Author Topic: ปุจฉา - วิสัชนา ต่างประเทศ - หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี  (Read 15 times)

นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1103
    • View Profile
ปุจฉา - วิสัชนา ต่างประเทศ - หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

สิงคโปร์
ครั้งที่ ๑
วันที่ ๘ – ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๙
วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๙ (เวลาบ่าย)


สนทนาธรรม

ท่านอาจารย์

ใครมีเรื่องอะไรสนทนาก็เชิญ

๑. ผู้ถาม
ได้อ่านวิธีปฏิบัติธรรมแบบพม่า

ท่านอาจารย์
แล้วเวลาปฏิบัติ ปฏิบัติอย่างไร

๑. ผู้ถาม
ที่ได้รับอบรมมานั้น เวลานั่งภาวนาพยายามที่จะขจัดอารมณ์ไม่ให้มารบกวน พอขจัดอารมณ์สงบลงพักหนึ่ง จะมีอารมณ์ใหม่เกิดขึ้น จะเป็นอารมณ์อะไรก็แล้วแต่ พอเห็นว่าเกิดอารมณ์ขึ้นแล้ว ก็พยายามทำใจให้ว่างก็สงบอีก ทำอยู่อย่างนี้เห็นว่าเป็นการทำให้สงบได้ไม่นาน ขอกราบเรียนถามว่า ทำอย่างไรถึงจะทำให้สงบได้นานๆ

ท่านอาจารย์
การขับไล่อารมณ์ให้ออกไปได้นั้นดีแล้ว แต่ยังจับหลักไม่ถูกต้อง
จับความสงบของจิตใจให้ได้ จึงจะสงบได้นาน ๆ

๑. ผู้ถาม
เมื่อทำความสงบแล้ว แต่พออารมณ์เกิดขึ้น ก็พยายามจับอารมณ์นั้น เมื่อจับอารมณ์นั้นได้แล้ว
ก็สามารถทำความสงบอีกได้ มันจะเป็นอยู่อย่างนี้ และพยายามทำอยู่อย่างนี้

ท่านอาจารย์
ให้ไปจับเอาต้นเหตุคือ ผู้คิดนึกก่อนที่เป็นอารมณ์ อารมณ์ทั้งหลายก็หายไป
แล้วสงบอยู่อย่างเดียว จับเอาความสงบนั้นให้ได้

๑.ผู้ถาม
เมื่ออารมณ์เกิดขึ้น ท่านอาจารย์ให้พยายามจับอารมณ์นั้นใช่ไหมครับ

ท่านอาจารย์
ให้พิจารณาจับอารมณ์นั้น จับที่ตรงเหตุ คือผู้ไปคิดนึกเป็นเหตุ นั่นแหละจับเอาตรงนั้นแหละให้ได้

๑. ผู้ถาม
ได้พยายามจับอารมณ์นั้นเหมือนกัน แต่มันก็ดับไปก่อน

ท่านอาจารย์
ให้เข้าใจอย่างนี้ ใจเป็นกลาง ผู้คิดผู้ส่งไปเป็นอารมณ์นั้นคือจิต
ให้จับเอาจิตผู้เป็นเหตุนี้ให้ได้จึงจะหมดเรื่อง

๑.ผู้ถาม
ที่ทำภาวนานี้ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น ต้องการทำใจให้ว่างตลอดเวลา

ท่านอาจารย์
มันไม่ว่างน่ะ ซิ ถึงว่างก็ไปยึดความว่างนั้น ก็เลยไม่ว่าง

๑. ผู้ถาม
จะพยายามละอุปาทานได้อย่างไร

ท่านอาจารย์
มันยังมากมาย ขอให้พิจารณาอัตตานี้เสียก่อน เมื่อพิจารณาอัตตานี้เห็นชัดเจนแล้ว
จนไม่มีอัตตา สิ่งทั้งปวงทั้งหมดเป็นอนัตตา นั่นแหละจึงจะละอุปาทานได้

๑ .ผู้ถาม
ขอท่านอาจารย์โปรดอธิบายคำตอบสุดท้ายอีกครั้งหนึ่งครับ

ท่านอาจารย์
ขอให้ใช้สติควบคุมปัญญาพิจารณา รูป-นาม คือกาย กับ ใจ อันนี้ ให้เห็นแจ้งชัดเจนด้วยใจของตนเอง แล้วมองเห็นสิ่งทั้งปวงมีสภาพเหมือนกันหมด นี้ก็เป็นอุบายอันหนึ่งของอุบายหลายๆ อย่างด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ละ อุปาทานได้ อุปาทานไม่ใช่อันเดียว มีหลายอย่าง แต่ไปชัดอุบายอันเดียว แล้วเรื่องอื่นก็ด้วยกันทั้งหมด

๑.ผู้ถาม
ที่ท่านอาจารย์ให้พิจารณากายนั้น ควรจะพิจารณาส่วนไหนครับ

ท่านอาจารย์
จะพิจารณาส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้แล้วแต่ถนัด เมื่อมันชัดแล้วส่วนอื่น ก็ชัดตามกันไป
หรือจะชัดเฉพาะแต่ส่วนที่พิจารณาก็เอา อย่าไปอยากให้มันชัดทั้งหมด
ประเดี๋ยวใจมันจะถอนออกมาเสีย สิ่งที่ชัดจะหายไปเสีย
สิ่งที่ไม่ชัดก็เลยไม่ชัดตามกันไปด้วย

๑.ผู้ถาม
เมื่อพิจารณาอนิจจัง หรือนามธรรมอื่น อันใดจะชัดกว่าครับ

ท่านอาจารย์
เมื่อพิจารณาอนิจจัง ขอให้ลงถึงใจจริง ๆ เถิดเป็นชัดด้วยกันทั้งนั้นไม่ว่ารูปและนาม

๑.ผู้ถาม
เวลาทำความสงบมีอารมณ์เล็กน้อย มันจะไปยึดเอาแต่ความสงบนั้น

ท่านอาจารย์
ก็ต้องเป็นอย่างนั้น ความสงบเป็นความสุขอย่างยิ่ง แต่ความไม่สงบเป็นสัญชาติญาณ
มันยังมีอยู่และไม่มีความสุข จงทำความสงบให้มากจนไม่มีอารมณ์แล้วอยู่เป็นสุข

๑.ผู้ถาม
เวลาที่ทำสมาธิโดยกำหนดลมหายใจ และเมื่อจิตสงบนิ่งดีแล้ว กลับมาพิจารณากายโดยคิดไปว่า น่าจะเป็นโรคอันนั้นอันนี้ ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ แต่เมื่อคิดว่าขณะกำลังพิจารณาอานาปานสติอยู่ ก็นับหนึ่ง-สอง-สาม---- จนถึงสิบแทนการกำหนดลมหายใจ ความรู้สึกนั้นก็หายไป ทำอย่างนี้จะถูกหรือไม่

ท่านอาจารย์
จิตยังไม่สงบเต็มที่ยังไม่เข้าถึงธรรมจึงต้องหวงแหนร่างกายอยู่ กลัวจะเกิดโรคนั้นโรคนี้อยู่
ถ้าจิตเข้าถึงสมาธิเต็มที่แล้วและเข้าถึงธรรม ความวิตกกังวลเช่นนั้นจะไม่มีเลย

๑.ผู้ถาม
ผมเข้าใจว่าเมื่อใจจะเป็นฌานต้องวางอารมณ์เสียก่อน เมื่อวางแล้วก็เป็นฌาน
หลังจากนั้นผมพยายามจับอาการสามสิบสองมาพิจารณาใหม่

ท่านอาจารย์
ฌานก็ต้องมีอารมณ์ ไม่มีอารมณ์จะเรียกฌานได้อย่างไร อารมณ์ของฌานคือ
อานาปานสติ อสุภ กสิณ ทั้งหลาย เป็นต้น ที่จับเอาอาการสามสิบสองมาพิจารณานั้นดีแล้ว
ขอให้พิจารณาไปเถิด เป็นอย่างไรช่างมัน ขอให้มันเป็นก็แล้วกัน

๑.ผู้ถาม
เวลาอารมณ์อะไรมาแทรกขณะที่กำลังพิจารณาอยู่ ใจก็มักจะเข้าหาฌาน
แต่ถ้าเมื่อใดใจจดจ้องแต่อารมณ์เดียว เวลาจับเอาอารมณ์นั้นมาพิจารณากาย จตใจก็จะตั้งมั่นอยู่ที่กาย

ท่านอาจารย์
ฌานเป็นอารมณ์ขี้ขลาด เหตุนั้นเมื่อมีอารมณ์มาแทรกจึงหลบเข้าฌานเสีย สมาธิเป็นอารมณ์กล้าหาญ
เมื่ออารมณ์ใดเข้ามาแทรกจะต้องจดจ้องเพ่งพิจารณาอยู่ที่กายแห่งเดียว

๑.ผู้ถาม
เมื่อก่อนนี้ ผมคิดว่าการเรียนหมอนี้เป็นหลัก วิชาที่ได้เปรียบในเรื่องการพิจารณา
แต่เดี๋ยวนี้ทราบว่าเข้าใจผิด การไปเพ่งดูโรคต่าง ๆ แล้วเอามาพิจารณานั้นมันยังเป็นการเพ่งภายนอก

ท่านอาจารย์
เราเพ่งอันนั้นนับว่าดีแล้ว เราจับจุดได้ว่ามีโรคอะไรเกิดขึ้นในที่นั้น เราเพ่งเรียกว่าเพ่งออกไปภายนอก เรียกสมาธิเหมือนกัน เมื่อจิตใจจดจ่ออยู่อันเดียวเรียกสมาธิ แต่เป็นสมาธิส่งนอก บรรดาวิชาทั้งหลายที่เรียนรู้มาแล้วในโลกนี้และนำออกมาใช้ทั้งหมด ล้วนแต่เกิดจากสมาธิอันนี้ทั้งนั้น แต่ในทางพุทธศาสนาให้ย้อนกลับมาพิจารณาภายใน ใครเป็นผู้พิจารณา ใจเป็นผู้พิจารณา จับใจนั้นแหละมาพิจารณาอ๋อ…….ผู้นี้เองเป็นผู้พิจารณา แล้วเรามาพิจารณาใจว่ามันมีอะไรอยู่ตรงนี้บ้าง เวลาเราคิดนึกส่งส่ายมันไปหาอะไร จับตรงนี่แหละขึ้นมาพิจารณาอยู่ตรงนี้ ตั้งสติควบคุมทำความรู้สึกไว้ เอาแค่นี้เสียก่อน เมื่อสมาธิเกิด มันต้องวางอารมณ์อันนั้นตามหลักพระพุทธศาสนา ถ้าหากไปติดอารมณ์นั้นอยู่เป็นสมาธิเหมือนกันแต่เป็นสมาธิส่งนอก

๑. ผู้ถาม
เมื่อก่อนนี้เวลาภาวนา พิจารณาเห็นสมองของคนอื่นอยู่ข้างหน้าปัจจุบันนี้
พยายามพิจารณาให้เป็นสมองของตัวเองบ้างจะเป็นอย่างไรครับ

ท่านอาจารย์
มันก็ดีละซี เห็นภายนอกแล้วน้อมเข้าภายในกายของตน ไม่ให้ส่งออกไปภายนอก
ไม่ว่าแต่สมองล่ะ อื่น ๆ ก็ให้น้อมเข้าอย่างนั้นเหมือนกันก็ใช้ได้

๑.ผู้ถาม
เราจะต้องแยกจิตออกจากอารมณ์ใช่ไหมครับ

ท่านอาจารย์
แยกหรือไม่แยกเราไม่ต้องพูด เมื่ออารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ที่ตามีประสาทเป็นผู้รับรู้ อย่างภาษาสมัยใหม่เรียกว่า เซลล์ประสาทก็ดีเซลล์อื่นก็ดีเป็นแต่เครื่องรับ ผู้รู้นั้นคือ ธาตุรู้ สภาพที่รู้นั้นแหละจับให้ได้เมื่อจับตัวนั้นได้แล้ว สิ่งอื่นก็หายไปหมด ก็เป็นอันแยกอารมณ์กับจิต ออกจากกันได้แล้ว

๑. ผู้ถาม
เมื่อเวลาภาวนา จะได้ยินอะไรหรือได้เห็นอะไรในขณะนั้น เราทำเป็นไม่สนใจ
ทำเป็นไม่รู้ ปล่อยวางอารมณ์ให้เฉย ๆ เสียจะได้ไหมครับ

ท่านอาจารย์
นั่นเป็นวิธีวางอารมณ์ ชำระอารมณ์ คือเวลาที่มีอารมณ์ เรารู้จักชำระอย่างนี้ หากอารมณ์อื่นเกิดขึ้นมาอีกก็ต้องใช้แบบนี้ แต่ปรกติธรรมดา ถ้าไม่มีสิ่งใดจะพิจารณา เราต้องมาพิจารณาอารมณ์อันนี้อีกเหมือนกัน ต้องให้มีความชำนาญ ถ้ามันไม่มีอะไรจิตอยู่เฉย ต้องย้อนกลับมาค้นคิดอยู่อีก ให้อยู่กับอารมณ์ที่เกิดนี้ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วจิตจะส่งไปในที่ต่าง ๆ

๒. ผู้ถาม
เวลาพิจารณาอาการ ๓๒ ส่วนใดส่วนหนึ่งจนชัดเจนเห็นตามเป็นจริง แต่มันไม่สลดสังเวชแลเบื่อหน่าย
มันยังเห็นต่อไปว่า กลัวจะเกิดโรคอย่างนี้อีกด้วย ผมกลัวว่าจะไม่ถูกทางพ้นทุกข์ ทางที่ถูกจะทำอย่างไร

ท่านอาจารย์
อันนี้มันยังอยู่ที่เรียกตามหลักวิชาที่ศึกษามา เลยเห็นเพียงสักแต่ว่าธรรมดา ไม่ยึด ไม่ถือ เห็นเป็นธรรมดา เหมือนกับท่อนไม้ท่อนฟืน เห็นไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขาเห็นเพียงแค่นั้น ใจของเรายังไม่ทันเป็นสมาธิ ถ้าเป็นสมาธิเห็นประจักษ์แจ้งวางปุบ ซึ่งตำราทั้งหมด แล้วเห็นเฉพาะตนเอง มันก็สลดสังเวช อันนี้มันไม่เข้ามาในใจ มันไปอยู่ที่อื่นเสียจึงไม่เกิดสลดสังเวช

๒. ผู้ถาม
ผมกลัวว่าจะไปติดทางวิชาเก่าคือวิชาแพทย์ เป็นหมอไม่ได้อบรมทางพุทธศาสนา
กลัวว่าจะไม่ทราบไม่เข้าใจความพ้นทุกข์เพียงพอ เพื่อที่จะเข้าสู่หลักได้
จึงอยากจะกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ควรจะแก้ไขใหม่ดี
หรือว่าเอาอารมณ์อันเก่ามาพิจารณา

ท่านอาจารย์
อารมณ์เก่าหรืออารมณ์ใหม่ไม่สำคัญ ขอแต่ให้เพ่งพิจารณาแน่วแน่ลงเฉพาะที่เดียว
เพ่งพิจารณาอะไรขอให้อยู่ ณ ที่นั้นให้เกิดความรู้ขึ้นเฉพาะตน อย่าไปเอาความรู้จากตำราหรืออื่นมาใช้ เป็นอันใช้ได้ทั้งนั้น

(วันนี้หมดเวลาไม่ได้นั่งภาวนา)

ปุจฉา - วิสัชนา ต่างประเทศ - หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

สิงคโปร์

ครั้งที่ ๑
วันที่ ๘ – ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๙
วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๙ (เวลาบ่าย)