Author Topic: เมื่อสูงอายุเมื่อสูงวัย - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม  (Read 88 times)

นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1427
    • View Profile
เมื่อสูงอายุเมื่อสูงวัย - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

เมื่อสูงอายุเมื่อสูงวัย
พระราชสุทธิญาณมงคล


   เมื่อความชรา  คือ  ธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง  เป็นขบวนการซึ่งมีความต่อเนื่องมาตั้งแต่วัยหนุ่มสาว  เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้นนั้น  หมายความว่ามนุษย์ผู้นั้นต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาตินั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้
   ความเปลี่ยนแปลงที่พบได้ในวัยชรานั้น  พบได้หลายด้านอาทิ เช่น
   ๑.การเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพอนามัย
   ด้วยอวัยวะที่เสื่อมสลายประสิทธิภาพการทำงานย่อมลดลง  ผู้สูงอายุจึงอาจมีโรคต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป  โรคเหล่านี้ล้วนมีสาเหตุมาจากความเสื่อมเสียเป็นส่วนใหญ่  ทั้งป้องกันได้และป้องกันไม่ได้  เช่น โรคสมองเสื่อม ข้อเสื่อม ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง  แม้ไม่เป็นโรคประสิทธิภาพในการด้านอื่น ๆ อาจลดลง เช่น ขี้หลงขี้ลืม คิดช้า ความต้านทานโรคลดลง การย่อยอาหารลดลง  ทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ
   ๒.การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ
   ผู้สูงอายุจะพบกับการสูญเสียในสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น   ซึ่งล้วนแต่เป็นขบวนการทางธรรมชาติเกือบทั้งสิ้น  เช่น  การสูญเสียสมรรถภาพความแข็งแรงของร่างกาย สูญเสียคู่ครอง เพื่อนสนิท ญาติ ผู้ใกล้ชิด สูญเสียความเชื่อถือจากผู้อื่น จากการเกษียณอายุ ญาติมิตร คู่ครอง ลูกหลาน แยกครอบครัวไปอยู่ต่างหาก  บางรายพึ่งตนไม่ได้   ภาวะต่าง ๆ เหล่านี้  ต้องการปรับตัวอย่างมาก  รายที่ไม่สามารถปรับตัวได้ดี  จะเกิดโรคต่าง ๆ เช่น วิตกกังวล หวาดระแวง ซึมเศร้า  เป็นต้น  รายที่ปรับตัวได้พอสมควร  อาจแสดงด้วย  การจู้จี้ขี้บ่น  อารมณ์แปรปรวนง่าย
   ๓.การเปลี่ยนแปลงด้านสังคม
   การเกษียณอายุจากงานที่ทำประจำ  ความแข็งแรงของร่างกายที่ลดลง  ความเจ็บป่วยจากโรคทางกายและใจ  ล้วนทำให้ผู้สูงอายุพึ่งตัวเองได้น้อยลง  การสูญเสียคู่ครอง  เพื่อนฝูงในวัยเดียวกัน  ทำให้ต้องพึ่งอาศัยลูกหลานมากยิ่งขึ้น  ในภาวะสังคมปัจจุบันซึ่งครอบครัวไทยจำนวนมาก  ต่างแยกเป็นครอบครัวเดียวที่มีขนาดเล็กลง  ทำให้ผู้สูงอายุมีโอกาสถูกทอดทิ้งได้ง่าย
   ๔.การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ
   ความสามารถในการหารายได้ลดลง  ทำให้ผู้สูงอายุต้องอาศัยเงินทองหรือทรัพย์สินที่สะสมมาตั้งแต่วัยหนุ่มสาวเพื่อการดำรงชีวิต  ผู้ที่สะสมทรัพย์สินไว้น้อยหรือไม่ได้สะสม  จึงจำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่น  เช่น  บุตรหลาน ญาติมิตร  โอกาสจะประสพปัญหาจึงมีมาก
   การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ  ซึ่งมนุษย์สามารถเรียนรู้และคาดการณ์ได้  การเตรียมตัวเตรียมใจไว้เผชิญความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว  ต้องการเรียนรู้และศึกษาจากประสบการณ์  และแหล่งความรู้ต่าง ๆ จึงเป็นการเตรียมตัวเพื่อการเป็นผู้สูงอายุที่อยู่ดีมีสุข
ธรรมะกับผู้สูงอายุ
   ธรรมะรักษา  คำว่า  ธรรม  ในที่นี้  ขอให้ความหมายตามความเห็น  ของท่านพันเอกปิ่น  มุทุกันต์  ว่าความถูก  และความดี  ใครก็ตามปฏิบัติตนถูกต้องและดีงามก็ถือว่า  ผู้นั้นมีธรรมะหรือปฏิบัติตามธรรมะแล้ว
   “คำว่าผู้สูงอายุ”  ในที่นี้  ให้หมายเอาบุคคลที่มีอายุตัวหน้าเลข ๕ นำไปแล้ว  แม้ว่าบางคนจะดูไม่แก่ไม่ชรา  เพราะเหตุว่าบริหารร่างกายและจิตใจดีก็ตาม

คนสูงอายุ ๓ ประเภท

   ก.สูงอายุทางร่างกาย
   ได้แก่  บุคคลที่ร่างกายเจริญเติบโตไปตามวัยหรือตามธรรมชาติ  พร้อมทั้งอายุสมองก็เจริญตามไปด้วย  ถ้าเกิดว่ามีใครอายุสมองเจริญไม่ทันร่างกายก็จะได้ชื่อว่า  เฒ่าทารก  กล่าวคือ  มีอายุร่างกายมากแล้ว  ยังไปทำอะไร ๆ ให้ลูก ๆ หลาน ๆ อับอายหรือหัวเราะเยาะเอาได้
   ข.สูงอายุทางสมอง
   ได้แก่  บุคคลที่สมองเจริญเติบโตไปตามวัย  ไม่เป็นคนปัญญาอ่อน  หรือประเภทที่เรียกว่า “เลี้ยงไม่รู้จักโต”  ถ้าสมองเจริญกว่าร่างกายเขาก็เรียกว่า  แก่แดด  เรามักจะว่าเด็กที่รู้อะไรเกินวัยว่าเป็นเด็กแก่แดด  แต่ถ้าใครเกิดว่าอายุสมองเจริญมากเกินไป ก็เรียกว่า “อัจฉริยะ”
   ค.สูงอายุทางคุณธรรม
   ได้แก่  บุคคลที่ดำเนินชีวิตด้วยปัญญามีคุณธรรมประจำจิต  จัดว่าเป็นบุคคลที่มีแก่น  หรือมีสาระแห่งชีวิต  เป็นคนสูงอายุที่มีค่าและประเสริฐ  ยิ่งมีอายุมากเท่าไรก็ยิ่งจะมีค่ามากขึ้นเท่านั้น  เพราะย่อมจะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูก ๆ หลาน ๆ ได้พึ่งพิง  ถ้าเป็นมะพร้าวก็เรียกว่า  ยิ่งแก่ยิ่งมัน
   บุคคลที่สมบูรณ์จะต้องผนวกเอาทั้ง ๓ สิ่งที่กล่าวมาไว้ในตนให้ครบ  แต่ถ้าเกิดว่าใน ๓ สิ่งนี้มันจะขาดไปสัก ๑ หรือ ๒ ก็ตาม  ก็ควรจะเป็นข้อ ก. และข้อ ข. ตามลำดับ  ถ้าขาดข้อ ค. ไปเพียงข้อเดียวก็จะทำให้ทุกคน  มิใช่เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้นที่ไร้ค่า  หรือจะเรียกว่า  เสียชาติเกิดก็คงจะไม่ผิดความจริงไปนักมิใช่หรือ  เพราะตามหลักธรรมะนั้น  มิได้วัดค่าของคนที่ร่างกายหรือสมอง  แต่ท่านวัดคนที่คุณธรรม  เพราะค่าของคนมิได้อยู่ที่ร่างกายหรือสมอง  แต่อยู่ที่สาระแห่งชีวิตหรือคุณธรรมที่มีอยู่ประจำอยู่ที่จิตใจ  สมกับค่าของคนสมัยก่อนที่ว่า “คนเรามิได้แก่เพราะกินข้าว  เฒ่าเพราะเกิดนาน” เท่านั้นดอก  แต่จะต้องเป็นคนสูงอายุเพราะมีสาระและคุณธรรมต่างหาก  ที่ยิ่งมีอายุมากขึ้นก็ยิ่งจะเป็นที่ภาคภูมิใจ  หรือเป็นหลักให้เกิดความอบอุ่นใจแก่ลูกหลาน  หรือคนทั่วไป

ธรรมะให้ความสุขแก่ผู้สูงอายุ

   คนสูงอายุนั้น  เมื่ออนุสรณ์ถึงชีวิตของตนเองว่า  ได้ทำดีไว้ให้ลูก  ทำถูกไว้ให้หลานอย่างครบถ้วนแล้ว  ก็ย่อมจะเกิดปีติหล่อเลี้ยงจิตใจให้เกิดความสุขทางจิตใจได้
   คนสูงอายุที่ไม่มีธรรมะนั้นมักจะรู้สึกว้าเหว่และสิ้นหวัง  เพราะยิ่งเมื่อสูงอายุมากขึ้นเท่าไร  ก็ยิ่งจะพึ่งตัวเองได้น้อยลงเท่านั้น  แม้ว่าจะมีเงินจ้างคนอื่นช่วย  แต่ถ้าเราขาดคุณธรรมหรือไม่มีน้ำใจ  ก็จะหาคนรับจ้างยาก  หรือไม่ทำด้วยน้ำใจ  ทำพอให้พ้น ๆ หน้าที่ไปเท่านั้น  หรือถ้าเป็นผู้สูงอายุที่โหดร้ายด้วยเงินก็จะไร้ค่าไปทันที
   ในทางตรงกันข้าม  ผู้สูงอายุที่มีคุณธรรม  มีเมตตาอารีต่อลูกหลานและบุคคลทั่วไป  ใคร ๆ ก็อยากเข้าใกล้  เพราะมันทำให้เขาสงบและอบอุ่น
สติ  และ  สมาธิ  ของผู้สูงอายุ
   ผู้สูงอายุทั่วไปมักจะหลงลืมง่าย  แม้กระทั่งกินอาหารแล้วก็ว่ายังไม่กิน  เหตุเพราะขาดสติ  หรือไม่เจริญสติอยู่เป็นประจำวันไว้ก่อน  แม้ว่าจะมาเจริญในเมื่อสูงอายุก็มักจะไม่ทันใช้  คือมักจะไม่ได้ผล
   ผู้สูงอายุทั่วไปมักมีจิตใจฟุ้งซ่าน  ด่า หรือ บ่นเก่ง  จนลูกหลานไม่อยากเข้าใกล้  เพราะเบื่อระอาในความจู้จี้ขี้บ่น  เหตุเพราะจิตขาดสมาธิและไม่มีสติควบคุม
   สติและสมาธิจึงเป็นยอดธรรมะที่คนสูงอายุต้องมีประจำใจ  จึงจะเป็นคนสูงอายุที่น่าเคารพรักเป็นหลักให้ลูกหลานได้มีที่พึ่งทางใจ  และการที่ผู้สูงอายุจะทำตนให้เป็นที่พึ่งของผู้อ่อนอายุได้  ตนเองต้องเริ่มทำตนเองให้มีที่พึ่งเสียแต่บัดนี้  ด้วยการสละหรือแบ่งเวลาให้แก่ธรรมะบ้าง  หมั่นศึกษาค้นคว้า  ฟัง  อ่านธรรมะให้มากตั้งแต่บัดนี้  ที่ควรสังวรก็คืออย่ามัวแต่อ่านหรือฟังอย่างเดียว  ควรจะมีการปฏิบัติควบคู่กันไปด้วย
 
การปลงอายุ

   ผู้สูงอายุควรหัดปลงอายุไว้เป็นประจำ  จะได้ไม่เกิดการสะดุ้งกลัวต่อความตาย  ที่จะต้องมาถึงในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน  ถึงเราจะเกลียดและกลัวความตายอย่างไร  ทุกคนก็ไม่อาจหลีกหนีความตายได้พ้น  ถ้าใครกลัวความตายก็จะต้องทำให้ไม่เกิด “นั่นแหละจึงจะพ้นได้อย่างแท้จริง”  นั่นก็คือ  จงรีบปฏิบัติธรรมเสียในบัดนี้และตลอดไป

คนที่ไม่มีที่พึ่งย่อมกลัวความตาย

   การที่ทุกคนจะปฏิบัติตนให้บรรลุ  มรรค  ผล  นิพพาน  นั้น  ดูออกจะไกลเกิดเอื้อมไปมาเอากันที่ง่าย ๆ และสามารถทำกันได้ทุกคนกันดีกว่าดังนี้
                 ๑) จงงดเว้นความชั่วต่าง ๆ โดยสิ้นเชิง
                 ๒) จงหมั่นให้ทาน  มีการใส่บาตรประจำวัน  บำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ต่าง ๆ และรักษาศีลอยู่เป็นประจำชีวิต  โดยเฉพาะศีล ๕
                 ๓) หมั่นเจริญสติอยู่เป็นประจำ  เพื่อให้เกิดกับความคุ้นความตาย  จะช่วยต้านทานความกลัวตายได้วิเศษนัก
                 ๔) ทาน  ศีล  ภาวนา  (รวมทั้งมรณสติ)  นี่แหละย่อมจะเป็นหลักและเป็นที่พึ่งของผู้สูงอายุอย่างแท้จริง  ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ อันมากมาย  ลูกหลานบริวารรอบข้างก็ไม่อาจที่จะติดตามเราไปได้  มีแต่บาปกับบุญเท่านั้น  ที่เป็นของเราอย่างแท้จริง
                 ๕) ผู้สูงอายุที่มีปัญญา  จึงควรจะเว้นจากบาปและบำเพ็ญกุศลทุกระดับชั้น  เพราะบุญเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งของผู้สูงอายุและทุกคนอย่างแท้จริง

เมื่อสูงอายุเมื่อสูงวัย - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม