Author Topic: ตาวิเศษ - หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ  (Read 65 times)

นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1421
    • View Profile
ตาวิเศษ - หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

มาลืม ตาวิเศษ  คือ ความรู้สึกตัว คุณลองเอามือทั้งสองข้าง มาวาง คว่ำไว้บนเข่า คุณก็รู้ว่าขณะนี้มือของคุณอยู่ที่ไหน ต่อไปคุณก็ตะแคงมือ ข้างขวาตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้เห็นนะ  แล้วคุณก็ยกมือขึ้นข้างขวาตรงๆพอประมาณ คุณก็รู้อีกเห็นอีก  แล้วคุณก็เอามือข้างขวามาวางไว้ที่ตัก  คุณก็รู้อีก เห็นอีก ต่อไปคุณก็ตะแคงมือข้างซ้ายตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้นะ แล้วคุณยก มือข้างซ้าย ขึ้นตรงๆ พอประมาณ คุณก็รู้อีก แล้วคุณเอามือ ข้างซ้ายมาวาง ซ้อนมือข้างขวา คุณก็รู้อีกเห็นอีก รู้เห็นมือทั้งสองข้าง อยู่ตรงไหน ให้รู้ซื่อๆ ตรงๆ  อย่ารู้แบบเพ่ง  รู้แบบสดชื่นใจ  ตาคุณก็ไม่ต้องหลับ  ทอดสายตาพอดี อย่าก้มเกินไป และอย่ามองไปไกลเกินไป ให้มีความรู้สึกตัวอยู่ที่มือนะ
         
   ต่อไปคุณก็กำหนดยกมือข้างขวาขึ้นเหนือมือข้างซ้ายหน่อยเดียว คุณก็รู้อีก  เคลื่อนไหวมือทีไรให้รู้ มีเจตนาใส่ใจให้รู้สึกตัว แล้วคุณยกมือ ข้างขวาออกไปข้างๆ  คุณก็รู้อีกเห็นอีก  รู้เห็นจริงๆนะ แล้วคุณเอามือ ข้างขวาตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้อีก แล้วคุณคว่ำมือข้างขวาลงไว้บนเข่า คุณก็รู้อีก ให้รู้เป็นครั้งๆ ไป ต่อไปคุณยกมือข้างซ้ายขึ้นหน่อยเดียว คุณก็รู้อีก  แล้วคุณ ยกมือข้างซ้ายออกไปข้างๆ คุณก็รู้นะ แล้วคุณวางมือข้างซ้ายลงตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้เห็นอีก แล้วคว่ำมือซ้ายลงบนเข่า คุณก็รู้อีกเห็นอีก รู้เห็นจริงๆ รู้ที่กาย ที่มือของคุณ

          เอามือของคุณเป็นนิมิต เป็นวัตถุอุปกรณ์ ผลิตความรู้สึกตัว ถ้าคุณรู้ อยู่อย่างนี้นานๆ พบเห็นอยู่อย่างนี้นานๆ หาวิธีที่จะรู้เห็นอยู่ตลอดเวลา  นอกจาก นั้นคุณก็อาจเปลี่ยนอิริยาบถได้

           เดินจงกรม การเดินกำหนดยาวประมาณ 11 ก้าว อย่าให้ยาวจนเกิน ไป ถ้าสั้นก็ประมาณ 5 ก้าว ให้กลับซ้ายที กลับขวาที ให้คุณกำหนดรู้เห็น เหมือนคุณกำหนดมือของคุณที่เคลื่อนไหวเป็นจังหวะไป คุณก้าวทีไรให้รู้ทุกที รู้ทุกก้าว อย่ารู้แบบเพ่ง ให้รู้เป็นครั้งๆไป เหมือนเรานับ หนึ่ง สอง สาม         แต่ไม่ให้นับ ไม่ต้องว่าซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ไม่ต้องว่าอะไร  ให้รู้สึกตัว ว่าก้าวไปก็พอแล้ว ให้รู้ซื่อๆ ตรงๆ อย่าพึงไปเอาเหตุเอาผลอะไร เอาความชอบ ไม่ชอบอะไร ให้รู้แบบบริสุทธิ์ อิสระ อย่ารู้แบบบูดบึ้งคร่ำเครียด

         ให้ทำจิตใจสบายๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส ขยันรู้ หาวิธีที่จะรู้อยู่เสมอ วัตถุที่จะให้รู้ก็มีอยู่จริง มือเคลื่อนไหวทีไร ก็รู้จริงๆ ไม่ใช่คิดรู้นะ  เป็นการ สัมผัสเอานะ เจตนาสร้างเอา ขยันรู้ มากรู้ เป็นวันหลายวันไป ทำใหม่ๆ บางทีมันอาจหลงไปบ้าง ช่างมัน ไม่เป็นไร ตั้งต้นเอาใหม่ ก็รู้ได้อีก
 
   คุณเคยรู้อยู่อย่างนี้สักหนึ่งวันมีบ้างไหม หรือหากว่า คุณพอจะมีเวลา ฝึกตัวเอง ให้รู้สึกตัวอยู่อย่างนี้สักเจ็ดวันจะดีไหม ชีวิตของเราก็มาถึงปูนนี้แล้ว เราอยู่กับตัวรู้ หรือว่าอยู่กับตัวหลง

            การที่จะเปลี่ยนอิริยาบถ  ก็ต้องกำหนดรู้  แม้แต่ความคิดที่จะเปลี่ยน  เราก็ต้องรู้ทันความคิด อย่าให้ความคิดนำไป ให้ความรู้สึกตัวนำไป  หาโอกาส รู้เห็นอย่างนี้มากๆ เข้า เราตั้งใจดูรู้อยู่ที่กาย มันอาจเกิดอาการต่างๆ ให้เราหลง เราตั้งใจจะดูกายเคลื่อนไหวไปมา แต่มันจะมีสิ่งที่จะทำให้เราหลงไป เช่น เวทนา  ความปวดเมื่อย มันเกิดขึ้นของมันเอง เป็นอาการของกาย  เราไม่ได้ไปหาดูมัน  มันเกิดขึ้นมาเองของมัน  อย่าเข้าไปเป็นนะ ให้เห็นมันนะ  อย่ามีตนอยู่ในเวทนา มันเป็นเวทนาของมันเอง

          เรามีตาวิเศษแล้ว เราจะเป็นผู้ดูแล้ว ไม่ใช่เป็นผู้เป็นแล้วนะ อะไร เกิดขึ้นมาเราก็ดู    ไม่มีตนอยู่ในเวทนา ดูมันเห็นมัน มันมีอยู่เป็นอยู่ของมัน อย่างนี้ อะไรเกิดขึ้นมาเราก็เป็นผู้ดู  ที่มันปวดมันเมื่อยนั้น ภาษาธรรม เรียกว่าเวทนา  ภาษาคนเรียกว่ามันสุขมันทุกข์ มันมีอยู่เป็นอยู่คู่กับรูป ทุกข์แบบนี้มันแก้ไม่ได้ มีแต่บรรเทา  อย่าเข้าไปเป็น เข้าไปเกี่ยวข้อง กับอาการ อย่างนี้ให้ถูก ไม่ใช่ตัวตนอะไร

        นี่ตาวิเศษ เราก็เห็นแล้วว่ามันเป็นของมันเช่นนั้นเอง มันมีอยู่เป็นอยู่ ของเขา ใครจะรู้หรือไม่รู้  เขาก็เป็นอยู่อย่างนั้น  มันเป็นธรรมชาติของเขา อยู่อย่างนั้น  เป็นอาการของเขาอยู่   อย่างนั้น ไม่ใช่ตัวตนอะไร

          ต่อไปมันก็ไปเห็นจิตใจที่มันคิดขึ้นมาอีก  ไม่ให้ไปดูมัน มันคิดขึ้นมาเอง มันลักคิดขึ้นมาเองนะ เราก็เห็นมันอีก อย่าเข้าไปในความคิด อย่ามีตนอยู่ ในความคิด เรามีตาวิเศษแล้ว มีแต่ดูไป เห็นไปตะพึดตะพือไป แล้วเราก็ กลับมาดูกายเห็นกาย ที่มันเคลื่อนไหวไปมาอยู่นี่ เจตนายกมือ เคลื่อนไหว ไปมาอยู่นี่ เดินจงกรมอยู่นี่ หรือเวลาที่เราไม่ได้เคลื่อนไหวมือ เราก็อยู่ใน อิริยาบถอื่น ก็ดูไปเห็นไป ให้ชำนาญในการดูการเห็นไป มีแต่เป็นผู้เห็น ไม่ได้ เข้าไปเป็นผู้เป็น

        แต่ก่อนมีแต่เป็นไปกับอาการต่างๆ  หมดตัวไปกับความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว  ความหิว บัดนี้เราก็รู้จักแยกออกเป็น ว่ากายนี้อันหนึ่ง เวทนาความปวดความเมื่อย ความร้อน ความหนาว ความหิว ก็อันหนึ่ง  ตัวลักคิดไปนั่นก็อันหนึ่ง คิดที่ไม่ได้ตั้งใจคิด เราก็เห็นแล้ว
 
      อย่าไปเชื่อมันทั้งหมดนะความลักคิดนี่   ทำตามความลักคิดทั้งหมดไม่ได้ อย่าให้มันหลอกเอาได้ จะเกิดการผิดพลาดได้

      ความคิดนั้น มันมีอยู่สองลักษณะ คือ ตั้งใจคิดอันหนึ่ง ลักคิดขึ้นมา เองก็อีกอันหนึ่ง  พอเราจะตั้งใจดูกาย มันก็คิดโน้นคิดนี้ไป  อย่าหลงไปกับมัน  อย่ามีตนอยู่ในความคิด  มาดูกายที่มันเคลื่อนไหวอยู่นี่ เจตนาเคลื่อนไหวอยู่นี่ อาศัยกายเป็นนิมิต  เป็นหลัก  เป็นที่เกาะ  เหมือนเราเกาะอยู่หลัก ที่ปักไว้กลาง น้ำไหล เวลาใดเราวางมือมันก็พัดพาเราไป เราก็แหวกว่ายขึ้นมาจับอยู่ที่หลักอีก อันนี้ก็เช่นกัน เวลาที่มันลักคิดไป  คุณก็อย่าหลงไปตามความลักคิดนะ ให้กลับมาดูกายที่มันเคลื่อนไหวอยู่นี่

      นี่ตาวิเศษ มาดูอยู่อย่างนี้ให้มันชำนาญ  ให้มันคุ้นเคยอยู่กับกายไปก่อน อย่าพึ่งไปยุ่งกับความคิด เหมือนกับเราดูหนังสือ  ดูไปดูมามันก็ติด มันจำได้นะ มันรู้เรื่อง ตัวลักคิดก็อันหนึ่ง  ตั้งใจคิดก็อันหนึ่ง เวลาใดที่มันลักคิดไป เราก็รู้สึกตัว คล้ายกับว่า ทักท้วงตัวลักคิด    เมื่อมันลักคิดทีไรรู้ทันมัน  ก็เท่า กับว่าเราได้สอนมัน หัวเราะเยาะมันก็ได้ พอเราเห็นว่ามันลักคิด  ความลักคิด มันก็หยุด มันไม่ประสีประสาอะไร มันไม่ยิ่งใหญ่อะไรหรอก  แต่ถ้าเราไม่รู้ทันมัน มันก็ยิ่งใหญ่ ดึงลากเราไปกับมันได้

     บางทีมันก็มีอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นคู่กับความคิด กลายไปเป็นอารมณ์  ฟุ้งซ่าน  ลังเลเลสงสัย ง่วงเหวาหาวนอนไป เกิดอาการอึดอัดขัดเคืองไป ปรุงแต่ง ไปต่างๆนานา คุณก็อย่าพึงเข้าไปจำนนต่อมัน  ให้ดูมัน เรามีตาวิเศษ แล้ว มันจะเกิดอะไรขึ้นกับกาย กับจิตใจเรา เราก็เป็นผู้ดูมันทั้งนั้น สนุกดู สนุกเห็นมัน มันก็ไม่มีอะไรมาก ดูเข้าจริงๆ มันสรุปให้ว่า  มีแต่กาย เวทนา จิต และธรรม (สติปัฏฐาน 4)  ที่มันเกิดขึ้นกับกาย กับจิตใจ
 
   กายมันก็มีคู่ ความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว หิวกระหาย นั้นมันเป็นอาการของกาย จิตที่มันคิดโน่นคิดนี่ มันก็มีคู่เช่นกัน เช่นความ คิดฟุ้งซ่าน ความลังเลสงสัย  ความง่วงเหงาหาวนอน หมู่นี้มันเป็นอาการ ของจิต ให้ดูมันเห็นมัน

     เรามีตาวิเศษแล้ว  ยิ่งดูไปเท่าไรก็ยิ่งเห็นแจ้งเท่านั้น การดูการเห็น มันเป็นประสบการณ์ เป็นบทเรียนที่ดี ภาวะที่ดูนี้มันก็เกิดความชำนาญ เห็นอะไรมันก็รู้แจ้งไปเอง  แต่ก่อนเราก็ไม่เคยพบเห็น พอพบเห็นเข้าบ่อยๆ มันก็เห็นแจ้งเหมือนเราเห็นผู้คน  ก็จำหน้าจำตากันได้  รู้ถึงนิสัยใจคอ ว่าเป็นคนดีคนชั่วอย่างไร ควรคบหรือไม่ควรคบอย่างไร มันสรุปให้เรา ว่ามันคืออะไร

      กาย เวทนา จิต ธรรม นี้  มันก็คือ รูป กับ นาม เท่านั้น นั่งอยู่นี่ เดินอยู่นี่ คือรูป คิดไปโน่นไปนี่นั้นคือ นาม มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วยกัน แยกกันไม่ออก ถ้าแยกจากกันเมื่อไรก็เน่าไปเลย  ตาวิเศษมันพบเห็นเข้า รู้แล้วพบเห็น เข้าจริงๆ และเป็นจริง มีอยู่เป็นอยู่อย่างนั้น  รูปนี้มันเป็นดุ้น เป็นก้อน ฉิบหายเพราะร้อนเพราะหนาวหิวกระหายหลายๆ อย่าง  ตัวรู้สึกคิดนึก พาลุกพาเดินเคลื่อนไหว รู้อะไรได้นั้นเป็นนาม   มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วย กัน  นั่งอยู่นี้คือ รูป  คิดไปโน้นคือ นาม

     ตาวิเศษมันพบเห็นเข้า  รู้แล้วพบปะเข้าจริงๆ แต่ก่อนเราไม่รู้แจ้ง ถูกมันหลอกมาตั้งนาน หมดเนื้อหมดตัวไปกับอาการต่างๆของรูปของนาม จำนนต่ออาการต่างๆที่มันสั่งการ สั่งให้หัวเราะ ร้องไห้ สั่งให้รักให้ชัง ทำตามความโกรธ โลภ หลง นึกว่าตัวตนไปเสียทั้งหมด  เป็นขี้ข้ารับใช้ต่อ อาการต่างๆ  จำนนต่ออาการต่างๆที่มันสั่งการ  รูปมันเป็นดุ้นเป็นก้อน  คือ ร่างกายนี้ มันเป็นทาสของนาม เขาสั่งให้ทำอะไรๆ ก็ทำไปหมดทุกอย่าง สั่งให้กินเหล้า  สูบบุหรี่ สั่งให้เอาปืนมายิงตัวเองก็ทำ  สั่งให้แขวนคอตัวเองก็ทำ  สั่งให้กินยาพิษก็กิน   เฉพาะรูปนี้ทำอะไรไม่เป็นดอกนะ ทำดีก็ไม่เป็น ทำชั่ว ก็ไม่เป็น
 
      การยกมือเคลื่อนไหวไปมาอยู่นี้  อะไรมันสั่ง สั่งให้ลุก สั่งให้เดิน สั่งให้นั่ง สั่งให้หัวเราะและร้องไห้ อะไรมันสั่ง  ก็พึ่งมาพบเห็นตัวการมันเข้าแล้วบัดนี้นะ   ที่แท้ก็คือ นาม มันเป็นนาย   รูปกาย มันเป็นบ่าว  ตาวิเศษมาพบเห็นเข้า  พบกับ ความจริงเข้า  มันเปิดเผยออกมา  รูป มันเป็นธรรมชาติของมันอยู่อย่างนั้น  ฉิบหายเพราะร้อนหนาวเจ็บไข้ได้ป่วย   ตัวรู้สึกคิดนึกพาลุกพาเดินเคลื่อนไหว รู้อะไรได้นั้นคือ นาม  มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วยกันดังที่ว่ามา

        ตาวิเศษพบเห็นเข้า มันเปิดเผยออกมา รูปมันเป็นธรรมของมันอยู่อย่างนั้น  และมีอาการต่างๆ เป็นคู่กับรูป เช่นความเจ็บไข้ได้ป่วย ความร้อน ความหนาว  นามสัมผัสไม่ได้ แต่มันก็มีอำนาจ มันป่าเถื่อนนะ  ไม่เป็นธรรมต่อรูป  เฉพาะรูปมันก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว  รูปนี้จริงๆ  มันเป็นธรรมชาติ แต่มันก็มีอาการ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรูป  เช่นความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว ความ หิวกระหาย มันเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับรูป มันก็กลับไปทบทวนอีกทีหนึ่ง ถ้ารูปไม่รู้จักร้อนหนาว  หิวกระหาย มันก็ไม่ใช่รูป มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น แต่ก่อนเรายังไม่พบเห็น  ก็เอาอาการต่างๆเหล่านั้นมาลงโทษตัวเอง เป็นตัวตน อยู่ในอาการเหล่านั้น

         พอมารู้แจ้งเข้า ก็มอบให้อาการของมันไป ไม่เอามาลงโทษเหมือน เมื่อก่อน  มันไม่ใช่ตัวตนอะไร แต่ก่อนหิวก็เป็นทุกข์ใจ ร้อนหนาวก็เป็นทุกข์ใจ เรื่องของรูป อาการของรูป ก็เอามาเป็นทุกข์ใจ  เรื่องของนาม อาการ ของนามก็เอามาเป็นทุกข์กาย  ทั้งรูปและนามไม่เป็นธรรมต่อกัน  เอามาเป็นตัว เป็นตน  เอาอาการของรูป เอาอาการของนาม มาเป็นตัวเป็นตน มีตัวตนอยู่ใน อาการเหล่านั้นเต็มไปหมด

     พอมาพบเห็นเข้า  ก็มอบให้ธรรมชาติ และอาการของมันไป มันไม่ใช่ตัวตนอะไร มีที่วางมีที่ปล่อย ปลงลงได้ บางอย่างก็บรรเทา  บางอย่าง ก็กำหนดรู้  บางอย่างก็ละออกไป ไม่ได้เอามาเป็นตัวตนเหมือนเมื่อก่อน รู้จัก แจกแจงแยกออกไป ตัวกูก็ลดหดหายไปได้จริงๆ  หลุดพ้นออกจากทุกข์ได้บ้างแล้วบัดนี้นะ

นามก็คือความรู้สึกคิดนึก  มันก็เป็นธรรมชาติ  และมีอาการเช่นกับรูป  เช่นความลักคิดปรุงแต่ง
โกรธ โลภ หลง อึดอัดขัดเคือง เป็นอาการย้อมจิตใจ คือนาม มันไม่ใช่จิตใจ แต่มันเกิดขึ้นกับจิตใจ


     ตาวิเศษเห็นแจ้ง  ว่านั่นคืออาการของนาม ไม่ใช่ธรรมชาติของนาม มันเป็นเพียงอาการเท่านั้น  ถ้าเราไม่รู้แจ้งมันก็เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ทำลายผู้คน มามากต่อมากแล้ว  มีตัวตนอยู่ในอาการว่าเราโกรธ เป็นผู้โกรธ ทำตามความ โกรธ จนเสียผู้เสียคนมามาก   เกิดเป็นปัญหาต่อสังคม ตาวิเศษเห็นแจ้งเข้า ก็รู้จักแยกแยะออก  จิตใจจริงๆแต่เดิมปกติอยู่ บริสุทธิ์อยู่ แต่อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับจิตใจ ทำให้จิตเศร้าหมองขุ่นมัว  อุปมาเหมือนเมฆมาปิดบังดวงจันทร์ ทำให้เกิดความมืดบอด ไม่เห็นความจริง  เหมือนกับองคุลีมาลได้กล่าวเป็น ภาษิตไว้ว่า

“แต่ก่อนเราไม่รู้แจ้ง ประมาทลุ่มหลงมืดบอด บัดนี้เราไม่ประมาท
เหมือนเมื่อก่อนแล้วหลุดพ้นจากความมืดบอดแล้ว
เหมือนดวงจันทร์พ้น แล้วจากเมฆฉะนั้น”


       ตาวิเศษรู้จักแยกออกจากกันอีก  อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรูปกับนามนั้น มันเป็นของที่ไม่เที่ยง  เช่นความโกรธ  โลภ หลง มันไม่เที่ยง เราทำตามมัน ไม่ได้อีกแล้ว โดยเฉพาะตัวลักคิดนี้นะ คิดขึ้นมาแล้วเกิดโกรธ โลภ หลง มันเป็นกิเลสตัณหาไป  เป็นราคะปรุงแต่งเป็นสังขารไป กลายเป็นภพเป็นชาติไป มันเกิดมันดับอยู่อย่างนั้น
 
พอเรามีตาวิเศษรู้แจ้งทันมัน  มันก็จบลงอย่างง่ายดาย  มันไม่ใหญ่โต อะไร แล้วมันก็สรุปให้เรา คือ เหตุปัจจัย

มีแต่ตัวรู้สึกตัว   กับความหลงตัวเท่านั้น   ถ้าเรามีความรู้สึกตัว  ทุกอย่าง มันก็ปกติ  ความรู้สึกตัว
เป็นปู่เป็นย่าของความดี ความถูกต้อง เป็นที่เกิดแห่ง ศีล สมาธิ และ ปัญญา


มีต่อ.....


นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1421
    • View Profile
ตาวิเศษ - พระอาจารย์คำเขียน สุวัณโณ


อาการของรูปหรือกาย เช่น เมื่อรู้สึกร้อน เราก็เป็นผู้ร้อน
เมื่อรู้สึกหนาวเ ราก็เป็นผู้หนาว เมื่อรู้สึกหิวเราก็เป็นผู้หิว
เมื่อรู้สึกเจ็บเราก็เป็นผู้เจ็บ เป็นต้น

เราเป็น “ผู้เป็น” ไปกับอาการเหล่านั้นทั้งหมด
เรียกว่าเราจำนนต่ออาการต่างๆ และปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเป็นใหญ่
ต่อเมื่อมีสติสัมปชัญญะ สิ่งเหล่านั้นเป็นใหญ่ไม่ได้อีก
เพราะเราเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงอาการของรูป อาการของนาม

เช่น ความโกรธเป็นอาการ มันไม่เที่ยง มันไม่มีตัวตนอะไร

การเห็นเช่นนี้จึงเปรียบเหมือนกับเกิดตาวิเศษ
ขึ้นมารับรู้เกี่ยวกับอาการของรูป เกี่ยวกับอาการของนาม

“ตาวิเศษ” คือ การมีสติสัมปชัญญะ
เห็นรูปธรรมนามธรรมที่ตกอยู่ในสภาพไตรลักษณ์
การเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไป
เราจึงสามารถละวางรูป และนามได้

ถ้าจะเปรียบก็เหมือนไม่มีขยะทิ้งไว้เกลื่อนกลาด รกรุงรังเหมือนแต่ก่อน
อะไรที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับรูปกับนาม
อาการของรูป อาการของนาม เราทิ้งลงในพระไตรลักษณ์ทั้งหมด
แต่ก่อนมีแต่ขยะซึ่งเป็นภาระแก่เราเต็มไปหมด

เช่น มีรอยทุกข์ รอยโกรธ รอยโลภ รอยหลง
รอยรัก รอยชัง รอยร้อน รอยหนาว เป็นต้น


แต่บัดนี้เราไม่มีขยะหล่านั้นอีกต่อไป
การเห็นความไม่เที่ยง หรือเห็นไตรลักษณ์
ถือว่าเป็นบุญ บุญในที่นี้คือภาวะที่เห็นอาการของรูป อาการของนาม
สามารถใช้รูปนามในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง

ตาวิเศษ
พระอาจารย์คำเขียน สุวัณโณ
วัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ