Author Topic: ศาสนาภายใน ก็จิตของคนนั่นเอง - หลวงปู่บุดดา ถาวโร  (Read 54 times)

นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1360
    • View Profile
ศาสนาภายใน ก็จิตของคนนั่นเอง - หลวงปู่บุดดา ถาวโร

ลำดับนี้ตั้งใจนมัสการคุณพระรัตนตรัยด้วยกายพระนาม วจีพระนาม มโนพระนาม โดยสัจจะเคารพแล้ว น้อมพระธรรมเทศนาคำสอนพระผู้มีพระภาคเจ้ามาแสดง เพิ่มพูนปัญญาบารมีของชาวพุทธทั้งหลาย ได้มาเจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พร้อมไปด้วยบารมีสามสิบทัศ ให้มีทั้งภายในและภายนอกของตนเอง

ภายใน คือหมายความว่าอยู่กับจิตใจวิญญาณของตน ภายนอกอยู่กับกาย กับวาจา เป็นนอกเป็นในอยู่อย่างนี้ ให้เจริญในมนุษยสมบัติทั้งภายนอกและภายใน คือมีธรรมะคุ้มครอง ให้เจริญในสวรรค์สมบัติในภายในและภายนอก ธรรมะคุ้มครองอยู่ทั้งภายในจิตก็ดี ทั้งภายในกายวาจาก็ดี ล้วนแต่เป็นธรรมะนั่นแหละ คุ้มครองไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ให้เจริญไปถึงพรหมโลกก็ดี มีธรรมะภายในและภายนอกนั่นเอง

จิตใจของพวกพรหมทั้งหลาย เขาย่อมมีเจริญรูปฌานสี่ อรูปฌานสี่ กายของเขา วาจาของเขาก็อยู่ในรูปฌาน อรูปฌานนั่นเอง แต่อย่างนั้นก็ยังมีสองพวกด้วยกัน มนุษยโลกก็มีสัมมาทิฏฐิธรรม มีมิจฉาทิฏฐิธรรมคู่หนึ่ง สวรรคเทวโลกก็มีสัมมาทิฏฐิ มีมิจฉาทิฏฐิ เป็นอยู่อย่างนี้เข้ากันไม่ได้ ในพรหมโลกก็ดีมีสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐินั่นเอง

เข้าไปสู่ในโลกุตตรธรรม ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระภิกษุสามเณรฝ่ายดีก็บรรลุมรรค ผล นิพพาน ไปอริยมรรคสี่ อริยผลสี่ ทำให้พระสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพ้นจากเกิด แก่ เจ็บ ตายทั้งนั้น ส่วนที่ยังไม่รู้ไม่ชี้อะไรเลยก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าไปอย่างไร พระธรรมไปอย่างไร พระสงฆ์ไปอย่างไร อย่างนี้ก็ยังมีเข้าไปปนอยู่ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ในสมัยพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานในกายเจ็ดวันแล้ว พวกหนึ่งที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ก็ร้องไห้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า เสียดายไม่ได้พบปะพระองค์ในเวลายังป่วยอยู่ พวกหนึ่งกล่าวว่าร้องไห้ทำไม พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว เราทั้งหลายจะได้สบายไม่มีใครว่าจู้จี้จุกจิก เมื่อเป็นเช่นนี้เอง อันนี้เองปุถุชนกับพระอริยเจ้าจึงต่างกัน ถึงไปด้วยกันจำนวนห้าร้อยก็ต่างกันอย่างนั้น

และเมื่อเข้าไปถึงพระบรมศพแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่ให้ไฟนั้นติดศพได้อยู่ มีพระกัสสปะเป็นประธานเข้าไปน้อมนมัสการพระสรีระแล้ว อาศัยเหตุนั้นเอง จึงได้นำคำอย่างนี้เองเข้าไปสู่ชุมชนสงฆ์ตั้งแต่ห้าร้อยขึ้นไป

ผู้ที่กล่าวติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นผู้ที่ไม่รู้จักคุณค่าของคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ไม่รู้จักคุณค่าของพระพุทธศาสนานั่นเอง จะไปรู้แต่เพียงมนุษยโลก สวรรคเทวโลก พรหมโลกนั้นย่อมไปไม่ได้ ต้องให้รู้ว่าพระพุทธเจ้าพ้นไปจากสวรรคเทวโลก พ้นจากพรหมโลกไปแล้ว ไปอยู่ในอริยมรรคสี่ อริยผลสี่ ไปอยู่ในสังขตธรรม อสังขตธรรม วิราคธรรม โลกธรรมทั้งสองแล้วอย่างนี้

ผู้ใดเป็นผู้รู้จักคุณค่าของพระศาสนา ปริยัติศาสนาก็เป็นตัวหนังสือไปหมด
ปฏิบัติศาสนาก็เป็นตัวหนังสือไปหมด ปฏิเวธศาสนาก็เป็นตัวหนังสือไปหมด
ทีนี้ศาสนาภายในก็จิตของคนนั่นเอง ถึงพระศาสนา
เป็นผู้ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายนั้นเอง ตัวไม่ตายเป็นตัวศาสนานั่นเอง


ถ้ายังเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในมนุษยโลก สวรรคเทวโลก พรหมโลก ยังอยู่นอกศาสนา ขอให้ชาวพุทธทั้งหลายได้เจริญมนุสสธรรม เทวธรรม พรหมธรรม ตลอดถึงโลกุตตรธรรม อริยมรรคสี่ อริยผลสี่ ให้เจริญงอกงามในภายในและภายนอก ขอให้จิตใจวิญญาณ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณก็ดี กายวิญญาณก็ดี จิตวิญญาณก็ดี ให้เข้าสู่ในคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ให้พ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย

เพราะร่างกายเนื้อนี้ไม่ว่าในโลกไหน มนุษยโลกก็ดี มันย่อมเปลี่ยนแปลง มันย่อมสลายไป กายสวรรค์ เทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดี ถึงกายพระพุทธเจ้าก็ดี กายพระสาวกก็ดี อย่างนานก็แปดสิบปีบ้าง ร้อยยี่สิบปีบ้าง ร้อยหกสิบปีบ้าง ก็สลายไปอย่างนี้ ในมนุษยโลก สวรรคเทวโลก พรหมโลกก็ทนอยู่ไม่ได้

แต่ว่าให้มาดูจิตใจวิญญาณของเรา เมื่อได้พบปะจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ
กายวิญญาณ มโนวิญญาณ เขาไม่มีขี้ ไม่มีเยี่ยว เขาไม่มีเลือดเนื้อเหงื่อไคลอะไรก็จริง
แต่เขาพบถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เขาเข้าสู่ในมนุษยโลก
สวรรคเทวโลก พรหมโลก เข้าสู่ในภูมิธรรมได้ทุกภูมิ


กามภูมิจิตก็ดี รูปภูมิจิตก็ดี อรูปภูมิจิตก็ดี โลกุตตรภูมิจิตก็ดี จิตของเรานั่นแหละได้เข้าสู่ในมนุสสธรรม เทวธรรม พรหมธรรม โลกุตตรธรรม ได้สิ้นไปแห่งกามาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะนั่นเอง เมื่อเราไม่ติดอยู่ในกามาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะแล้ว อาสวะของจิตไม่มี จิตก็พ้นไปจาก เข้าสู่โลกุตตรธรรม ได้เสวยอริยมรรคสี่ อริยผลสี่ ได้เสวยสังขตธรรม อสังขตธรรม วิราคธรรม โลกธรรมทั้งสอง มนุษย์และเทวดา พรหมทั้งหลายย่อมเจริญจิตใจของตน

พระภิกษุในโลกุตตรธรรมได้รู้ว่าจิต เจตสิก รูปของเรานี้เข้าสู่นิพพาน จิตปรมัตถ์นั้นยังเกิดดับนะ เจตสิกปรมัตถ์ยังเกิดดับ รูปปรมัตถ์ยังเกิดดับ นิพพานปรมัตถ์ไม่เกิดไม่ดับ เพราะฉะนั้น ให้เราเจริญในพระสูตรก็ดี ในพระวินัยก็ดี พระอภิธรรมก็ดี ให้ไปรวมอยู่จิต เจตสิก รูป นิพพาน ให้พ้นไปจากความเกิด ความตาย ด้วยความสวัสดี

ศาสนาภายใน ก็จิตของคนนั่นเอง - หลวงปู่บุดดา ถาวโร