหตุให้ได้สร้างกรรม คำว่ากาม หมายถึง ความยินดีความพอใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ไม่ได้ผูกขาดจำกัดเฉพาะอย่างใดอย่าง หนึ่ง ความชอบใจในสิ่งใด อารมณ์แห่งความชอบใจความพอใจ

เรียกว่า อิฎฐา รมณ์ ที่เกิดขึ้นในสิ่งที่ชอบใจ ตัณหา หมายถึง ความอยากของใจโดยเฉพาะ ความอยากนี้
ก็จะเป็นไปตามความพอใจและชอบใจ ถ้าความชอบใจในทางดีก็จะ เกิดความอยากในทางที่ดี
ถ้าความชอบใจในทางที่ไม่ดีก็จะเกิดความอยากในทาง ที่ไม่ดี ถ้าความพอใจชอบใจไปในทางโลก
 
ความอยากก็จะเป็นไปในทางโลก ถ้าความชอบใจพอใจในทางธรรม ความอยากก็จะเป็นไปในทางธรรม
ฉะนั้น ความอยากจึงเป็นไปตามความพอใจและชอบใจที่เรียกว่า กาม จะแบ่งออกเป็น สองหมวดใหญ่ด้วยกัน
เพื่อให้ผู้อ่านได้ศึกษาและนำไปปฏิบัติตามความสามารถของตน
 
1. วัตถุกาม
2. กิเลสกาม


         ทั้งสองกามนี้จะมีตัณหาคือความอยากครอบ คลุมไว้อย่างแน่นหนา จึงยากแก่สติปัญญาจะฝ่าฟัน
ให้กระจายหลุดออกจากใจได้ แต่ไม่เหลือวิสัยไปจากสติปัญญาที่มีความฉลาดเฉียบแหลมรู้จักวิธีขุดคุ้ยแยกแยะตี
แผ่กามตัณหาออกมาให้รู้เห็นให้แจ่มแจ้งชัดเจน วัตถุกามนี้ก็แยกออกเป็นสองประเภทด้วยกัน
 
1. วัตถุกามที่มีวิญญาณ ครอง
2. วัตถุกามที่ไม่มีวิญญาณครอง


          วัตถุกามที่มีวิญญาณครองเป็น สังหาริมทรัพย์ หมายถึง สัตว์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเรารับผิดชอบอยู่
มีความห่วง อาลัยผูกพันว่าสัตว์นั้นเป็นของของเรา ใจมีความอาวรณ์ห่วงใยอาลัยผูกใจไว้กับ สัตว์นั้นอยู่
ก็เกิดความยึดมั่นถือมั่นว่าอยากให้อยู่ร่วมกันไปตลอดกาล ไม่อยาก พลัดพรากจากกัน จะอยู่กินหลับนอนที่ไหน
ก็อยากอยู่ร่วมกัน อยากจะสัมผัส อารมณ์แห่งความรักต่อกันอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากเกิดความไม่เที่ยง

มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จำเป็นจะต้องพลัดพรากจากกันไปจะอดใจไม่ได้เลย จะเกิดความ
ทุกข์ใจไม่สบายใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ ร้องไห้เสียใจแทบสติจะล่มสลาย ความอยากให้ชีวิตของเขา
ให้อยู่เป็นคู่ชีวิตของเราก็จะเป็นความจริงเกิดขึ้น นั้นคือ อนิจจัง ความไม่เที่ยง แต่เราจะทำให้เที่ยง
โดยความเข้าใจเอง เมื่อสิ่งนั้นไม่เป็น ไปตามความเข้าใจ ก็จะเกิดความทุกข์เดือดร้อน
นี้เรียกว่าเรามีความเข้าใจผิดจาก หลักความเป็นจริง หรือไม่รับความเป็นจริง
ในสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่รับความจริงว่า
ชีวิตเกิดจากสิ่งที่ตายเป็นเราก็ต้องตายเหมือนกัน
 
       ชีวิตเกิดจากสิ่งที่เป็นทุกข์เราก็ต้องมีความทุกข์ ชีวิตเกิดจากสิ่งที่ไม่เที่ยงเราก็ไม่เที่ยง
ชีวิต เกิดจากสิ่งไหน เราก็จะเป็นไปตามสิ่งนั้น นี้คือการพิจารณาให้ถูกต้องตามหลัก ความเป็นจริง
เพื่อให้เกิดความรู้จริงเกิดความเห็นจริงตามหลักสัจธรรมที่ถูกต้อง ด้วยสติปัญญาของตัวเอง

การเวียนว่ายตายเกิดเนื่องจากตัณหา - หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ
จาก  บ้านจอมยุทธ

17
ยกมือเข้า เอามือออก - หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ 

แรกเริ่มหลวงพ่อมีเหตุจูงใจอะไร ที่ทำให้เดินเข้าสู่หนทางแห่งพุทธธรรม

หลวงพ่อเป็นเณรตั้งแต่อายุ 11 ปีกว่า ถึงไปบวช คือ ญาติๆ กันท่านไม่มีเณรใช้
เลยเอาไปบวชเป็นเณรใช้ พอดีบวชตอนนั้น ธรรมดาวัดนี้ไม่มีโรงเรียน หลวงพ่อเขียนหนังสือไม่เป็น
อ่านไม่ได้ ไปเรียนตัวธรรมกับตัวลาว เคยรู้ไหมตัวลาว หนังสือเมืองลาว ไทยน้อยน่ะ
เขาเรียกว่าไทยน้อย หลวงพ่อได้เรียนอันนั้น พอเรียนอันนั้นแล้วก็ฝึกกรรมฐาน วิธี "พุทโธ"
หายใจเข้า "พุท" หายใจออก "โธ" เรียกว่า เอาพระพุทธเจ้ามาไว้กับจิตกับใจเรา

ในระยะนั้น หลวงพ่อให้ฝึกหลายวิธี เพราะท่านเป็นพระกรรมฐาน ก็ฝึกสัมมาอะระหัง
หายใจเข้า หายใจออก จากนั้นก็มีอาจารย์มาอีกองค์หนึ่งเป็นเพื่อนๆ ของท่านนั่นเอง
แนะนำให้ฝึกหัดวิธีนับ 1, 2, 3 หายใจเข้า 1 หายใจออก 2 หายใจเข้า 3 หายใจออก 4
นับ 1, 2, 3 ถึง 10 แล้วก็นับจาก 10 ลงมาถึง 1 หัดนับย่อ แล้วก็นับขึ้นไปถึง 20 ให้ผูกกับลมหายใจ
นับจาก 20 ลงมาถึง 1 ท่านว่าขลังอีกซะด้วย อันนี้เราไม่รู้ ก็ต้องทำแหละ   
บวชเป็นเณรระยะปี 6 เดือน 2 พรรษาที่ฝึกกรรมฐานจากท่านก็เลยออกมาเป็นหนุ่ม
ช่วงเป็นหนุ่มท่านก็พยายามให้ฝึกหัดฟังเทศน์ ครูบาอาจารย์แต่ละองค์มาเทศน์ต้องไปฟัง
หรือใครพูดที่ไหนก็ต้องไปฟังท่านสอน ให้ทำอยู่อย่างนั้นแหละ ก็ไม่รู้ ก็รู้แต่ที่ว่าตามแบบ
ต่อมาอายุ 20 ปี หลวงพ่อก็ไปบวชเป็นพระหนุ่มตามธรรมดา 16 เดือน ก็ทำตามที่ครูบาอาจารย์สอน
สึกออกมามีครอบครัวก็ทำอยู่เรื่อยๆ มา หลวงพ่อมาที่อุดร มาเที่ยวที่อุดร

ก็เลยมีพระองค์หนึ่งได้วิธีพองยุบขึ้นไป ท่านก็สอนวิธีพองยุบให้ หลวงพ่อก็ทำอยู่ในระยะนั้นในเกณฑ์ 8 ปีได้   
ทำวิธีพองยุบ แล้วก็ทำอานาปานสติ อานาปาฯ ทั้งหมดแหละ ถ้าพูด พุทโธ ก็เป็นอานาปาฯ
สัมมาอะระหัง ก็เป็นอานาปาฯ นับ 1, 2, 3 ก็เป็นอานาปาฯ พองยุบ ก็เป็นอานาปาฯ ทั้งนั้น
หลวงพ่อเข้าใจอย่างนี้ แต่โดยหลักพุทธศาสนา แต่ไม่รู้ว่าทางไหนไปที่ไหน หลวงพ่อไม่รู้

ต่อมา หลวงพ่อเป็นคนชอบทำบุญ ทำบุญประจำทุกปี บ้านหลวงพ่อบุญเรื่องชาดกเวสสันดร บุญประจำปี   
เดือน 5 เดือน 6 บุญเข้าพรรษา ออกพรรษา บุญต่างๆ หลวงพ่อทำมาบ่อย  เข้าใจแต่ทำบุญเท่านั้น   
ไม่รู้ว่าบุญคืออะไรก็ไม่รู้ อยู่ที่ไหนใกล้ไกลยังไงก็ไม่รู้ หลวงพ่อไม่รู้จริงๆ แต่ทำได้ เพราะทำตามเพื่อนๆ 
พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ครูบาอาจารย์สอนยังไง ก็ต้องทำเพราะเราไม่รู้ และอยากจะเป็นคนดี ไม่อยากจะเป็นคนเลว

ต่อมาเมื่ออายุในเกณฑ์ 46 ปี หลวงพ่อมีความคิดอยากทดลอง ธรรมนี้เป็นอย่างไร
หลวงพ่อทำมานานแล้ว แต่มันไม่รู้ อย่างว่าแหละถึงอายุ 46 ปี ก็เลยตัดสินใจจะทำ
จะออกนอกบ้านจากบ้านเราไป ไปหาที่ปฏิบัติธรรมะ มาที่จังหวัดหนองคาย มาพบเพื่อนๆ
ก็เลยมีพระองค์หนึ่ง ท่านเป็นปลัดอำเภอ ชื่อหลวงพ่อวันทอง ท่านเกษียณแล้วเลยบวช
ไปสอนวิธีพองยุบอีกแล้ว นึกว่าจะแปลก แต่ไปๆ มาๆ มันไม่แปลก ก็เหมือนเดิม

ต่อมา หลวงพ่อก็เลยเคลื่อนไหวในตัวนี่แหละ เคลื่อนไหวไปมา กำหนดให้มีความรู้สึกตัวมากเข้า
แต่ขอกรรมฐานท่าน วัน 8 ค่ำ วัน 9 ค่ำ ก็มาทำแบบที่ท่านสอน ไม่ใช่ทำอย่างนั้นหรอก
ทำวัน 8 ค่ำ ถ้าจะได้กรรมฐานก็ต้องทำเต็มที่แหละ ทำไปทำมา มันก็ขี้เกียจ วัน 9 ค่ำ ก็ต้องทำ
วัน 10 ค่ำ หลวงพ่อก็เกิดเข้าใจ เข้าใจธรรมะโดยที่ไม่เคยนึกฝันว่าจะเป็นอย่างนั้น
เกิดความเข้าใจ เรื่องรูป เรื่องนาม รูปธรรม นามธรรม รูปโรค นามโรค นี้มี 2 อย่าง
โรคทางเนื้อหนังต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาล โรคทางใจต้องเจริญสติให้รู้สึกสำนึกจิตใจนึกคิดมันเข้าใจไปอย่างนั้น
เกิดรู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้รู้จริง   แต่ก่อนหลวงพ่อรู้ แต่ไม่รู้อย่างนี้ ผมหงอก ฟันหัก
เนื้อหนังมันแห้งไปเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา   นานๆ เป็นทุกข์ เมื่อมารู้คราวนี้ มันไม่เป็นอย่างนี้ อันนั้นมันเป็นทุกขเวทนา
ทุกข์ประเภทนั้นมันแก้ไม่ได้ ตัวอนิจจัง ตัวทุกขังนั้น ตัวอิริยาบถ ตัวทุกอิริยาบถนี่เลย
 
หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น เคลื่อนไหว เหยียดกาย เหยียดหัว กระพริบตา หายใจ ก้มเงย
กลืนน้ำลายเป็นทุกข์ทั้งนั้น มันนึกมันคิดเป็นทุกข์ทั้งนั้น ติดอยู่กับตัวรูปนี้เอง หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น
แปลกขึ้นมา พอดีเข้าใจอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หลวงพ่อเกิดรู้สมมุติขึ้นมา สมมุติอะไรรู้ให้ครบ รู้ให้จบ
รู้ให้ถ้วน บวชแล้วสึก สึกแล้วบวช อันนี้มันเป็นสมมุติสงฆ์ มันไม่ใช่สงฆ์โดยปรมัตถ์  สมมุติเข้าใจอย่างนั้น

เมื่อรู้อันนี้ก็เลยรู้ผี เทวดาขึ้นมา ผีคือเป็นอย่างนั้น เทวดาก็ต้องเป็นอย่างนั้น หนูเคยเห็นผีไหม
คนไม่มีตาทิพย์ไม่เห็น เคยเห็นเทวดาบ้างไหม เราไม่มีตาทิพย์ หลวงพ่อเกิดเผอิญมีความจริงใจขึ้นมา
ผีคือคนทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว ก็คือผี นางนี้คือผี โอ้ ! ตัวผีคือไม่ใช่ตัวคน   เป็นตัวลักษณะประเภทของจิตใจนึกคิด 
ตัวนั้นเป็นผี เทวดาคือ คนนี้สวยงามเป็นเทวดา เคยได้ยินบ้างไหม คนใดอยู่ดีกินดี ไม่โกหก ไม่หลอกลวง   
ก็เอะ ! คนเฒ่า คนแก่ คนนี้คือพระธรรมก็เข้าใจเป็นอย่างนั้น โอ้ ! ตัวพระธรรมจริงๆ คือตัวคนนั่นเอง
 
หลวงพ่อก็เข้าใจ เรื่องสมมุตินี้ให้ว่าทุกอย่างที่สมมุติขึ้นในโลก หลวงพ่อเข้าใจโดยไม่เก้อเขิน
ใครจะพูดอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา เราจะศึกษาให้รู้ก็ต้องเข้าใจอย่างนั้น

พอรู้เรื่องสมมุติแล้วก็เลยรู้เรื่องศาสนาขึ้นมา ศาสนาแปลว่า คำสั่งสอนของท่านผู้รู้ ใครจะรู้เรื่องอะไร
ก็ต้องนำเรื่องนั้นมาสอน พุทธศาสนาแปลว่าที่พึ่ง หรือศาสนาก็แปลว่า ที่พึ่ง พึ่งได้จริงๆ บางคนก็พึ่งผี
บางคนก็พึ่งเทวดา บางคนก็พึ่งฤกษ์งามยามดี เสียเคราะห์ สะเดาะโศกเป็นอย่างนั้น คนเราเป็นอย่างนั้น
พึ่งไปอย่างนั้น หลวงพ่อแต่ก่อน หลวงพ่อก็กลัวผี เรียนมนต์ หลวงพ่อเรียนมนต์กันผี แล้วก็เรียนมนต์คงมีด  คงพร้า คงปืน หลวงพ่อเรียนเพราะว่าหลวงพ่อเป็นคนเที่ยวๆ อยู่บ้าง หลวงพ่อยังคงจำได้อยู่นะ บางคำนะ   ตัวมนต์เหล่านั้นเป็นเรื่องสมมุติ สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจ ให้เขาพึ่งอย่างนั้นไปก่อน   เมื่อเรารู้ดีก็ไม่ต้องไปพึ่งอย่างอื่น พึ่งตัวเรา "ตนเป็นที่พึ่งของตน" โอ้ ! มันพึ่งตัวเองจริงๆ เพราะการทำดี   โอ้ ! หลวงพ่อก็เลยเข้าใจหลักพุทธศาสนา ศาสนาก็คือตัวคน ไม่ได้พูดถึงวัดวาอาราม พระพุทธรูป   อันนั้นก็ศาสนาเหมือนกัน อันนั้นเป็นเพียงศาสนาสมมุติขึ้นมา อันนั้นก็จริง จริงโดยสมมุติ ศาสนาจึงคือคน   ตัวทุกคนแหละคือศาสนา ถ้าเราไปด่าคนไปโกรธคน ก็เท่ากับเราไปโกรธศาสนา แล้วเราก็ไม่มีศาสนาแล้ว   เราอย่าไปโกรธคนนั้นคนนี้ เราไม่รู้ศาสนาแล้ว คล้ายว่าไปทำร้ายคน ว่าด้วยการกระทำก็ดี  คำพูดก็ดี  เรียกว่าทำลายศาสนาทั้งนั้นหลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น ศาสนาจึงคือตัวคนทุกคน

ศาสนาแปลว่าคำสอน สอนที่ไหน ตามองดูว่าเขาทำดี หรือทำชั่วก็ต้องรู้ หูมีหน้าที่ฟัง
คนใดพูดธรรมะ คนใดพูดที่ไม่เป็นธรรมะ คนใดพูดธรรมลึกๆ หรือตื้นๆ ต้องรู้ หรือเข้าใจอย่างนั้น
อ้อ ! ผู้หญิงก็เป็นศาสนา ผู้ชายก็เป็นศาสนา คนไทย คนจีน ให้ชื่อว่าคนก็เป็นศาสนาทั้งนั้น
เขาจะถือศาสนาคริสต์ อิสลาม หรือว่าศาสนาใดก็ตาม หลวงพ่อก็เลยเกิดรับรองว่า
ทุกคนต้องรู้คำสอนเรื่องพุทธศาสนา รู้จักศาสนาดีแล้ว รู้จักบาปขึ้นมา รู้จักบุญขึ้นมา
บาปคืออะไร บาปคือคนไม่รู้ บาปคือยังโง่หลงอยู่นั่นเอง บาปคืออยู่ที่มืด
ยังไม่มีความสว่างในใจก็เป็นบาปทั้งนั้น บุญคืออะไร บุญคือเรารู้ บุญคือเราแจ้ง
บุญคือเราฉลาด บุญคือเราไม่โง่นั่นเอง เรารู้เท่าทันเหตุการณ์นั่นเอง

ตอนเช้าหลวงพ่อรู้ ประมาณตี 5 จากนั้นหลวงพ่อเกิดความรู้แปลกขึ้นมา อันนี้หลวงพ่อลืมตัวไป
ก็เลยคิดว่าจะไปสอนคนนั้นอย่างนั้น ไปสอนผี สอนเทวดา เข้าใจไปอย่างนั้น ตอนนั้นหลวงพ่อไม่รู้
ไม่รู้ว่าหลวงพ่อเป็นอะไร ก็ภูมิใจในความรู้อันนั้น ตกเย็นไปอาบน้ำมา หลวงพ่อก็นุ่งกางเกง
คล้ายๆ คือ มีคนมาผลักตรงข้างๆ หลวงพ่อ มองคนก็ไม่เห็น เอ๊ะ ! มันเป็นอะไร
คิดขึ้นมาครั้งที่ 2 หลวงพ่อรู้ โอ้ ! มันคิดแล้ว คิดเป็นครั้งที่ 3 หลวงพ่อรู้ โอ้ ! ความคิดมันเป็นอย่างนี้
พอมันคิดปุ๊บ มันดึงเราไปเลย เราไม่มีที่กำหนดรู้ เราไปเพลินกับความรู้ หลวงพ่อก็สมมุติเอานะ
ทำเหมือนแมวกับหนู หนูมันตัวโต แมวมันตัวเล็ก พอดีหนูออกมา แมวมันตัวเล็กจับหนู
พอหนูวิ่งแมวตัวเล็กก็ติดหนูไป มันเอาชนะแรงหนูไม่ได้ ความคิดเหมือนกัน ตัวสติมันพอดีตัวความคิด
คิดไปตัวนี้ก็เข้าไป บัดนี้เราต้องสมมุตินะ ไม่ต้องไปโกรธหนู ไม่ต้องไปโกรธแมว แต่ให้อาหารแมวมากๆ   
ให้อาหารแมวก็ต้องทำความรู้สึก ถ้าพูดทางธรรมะ ก็เรียกว่าสติ สร้างสติให้มาก   ถ้าพูดตามภาษาของหลวงพ่อ
ก็ต้องให้มีความรู้สึกมาก ความไม่รู้สึกนั้นก็จะหายไป
 
พอคิดปุ๊บ มันมีความรู้สึกอย่างนี้มาก มันก็มีความคิดเห็น โอ้ ! มันคิดได้นั่น ทิ้งไปเลย
มาอยู่กับความรู้สึก ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เรามีสติกำหนดรู้ในอิริยาบถทั้ง 4 ยืน เดิน นั่ง นอน   
อ้อ ! อันนี้เอง ไม่ใช่สติอันนั้น อันนี้มันเป็นความรู้สึกนี้เอง ตัวสติเท่านั้นก็ยังไม่พอ
 
ให้มีสติกำหนดรู้ในอิริยาบถย่อย คู้ เหยียด เคลื่อนไหว โดยวิธีให้มีสติรู้ ตัวครูบาสอนอย่างนั้น แล้วก็จำได้    แต่ว่าไม่รู้ทำ พอดีท่านสอนความเคลื่อนไหว พอคิดปุ๊บ บางทีมันผิด มันก็จูงความคิดไป ทำความรู้สึก   ความคิดมันก็หยุดมาหาความรู้สึกตัว อ้อ ! เข้าใจ พระพุทธเจ้าท่านสอน ทุกข์ย่อมกำหนดรู้    มากำหนดตัวทุกข์ตัวนั้นเอง ตัวทุกข์ตัวนั้นมันกำหนดไม่ได้ ก็เข้าไปในความคิดเลย หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น   ใครจะพูดยังไงหลวงพ่อก็ว่าดีของเขา ไม่ใช่ดีของเรา เรารู้เรื่องนี้ก็ต้องเอาอันนี้ไปจับ ไปจับเป็นทางวิธีปฏิบัติ   ที่เราทำนี่ไม่ต้องขึ้นกับเงื่อนไขที่ไหน เพราะพระพุทธเจ้าท่านก็สอนไว้แล้วในหนังสือกาลามสูตร   อย่าเชื่อถือโดยเขาเล่าลือกันมา อย่าเชื่อถือโดยเขาพูดตามกันมา อย่าเชื่อถือโดยเห็นว่ามีในตำรา   อย่าเชื่อถือโดยเห็นว่าเขาทำกันอย่างนั้น แม้ที่สุด 10 ข้อนะ ที่หลวงพ่อเคยเขียนเอาไว้

ไม่ให้เชื่อถือทางครูบาอาจารย์ อึ้ม ! มันจริง ไม่ต้องเชื่อใครทั้งหมด เชื่อเพราะเรารู้
เชื่อเพราะการกระทำของเรา เข้าใจไหม ตัวทุกข์กำหนดรู้ สมุทัยต้องละ ตัวสมุทัยก็ตัวคิดนี่เอง
มันละไม่ได้ พอดีมันมากำหนดทางนี้ปุ๊บ มันวาง มันเลยมาหยุดที่ความรู้สึกนี่ มรรคต้องเจริญทำบ่อยๆ
ทำความรู้สึกอันนี้บ่อยๆ อันนี้ขัดจังหวะประเดี๋ยวคิดปั๊บ เราก็เห็น ไม่ใช่ตาเห็น ใจมันเห็น
คิดมันอยู่ที่ตรงนี้ ทำอย่างนี้ นี่เราทุกข์ต้องรู้ สมุทัยต้องละ มรรคต้องเจริญ   นิโรธธรรมต้องทำให้แจ้งด้วยรู้

ตอนเย็นนั้น น้ำหนักหลวงพ่อประมาณ 100 กิโล หลวงพ่อเขียนเอาไว้นะ หลวงพ่อเดินไปเดินมา
มันมีต้นข่อย ต้นพุทรา เดินไปคล้ายๆ คือหลวงพ่อมีของหนักๆ ในตัวหลวงพ่อ 100 กิโล
หลวงพ่อสลัดทิ้งไป 60 กิโลอย่างน้อยที่สุด เราเกิดมาในชีวิตนี้ ทำพุทโธ อะระหัง พองยุบ รักษาศีลอุโบสถ   
ทำอะไรมันไม่เป็นอย่างนี้ เรื่องวัตถุ วัตถุ หมายถึงทุกอย่างเลย ต้นไม้ ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง   ดิน ฟ้า อากาศ
เป็นวัตถุทั้งนั้น วัตถุอีกชนิดหนึ่ง เงินทอง เสื้อผ้า เป็นวัตถุ
 
วัตถุอีกชนิดหนึ่งนี่คือตัวเราเป็นวัตถุ อันนี้เป็นวัตถุ วัตถุในที่นี่คือใจ วัตถุมันมากที่สุด
ปรมัตถ์หมายถึงสิ่งที่มองเห็น กำลังเผชิญหน้า เป็นภายนอกภายในวัตถุเหมือนกัน
ปรมัตถ์หมายถึงของจริงๆ ไหม พูดถึงจิตใจทีเดียว อ๋อ ! จิตใจเป็นปรมัตถ์ ก็เลยดูอาการ
อ๋อ ! สภาพความเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นอย่างนี้ หลวงพ่อเข้าใจอย่างนี้ ดิน ฟ้า อากาศ ก็เป็นอย่างนั้น
ต้นไม้ ภูเขา หนอง คลอง บึง ก็เป็นอย่างนั้น เสื้อผ้า เงินทอง อัตตา สิ่งเหล่านั้นเป็นอาการข้างหนึ่ง
แต่มันไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่คนมีหน้าที่รู้เป็นอะไร ก็เลยดู โอ้ ! เรื่องโลภะ โทสะ โมหะ
มันเป็นอย่างนี้ เมื่อเราเห็น เรารู้ลักษณะของมัน แล้วมันก็เลยหนีไป โอ้ !

ผ้าขาวที่มันสะอาดนะ คนทุกคนเกิดมามันสะอาดแล้ว
แต่มันมาเปรอะเปื้อนสิ่งต่างๆ เข้ามา มันก็สกปรก โอ้ !
จิตใจคนทุกคนเหมือนกัน หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น


ยกมือเข้า เอามือออก - หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ 
จากหนังสือพบพระวิปัสสนา - ธรรมทรรศน์จากวิปัสสนาจารย์

Pages: 1 [2] 3 4 ... 10