Author Topic: สติรักษาจิต - หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ  (Read 57 times)

นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1341
    • View Profile
สติรักษาจิต - หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ

เมื่อสมัยพุทธกาลนั้น ท่านฟังเทศน์ตั้งใจฟังจริงๆ ฟังด้วยศรัทธาความเชื่อ ฟังด้วยความเลื่อมใส ฟังด้วยความตั้งใจ นำไปปฏิบัติจริงๆ อยู่ในหลักว่าตั้งใจฟังด้วยความเคารพ จดจำคำที่ท่านแสดงเอาไว้ โดยความเอื้อเฟื้อเคารพ แล้วนำไปตรวจตรองพิจารณาด้วยความเคารพ แล้วปฏิบัติตามด้วยความเคารพ ความเคารพต่อพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็เท่ากับความเคารพต่อพระพุทธเจ้า ก็เท่ากับความเคารพต่อพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้านั้น ทรงเป็นผู้ค้นคว้าจนได้บรรลุธรรม ส่วนพระธรรมนั้นก็เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติตาม เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ก็อาศัยพระธรรมนั้น เพราะฉะนั้น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้ง 3 อย่าง แยกออกโดยเนื้อความ แต่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยหลักความจริง

เพราะฉะนั้น การฟังด้วยความเคารพ ก็เพื่อผลประโยชน์แก่ตัวเราเอง เพื่อจะได้ถอนความเห็นผิด
เพื่อจะได้ถอนความเข้าใจผิด เพื่อจะได้อ่อนน้อม เพื่อจะได้ปฏิบัติถูกต้องได้ง่าย
เพื่อปฏิบัติตรงทางได้ง่าย เพราะจิตมันอ่อนมันน้อม


ความเคารพก็คือ การอ่อนการน้อม ธรรมะจะละเอียด คดเคี้ยวอย่างไร ก็เป็นสิ่งที่อ่อนน้อมตาม
มันก็เข้ากันได้ ไม่ขัด ไม่ติด เพราะอาศัยความเคารพ อาศัยความเลื่อมใส


ความเคารพนี้ ก็ต้องอาศัยเป็นผู้ที่ว่าง่ายสอนง่าย เข้าใจถูกต้องง่าย จิตมันค่อยอยู่ในหลักความจริงได้ง่าย ไม่มัวรีรอ เพราะสงสัย เพราะกลัว เพราะไม่รู้ เพราะหลง ทำให้เนิ่นช้า ผู้มีสติปัญญาดี มาพูดสิ่งที่จริงแล้ว จิตดวงนั้น ผลลัพธ์มันตรงกัน เข้าใจกันถูกต้องได้เร็ว ไม่ต้องสงสัยโน่นๆ นี่ๆ เหมือนกับคนที่รู้จัก มีความรู้ ภูมิรู้ได้เรียนหลักวิขาการเสมอกัน มีความรู้เท่ากัน เขาพูดในหลักวิชาการ บทนั้นบทนี้ ก็เข้าใจทันทีด้วยกัน รับรองมั่นคงด้วยกัน คนหนึ่งเข้าใจ คนหนึ่งไม่รู้ เมื่อพูดแล้ว เมื่อเขาไม่เข้าใจ เขาก็ไม่รับรอง เขาก็หาแต่ข้อขัดแย้ง เพราะเขาไม่เห็นด้วย เพราะเขาไม่เข้าใจอย่างนี้แล้ว ผลที่สุดการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลงานก็เลยล่าช้า ไม่ทันเวลา ไม่ทันต่อเหตุการณ์ เพราะมัวแต่หาอยู่ ตกลงกันไม่ได้
เราทั้งหลายฟังธรรม ถ้าเราตกลงได้ง่ายกับธรรมะ คำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว เราก็รู้ เห็นง่าย สงบง่าย

ทีนี้สติของเรา ยังไม่ทันเข้าใจหลักธรรมอันถูกต้องยอมรับตามความจริง เพราะถึงได้ยินได้ฟัง
หรือนานๆ ได้ยินได้ฟัง คิด นึกน้อมไปในเรื่องอื่นนี้มีอยู่ตลอดเวลา


เพราะฉะนั้นการรู้ธรรมนี่ มันมีโอกาสน้อยเหลือเกิน ไม่มีช่องว่างในจิตในใจ ให้ธรรมได้ไปยึดอยู่ ให้มีอิทธิพลในความรู้ทางธรรม อิทธิพลทางโลกเหนือจิตใจของเรามากกว่า ทั้งเวลา ทั้งความรู้ ตลอดถึงความชำนาญ ถึงความคล่องแคล่ว เรื่องทางโลกมันคล่องแคล่วว่องไว รวดเร็วกว่าเพราะเหตุนั้น ทางโลกจึงมีบทบาทต่อจิตใจของเรา ทำให้เราอยู่กระทบกระเทือนแบบโลกๆ อยากจะเข้าไปสู่ธรรม ธรรมก็ไม่มีกำลังช่วยเราเพียงพอ

เพราะฉะนั้น เราควรพยายามเปิดประตูช่องกว้างให้ฝ่ายธรรมะ เพื่อให้มีกำลังเท่าเทียมกันกับทางโลก หรือให้เหนือกว่าทางโลกก็ยิ่งดี ให้พยายามโอปนยิโก น้อมเข้ามา เห็นอะไรอย่างอื่นก็น้อมเข้ามาให้เป็นธรรม เห็นส่วนไม่ดี ให้น้อมเข้ามาเป็นของจริง เป็นทุกข์ เป็นสัจจะ เป็นของจริงที่มีอยู่ประจำโลก มีให้เราได้พบ ได้รู้ ได้พิจารณา เราสร้างปัญญาไม่ให้ลุ่มหลง

ส่วนความสุขที่มีอยู่ในจิตใจของเรา เราก็ควรรู้ไปตามความเป็นจริง เป็นสัจจะ เป็นธรรมความจริง เพราะความสุขมีอยู่จริงในโลก ถ้าความสุขไม่มีแล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์จะได้ความสุขมาอย่างไร ? ความสุขมันมีอยู่แล้ว แต่เราไม่สามารถเอามาเป็นสมบัติของจิตใจ หรือตั้งอยู่ในจิตใจของเราได้ เพราะสิ่งอื่นขัดขวาง หรือบรรจุสิ่งอื่นมันเต็มแล้ว ถึงเราอยากจะเอาเข้าไปก็เข้าไม่ได้ อยู่ไม่ได้ เข้าได้นิดๆ หน่อยๆ มันก็อยู่ไม่ได้ หลุดออกไปๆ

เพราะฉะนั้น เราควรพยายามหาโอกาส เอาธรรมะในส่วนที่ให้เกิดความสงบ เกิดความสุขมาอยู่ในจิตใจของเราให้มาก ธรรมะที่จะมาปรากฏในจิตเรานี้ ต้องอาศัยโอปนยิกธรรม คือ เราน้อมเอามาใส่ใจ น้อมธรรมเข้ามาในใจ อันนี้ก็เป็นจิตระลึกเข้ามาสู่จิตใจของเรา ให้เราได้อ่านธรรมที่มีอยู่ในใจของเราให้มาก จะเป็นส่วนไม่ดี คือความทุกข์ ความรำคาญ ความวุ่นวาย ทางกาย ทางวาจา ทางจิตใจ เป็นส่วนธรรม ส่วนที่ไม่ดี ที่เราควรเบื่อหน่าย ควรเห็นทุกข์เห็นโทษ เห็นเป็นสิ่งที่น่ากลัว แล้วเราไม่มัวเมาประมาทในธรรมนั้นๆ เราพยายามที่ไม่ให้จิตใจไปพัวพันในธรรมนั้นๆ เหมือนกับเราเห็นไฟ หรือเห็นยาพิษ เราไม่ประมาท ไม่ควรจะเอาใส่ลิ้น ไม่ควรเอาใส่ปาก มันเป็นภัยอันตรายต่อสุขภาพ เราควรระมัดระวังไม่ให้ยาพิษเหล่านั้น ไปแปดเปื้อนการบริโภคต่างๆ มันติดเศษเหลือเข้าไปทำอันตราย เมื่อเราเห็นชัดว่ายาพิษเป็นยาพิษแล้ว ส่วนอาหารเป็นอาหาร ส่วนยาพิษให้เป็นยาพิษ เมื่อเราเห็นชัดแล้ว เราก็บริโภค ส่วนที่เป็นอาหาร พอเหมาะพอควร บำรุงร่างกายของเรา ชีวิตก็จะอยู่ได้ตามปกติธรรมดาฉันใด จิตใจของเราก็เหมือนกัน

ยาพิษที่เราทั้งหลายเบื่อไม่ต้องการ ก็คือทุกข์นั่นเอง เมื่อทุกข์มันจะเจือปนอยู่ในประเภทใดๆ
เราก็พยายามสำรวม ระมัดระวังที่มาจากเหตุ คือความหลง


เพราะฉะนั้น เราควรมีสติรักษาตัวของเราไม่ให้หลง ให้ตั้งอยู่ในสติ มีความรู้ความจริง สิ่งใดเป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ เป็นไปเพื่อความสะสมต่อกองกิเลส เป็นไปเพื่อความอยากได้ เป็นไปเพื่อการประกอบกับกองทุกข์ เป็นไปเพื่อความคลุกคลี มัวเมาประมาท นี้ไม่ใช่ธรรมส่วนที่ดี เป็นธรรมที่เราควรละ เราควรทิ้ง ธรรมประเภทนี้มีอยู่ในใจ ก็ควรชำระสะสาง อย่าไปคิดว่ามีมากๆ แล้วเราจะมีความสุข อย่าคิดเลย ได้สิ่งนั้น ได้สิ่งนี้มีความสุข สิ่งที่เราว่าหามา ได้มา ถ้าพูดถึงความจริงแล้ว มันเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจของเราหลงตัวสมุทัยโดยไม่รู้ตัว ถ้าเราไม่ฉลาด สิ่งเหล่านั้น กลับกลายมาเป็นสมุทัย เป็นปัจจัยให้ทุกข์เกิด เหมือนความรัก

ความรักนี่ จะเป็นสมุทัยก็ได้ ถ้าเราไม่มีปัญญา เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า ปิยโต ชายเต โสโก ปิยโต ชายเต ภยํ ความทุกข์ ความโศก เกิดขึ้นเพราะความรัก ความรักมีอยู่ที่ไหน ความหวงแหน ความอาลัย ความอาวรณ์ ความเป็นภาระ จะต้องคุ้มครองดูแลเอาใจใส่ ไม่อยากให้มันเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น อยากให้เป็นของเราอยู่ตลอดเวลา เวลาสิ่งเหล่านั้นมันไม่เป็นไปตามความต้องการของเราก็ทุกข์อีก เกิดความโศก ความเสียใจเศร้าใจ เพราะฉะนั้นท่านจึงว่า เมื่อความรักเกิดขึ้น เราก็ต้องรู้เรื่องของความชังบ้าง มันเป็นของคู่กัน เมื่อความชังเกิดขึ้น เราก็เว้นช่องว่างให้มีความรักเหลืออยู่บ้าง อย่าไปชังทั้งหมด เพื่อให้จิตใจของเราได้อยู่กลางๆ ความรักกับความชัง จะได้อยู่เป็นขอบป้องกันเรา เป็นรั้วป้องกันเรา อย่าให้รักทั้งหมด อย่าให้ชังทั้งหมด เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ดีเราก็พยายามสอดส่องสิ่งที่ดีบ้าง มีอยู่ในนั้น เมื่อเราเห็นสิ่งใดที่เป็นโทษ ที่ว่าเป็นโทษเป็นทุกข์ เราก็มองดูให้ดีๆ อาจจะมีความสุขส่วนหนึ่งในที่นั้น

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า พระองค์ได้ความสุขจากากรที่พระองค์ไปทนทุกข์ทรมานต่อสู้ เพื่อศึกษา เพื่อให้รู้ทุกข์ ถ้าพระองค์ไม่ทำอย่างนั้น พระองค์ได้แต่ตั้งจิตปณิธานว่าให้เรามีความสุขแต่ฝ่ายเดียว พระองค์คงจะไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าเลย กายก็ไม่อยากให้กระทบกระเทือน ถูกแดด ถูกร้อน ถูกหนาว ถูกโหยหิว อะไรต่างๆ อยากจะให้มันอยู่โดยไม่มีอะไร ให้มันสบายเอิบอิ่มอยู่อย่างนั้น ถ้าเป็นเช่นนั้น พระองค์ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า เหตุอย่างนั้น ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะรัก เพราะชัง เพราะไปหลงรัก หลงชัง หลงสุข หลงทุกข์ ปรารถนาแต่ความสุข แล้วก็เกลียดทุกข์ พระองค์ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะมีวิธีการอย่างนั้น พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้ธรรม ได้ความสุข เพราะพระองค์ไม่หลงสิ่งเหล่านั้น ฝึกหัดจิตให้เข้มแข็ง ให้รู้เท่า ให้รู้ความจริงสิ่งเหล่านั้น ว่าสิ่งเหล่านั้นกับเรานี่ จะแยกกันออกได้ไหม จะเป็นอันเดียวกันจริงๆ หรือ เมื่อมาแยกไปๆ พิจารณา อ้าว! เขาก็ไม่เป็นอะไร เราก็ไม่เป็นอะไร เหมือนกับแขนของเราสองอันนี่ ข้างนี้มันก็ไม่มีเสียงอะไร มันก็ไม่เป็นอะไร เพียงแต่เห็นเท่านั้น เพียงรู้สึกข้างเดียว เราจะทำอย่างไรมันก็ไม่มีเสียง ถ้ามีข้างหนึ่งมารับกันนะ เสียงมันก็ออกมา แต่ก่อนเสียงไม่มี พอเราตบปั๊บเสียงออกมา ให้มันเกิดตามมา เพราะการที่มือสองอันนี้เป็นเหตุอันหนึ่ง มือสองอันแล้วไปหระทบกันนี้ ก็เป็นเหตุอันหนึ่ง ถ้ามือสองอันนี่ ต่างคนต่างไม่กระทบกัน เสียงก็ไม่เกิด หรือมือสองอันเคลื่อนไหวทำอะไรก็ได้ แต่อย่าให้มันกระทบกัน เคลื่อนไหวของมันเอง เสียงก็ไม่เกิด

เพราะฉะนั้น ทุกข์ทั้งหลาย ท่านเรียกว่าอาศัย การเกิด ไม่มีโดยตรง โดยเฉพาะมันอาศัยการเกิด เหมือนข้าวสุกนี่ มันต้องอาศัยการเกิด ไม่มีข้าวสุกโดยตรง ข้าวสุกโดยตรงมันจะไปแสวงหาข้าวสุกโดยตรงๆ โดยดั้งเดิมไม่ได้ ต้องมาจากข้าวสาร ได้มาจากข้าวเปลือก ได้มาจากลำต้นที่ปลูกขึ้นในดิน อาศัยน้ำ อาศัยแผ่นดิน มันอาศัยการเกิดอย่างนั้น จึงมามีข้าวสุก แล้วมาบาน บริโภคเป็นเนื้อ เป็นหนัง เป็นบุคคล มีชีวิตเกิดขึ้นมา ต้องอาศัยการอยู่อย่างนั้น ไม่ใช่โดยตรง

เรื่องธรรมะก็เช่นเดียวกัน เรื่องความสุข ความทุกข์ ก็เหมือนกัน เป็นแต่เพียงอาศัยการเกิดเท่านั้น ถ้าหากจิตของเราหนักแน่น ผู้รู้ของเราฝึกรู้ความจริงให้หนักแน่น ไม่ให้หวั่นไหวในสิ่งที่มันเปลี่ยนแปลงก็ดี สิ่งที่มันกระทบกระเทือนก็ดี เพียงแต่รู้เท่าแล้วพยายามรักษาจิตไม่ให้มัวหมอง ไม่ให้เศร้าใจ ไม่ให้ทุกข์ใจ เพราะสิ่งที่มันเปลี่ยนแปลง สิ่งที่มันเกิดดับ เรามารู้เท่าสิ่งเหล่านี้ตามความเป็นจริงแล้ว เมื่อเราศึกษาหนักเข้าค่อยชำนาญขึ้นมา ค่อยเห็นสิ่งที่เราผ่านไป ที่เราได้เฉยไป ผ่านไปๆ เราก็ทบทวนดูว่าอาการ เหตุการณ์ภายนอกอย่างนี้ เมื่อแต่ก่อนเรายังไม่ได้อบรม เราทุกข์ขนาดไหน เราจะนอนไม่หลับ เราจะรับประทานอาหารไม่ได้ จะต้องมีปัญหา มีเรื่องราว ตั้งแต่เรามารู้ความจริง เรื่องเหล่านั้นก็ลดลงๆ น้อยลงๆ ที่นี้ความไม่สงบ ความกระทบกระเทือนในจิตในใจ ก็ค่อยน้อยลงไปด้วย ภาระอันหนักในจิตใจ ก็ค่อยน้อยลงไปด้วย ความเบาใจ ความสบายในใจก็ค่อยมากขึ้น อันนี้รู้ได้เฉพาะเราเท่านั้นแหละ คนอื่นไม่รู้เพราะมันเป็นที่จิตใจของเรา มันปรากฏที่จิตของเรา เมื่อเรารู้ของเราเป็นอย่างนี้ เราก็รับรองความจริง ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา เห็นผลของการปฏิบัติถูกด้วย ตรงด้วย ถ้าเราศึกษาก็ตามปฏิบัติก็ตาม ถ้าไม่ถูกไม่ตรง ก็ไม่เห็นชัดในใจ ก็ไม่มีพยานหลักฐานที่ให้เรามั่นใจ ถึงแม้ว่าเราจะได้ยินได้ฟังจากคำสอนก็ตาม ถ้าไม่ปรากฏในจิตใจ เลยไม่เป็นพยานให้เราเชื่อมั่นแน่วแน่ มีแต่ความสงสัย เพราะเรายังไม่สัมผัส

เพราะเหตุนั้น การปฏิบัติให้ปรากฏในจิตใจของเรา เป็นสิ่งที่จำเป็น เมื่อต้องการอยากรู้ธรรม ที่พระพุทธเจ้าสอนให้เราปฏิบัติ เรียกว่า มรรค โดยย่อๆ ที่สุดแล้ว ก็มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา เป็นแนวทาง เพราะฉะนั้น ศีล เป็นฐานรองสมาธิ สมาธิเป็นฐานรองรับปัญญา เมื่อฐานคือศีลไม่มั่นคง สมาธิซึ่งตั้งอยู่บนฐานก็อยู่ไม่ได้ ข้อนี้ถ้าเราไม่พิจารณาแล้ว บางแห่ง บางคณะ ที่พวกฝรั่งเขาว่าศีลไม่จำเป็น

มีต่อ......


นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1341
    • View Profile
ต่อ......

อาตมาเคยไปอบรมเทศน์เรื่อง ทาน ศีล อยู่ทางออสเตรเลีย พอเทศน์เสร็จแล้ว มีคนไทยบอกว่า เขาไม่อยากฟังเท่าไร เรื่องทาน ศีล เขารู้แล้ว เขาอยากจะฟังแต่ปรมัตถธรรม เรื่องสมาธิภาวนาสูงๆ เราก็เลยไม่อยากพูดมาก เมื่อเขาพูดอย่างนั้น เราก็พูดไปกลางๆ ว่า อ้าว! นึกว่าพระพุทธเจ้า แสดงศีล สมาธิ ปัญญา เป็นทางที่สมบูรณ์บริบูรณ์ ถ้าหากขาดศีลแล้ว สมาธิมันจะมั่นคงได้อย่างไร ถ้าเราไปพิจารณาโดยอารมณ์ สิ่งที่มากระทบ สมมติว่า เราทำผิดศีลนะ ผิดศีลแล้วสิ่งที่มากระทบคืออะไรบ้าง ที่ทำให้เราไม่สงบ ที่ทำให้เราเดือดร้อน เมื่อเราประพฤติผิดแล้ว ไม่รักษาศีลแล้ว มันต้องมีเรื่องกระทบมาก มีเรื่องก่อกวนมาก เพราะไปฆ่าเขา เขาก็ไม่ชอบ หรือไปลักของเขา เขาก็ไม่ชอบ ประพฤติผิดประเวณี มันก็จะมีแต่ปัญหา มันจะมีสมาธิได้อย่างไร เมื่อไปกินเหล้า แล้วไปโกหกอยู่อย่างนั้น เราพิจารณาดูศีลจึงเป็นฐานรองที่สำคัญที่สุด แม้ศีลห้า ถ้าเราตรวจดู ถ้าเราชอบดื่มเหล้าอย่างนี้ สมาธิมันจะตั้งได้อย่างไร แต่ละข้อๆ ทำไมจึงว่า ศีลเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญ

เพราะฉะนั้น พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านรู้ธรรมส่วนละเอียดเท่าไร ส่วนศีลของท่าน ท่านก็รักษาให้บริสุทธิ์ ท่านไม่ได้ปล่อยละเลย ที่เราเลื่อมใสเพราะว่าศีลท่านบริสุทธิ์ ยิ่งเป็นพระอรหันต์ ยิ่งสะอาดกว่าปุถุชนอีก ท่านบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ เหมือนกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉันไม่หลง อยากทำอะไรก็ทำ อยากพูดอะไรก็พูด ไม่มีในวิสัยของพระพุทธเจ้า ท่านยิ่งสำรวม ยิ่งรักษา ยิ่งเป็นเนติแบบฉบับทุกอย่าง ท่านไม่ได้ปล่อยเลยจนมรณภาพ จนดับขันธ์สู่ปรินิพพาน พระอริยสงฆ์ก็เหมือนกัน

พระกัสสปะ เคยปฏิบัติธุดงควัตร แต่เบื้องต้นอย่างไร เมื่อท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว
ท่านก็ยังปฏิบัติอยู่อย่างนั้น ท่านรักษาของท่านอยู่อย่างนั้นด้วยปกติ


ทีนี้มีปัญหาว่าถ้าท่านไม่รักษา กิเลสจะกลับกำเริบกลับมาอีก? มีอีกไหม? ถึงกิเลสไม่มี ท่านก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ ถึงจะไม่กำเริบอีก ท่านก็ทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะอะไร? เพราะถึงกิเลสอาสวะ ที่จะตบแต่งภพชาติข้างหน้า หรือกาลต่อไปแต่งไม่ได้แล้ว แต่เมื่อการกระทำที่ไม่ดี ที่ผิด เมื่อทำได้เหมือนปุถุชนคนอื่นทำทั่วไปแล้ว เสียงจากปุถุชนที่ไม่รู้ต้องเข้าหูท่านแน่นอน มีเสียงตำหนิติเตียนแน่นอน หูต้องได้ยินแน่นอน เพราะหูมันเป็นวิบาก กายก็ยังเป็นวิบาก แต่อดีตมาเป็นผลปัจจุบัน เพราะฉะนั้น กายก็ต้องมีเจตนา มีขันธ์ ยังเหลืออยู่ ก็ต้องมีผัสสะ มีเวทนาอยู่ เพราะกายไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ประสาทหู
ประสาทตา ประสาทจมูก ประสาทลิ้น ที่อยู่วิญญาน ส่วนนี้เป็นส่วนวิญญาณวิบากไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ย่อมรับรู้ สิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น

เพราะฉะนั้นเราไม่ควรมองข้าม เมื่อเราทั้งหลายต้องการความมั่นคงของการปฏิบัติ เพื่อให้มีผลใหญ่ ให้มีอานิสงส์ ความสำรวม ตั้งอยู่ในศีล สำรวมกาย สำรวมวาจา โดยความระมัดระวัง ก็เท่ากับเราสร้างสติอยู่ตลอดเวลา เมื่อสติของเรามีการระลึกการกระทำ ควบคุมการกระทำ ควบคุมการพูดของเราไม่ให้ผิด เป็นการทุจริต ในทางกาย ทางวาจาแล้ว ชื่อว่าเราเดินตามทาง เมื่อเราเดินตามทางที่ตรงถูกต้องแล้ว นับแต่ตั้งแต่ก้าวแรก เราก็ขยับเข้าใกล้จุดหมายปลายทางทุกก้าวไป

แต่ถ้าเราเดินทางผิดแล้ว ก้าวไปเท่าไร มันก็ยิ่งห่างจากความจริง
ห่างจากจุดหมายปลายทาง ยิ่งเราก้าวไปนานเท่าไร รวดเร็วเท่าไร
ยิ่งจะห่างเร็วมากขึ้นเพราะมันผิดทาง


เพราะฉะนั้น ทางคือศีล เราก็ควรพยายามสำเหนียกศึกษา สำรวมระวังเข้ามา แล้วก็พยายามที่จะช่วยกัน
เป็นเครื่องอุดหนุนกัน ถ้าคนหนึ่งไม่มีสติ คนหนึ่งมีสติ พยายามสำรวม พยายามสงบ หนักเข้าๆ
ก็มีความสำรวม ความเรียบร้อย ความงาม ความสงบ นี่ทำให้มีพลังทางกาย ทางใจด้วย


เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีศีล สำรวมกาย วาจา เป็นพื้นฐาน สะอาดแล้ว เราจะใช้สติสำรวมใจ เพราะเราปิดประตูสองประตูได้แล้ว ข้าศึกมันเข้ามาก่อกวนไม่ได้ ประตูทั้งสองซึ่งปิดคือ ประตูกายและประตูวาจา ศัตรูเข้ามาไม่ได้ ยังมีประตูใจ อาจจะเล็ดลอดเข้ามาได้ เราก็ตั้งสติเฉพาะประตูเดียว ไม่ต้องกังวลประตูอื่น เราก็สามารถที่จะเอาชัยชนะต่ออารมณ์ที่มาก่อกวนจิตใจของเราให้มัวหมอง ทำให้จิตใจของเราไม่สะอาด เราอยู่ในประตูเดียว มีช่อง มีโอกาสที่เรามีกำลัง ที่จะเอาชัยชนะได้มากกว่า ถ้าประตูของเราไม่มั่นคง เข้าทางกายก็ได้ เข้าทางวาจาก็ได้ เข้าทางจิตใจก็ได้ แต่สติมีอันเดียว เวลามาอยู่ประตูนี้ ประตูนั้นก็ว่าง เป็นช่องว่างให้ศัตรูเข้ามา

เพราะฉะนั้น เราพึงตั้งสัจจะอธิษฐาน รักษาประตูหรือปิดประตูของเราให้ดี เหลือประตูอันเดียว แล้วพยายาม แต่สมัยพุทธกาล ท่านจึงอุปมาร่างกายของเราเปรียบเสมือนจอมปลวกใหญ่อันหนึ่ง ร่างกายของเรามีหกประตู คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นประตูหกด้วยกัน ท่านว่าเมื่อต้องการจับสวยจัง สวยจังมันเข้าไปอยู่ในจอมปลวกนั้น เมื่อต้องการจับสวยจังแล้ว ท่านว่าให้ปิด ให้อุดประตูทั้ง 5 ให้แน่น แล้วเราก็เปิดไว้ช่องหนึ่ง สำหรับเราอยู่เฝ้า ต้องคอยคุมตามช่องนั้น ขุดไปๆ ก็จะได้พบตัวสวยจัง จับตัวสวยจังได้เพราะมันออกไปทางไหนไม่ได้ เราปิดแล้วทีนี้ ถ้าหากว่าเราไม่ปิด หรือปิดไม่หมด มีช่องใดช่องหนึ่ง ตัวสวยจังมันก็กลัวตายเหมือนกัน ไม่อยากตายเหมือนกัน มันก็ต้องดิ้นหาช่องออก เมื่อเห็นช่องไหนออกได้ มันก็ออกไป เลยจับตัวมันไม่ได้ จิตใจของเราก็เหมือนกัน มันมีประตูออก

เพราะฉะนั้น ท่านจึงให้สำรวม ให้เหลือแต่ประตูเดียว รักษาประตูเดียวให้ดี การรักษาปฏิบัติให้ดี
เกี่ยวเนื่องด้วยการงานทางจิตใจ เป็นสิ่งที่ละเอียดมาก จะบังคับมากโดยวิธีการเหมือนกับเราทำงานอย่างอื่น
ของหยาบก็ไม่ได้ เราจะปล่อย มันก็กลับตัวเร็ว เหมือนน้ำอยู่ในใบบัว

การประคับประคองจิต เหมือนประคับประคองน้ำอยู่ในบัวนี้แหละ
ให้ถือว่าอย่างนั้น น้ำที่อยู่ในใบบัว กลิ้งไปกลิ้งมา นี่เผลอไม่ได้


การภาวนา ที่ดูจิตของเราที่ทำจิตใจให้สงบเหมือนกับว่า เราสำรวมระวังน้ำในใบบัวนั้น เรากับน้ำในใบบัว เราจะกำแรงก็ไม่ได้ เราจะเคลื่อนไหวแรงมากก็ไม่ได้ เราก็ต้องพยายามทำด้วยใจดี ใจระมัดระวัง ไม่ใช่เป็นของหนัก ใบบัวนี่ไม่หนักเลย เราจะถึงได้โดยจิตใจที่เที่ยงตรง นี่ก็เหมือนกัน เรามามองดูด้วย ทิฏฐุชุกัมม์ ทำความเห็นให้ตรงด้วยอุบายแยบคาย กระทำจิตใจของเราให้เห็นตรง เห็นรวบรัดเข้ามา โดยเฉพาะ ธรรมทั้งหลาย มีใจถึงก่อน สำเร็จด้วยใจ เรารวบรัดเอาที่นี้ เราดูที่ใจ แล้วใจทั้งหลายมันก็ต้องมีอยู่ ในที่นี้ ถ้าไม่มีใจแล้ว ธรรมทั้งหลายจะเป็นกุศล อกุศล อดีต อนาคต ปัจจุบัน ก็ไม่มีในที่นี้
เพราะฉะนั้น เมื่อเรารวบรัดอยู่ที่ใจฉะนี้แล้ว เราก็พยายามเหมือนกันกับว่า เราตั้งใจอย่าให้มันดิ้นรนไปตามอารมณ์ต่างๆ ที่หลอกไป สิ่งที่กระทบหระเทือนเหมือนกับน้ำในใบบัวที่มันกลิ้งไปตามสิ่งที่กระทบกระเทือน เราก็พยายามดูให้ตั้งมั่นด้วย แม้แต่ลมหายใจ ก็ละเอียดตามลำดับ แม้แต่ความรู้ ก็ละเอียดตามลำดับ ทำความสบายด้วย ถ้าจิตใจไม่สบายขัดข้องอะไรต่างๆ เราก็ใช้อุบาย ทำไมมันคิดไม่ดี มันก็ยังคิดได้ คิดไม่ให้สงบ มันก็ยังคิดได้ มันสร้างขึ้นได้ เราจะสร้างความสงบ ไม่ได้หรือ เราจะสร้างความดีในใจ ไม่ได้หรือ ความไม่ดีก็ยังคิดได้ มันก็ต้องได้ซิ ไปได้แต่ทางเดียวทางนี้ไม่ได้ ได้ยังไง
ธรรมเป็นคู่นี่ เพราะฉะนั้น เราพยายามคิดแต่จะให้มันสงบ คือคำว่า ความสงบ นี่คือ ไม่ใช่ว่ามันไม่มีอะไรเสียเลย

คำว่า ความดับ มันมีอยู่ แต่สิ่งที่ดับก็คือทุกข์ สิ่งที่รู้มันต้องมีอยู่ ใครจะไปดับความรู้ได้ เหมือนกับแสงสว่าง เมื่อเป็นธรรมชาติ ใครจะไปดับได้ เมื่อเราต้องการมืด เราก็ดับตาของเรา ถึงจะมีแสงสว่างอยู่เท่าไหร่ก็ตาม แต่ตาของเราหลับแล้ว มันก็มืดได้เหมือนกัน เมื่อเราต้องการแก้มืด ก็ไม่ต้องไปดับดวงอาทิตย์ ไม่ต้อง เราไม่ต้องไปหาอันอื่น เพราะมีอยู่แล้ว เรามาแก้ที่ดวงตาของเรานั้นแหละ เราลืมตาขึ้นมา โผล่ขึ้นมา ได้สัมผัสกับแสงสว่าง เราก็ได้เห็นรูปต่างๆ ผลที่สุดเราก็มาแก้ที่ตาของเรา เพราะสว่างก็มีอยู่แล้ว วัตถุก็มีอยู่แล้ว จะมืดหรือจะสว่างมันอยู่ที่ตาของเรา ฉันใดก็ดี ธรรมทั้งหลายมีอยู่แล้ว ที่พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ได้ตรัสรู้ในโลกนี้ ในชาติมนุษย์นี้ ในเดือนปีอันนี้ ในจักรวาลอันนี้ ในดวงอาทิตย์อันนี้ ในโลกอันนี้ ในธรรมอันนี้ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อันนี้ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ไม่ใช่จะมีแต่เฉพาะเรา กิเลสทั้งหลาย ก็ไม่ใช่เพิ่งมีแต่เฉพาะเราเกิดสุดท้ายภายหลัง มันมีตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ความทุกข์ไม่ใช่เพิ่งมี แต่พวกเรามีแต่อดีตมานานแล้ว เป็นของประจำโลก เป็นของประจำธรรม พระพุทธเจ้าเมื่อได้ตรัสรู้โลก ตรัสรู้ธรรม ที่มีอยู่แล้ว เพราะอาศัยพระองค์มาแก้ดวงตาของพระองค์ให้ใสสะอาด สมามรถมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่ละเอียด ที่คนทั้งหลายไม่เห็น ที่คนธรรมดาไม่เห็น ที่คนธรรมดาไม่รู้ พระองค์เห็นแล้ว ศึกษาจนรู้จนเข้าใจ ในสิ่งที่พระองค์รู้ พระองค์เห็นนั้นๆ เอาใช้ให้เกิดประโยชน์ ความสุขอย่างพึงพอใจ

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายควรสำเหนียกศึกษาให้เข้าใจธรรมะที่ละเอียด ในส่วนที่ละเอียด ในส่วนที่หยาบ ในส่วนที่ประณีต เราก็ต้องใช้สติ ใช้ปัญญาให้เหมาะสม ในธรรมนั้นๆ ในส่วนนั้นๆ เราก็จะเห็นได้ ธรรมส่วนละเอียด แต่สติปัญญาของเราหยาบ อารมณ์จิตใจของเราหยาบ มันก็รับกันไม่ได้ รับไว้ส่วนละเอียดไม่ได้ ที่เหลืออยู่ก็เหลือแต่ส่วนหยาบที่เสมอกัน เมื่อเราต้องการรู้เห็นธรรมะส่วนละเอียด จะต้องอาศัยความสงบ จะต้องอาศัยความวิเวก ต้องอาศัยสติ ต้องอาศัยความเพียร เราก็ต้องหาที่สงบ ที่วิเวก ต้องมีสติ มีความเพียร ไม่ลดละ ไม่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัย เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายควรพยายามสำเหนียกศึกษา เฉพาะที่เรามีโอกาสอันดี เหมือนในสมัยเวลานี้ ในปัจจุบันนี้ เป็นโอกาสที่ดีไม่น้อย เป็นสิ่งที่ง่ายในปัจจุบันนี้ แต่อาจจะเป็นสิ่งที่หายากในอนาคตก็ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเหมาะสมในการที่เราจะศึกษาประพฤติปฏิบัติแล้ว ควรจะสละเวลา

ตั้งใจปฏิบัติอย่างจริงจัง จะอยู่บ้านก็ตาม จะอยู่ป่าก็ตาม ให้พยายามตั้งใจประพฤติปฏิบัติอยู่ในธรรมเหล่านั้น ถ้าเราทั้งหลายปฏิบัติได้อยู่อย่างนี้แหละ ความรู้ของเรา เกี่ยวด้วยธรรมะย่อมปรากฏ มีบทบาทในจิตใจ ให้เราได้สัมผัสความพึงพอใจ ความหนักแน่น ความสงบสุข ย่อมเกิดขึ้นในตัวของเราแน่นอน เมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว พากันจดจำไว้ให้ดี นำไปประพฤติปฏิบัติตาม ด้วยความไม่ประมาท เราก็จะได้ประสบพบเห็น ความสุข ความเจริญ ดังกล่าวมา สมควรแก่เวลายุติเพียงเท่านี้

สติรักษาจิต - หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ